ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

เหยื่อความผิดพลาดทางการแพทย์ หมอ-โรงพยาบาล-คนไข้-ใครผิด?

เหยื่อความผิดพลาดทางการแพทย์ หมอ-โรงพยาบาล-คนไข้-ใครผิด?

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ตอนนี้ชีวิตผมเปลี่ยนไปมาก จากไม่เคยอดอยาก เงินเดือนสองหมื่นกว่าบาท ภรรยารับจ้างกรีดยางได้อีกสี่หมื่นบาท ตอนนี้หายไปหมดเลย ผมเหลือเบี้ยยังชีพ 800 บาท จากเคยมีเงินหลายหมื่น ทรมานพอสมควร เพราะต้องออกมาดูแลภรรยาอย่างเดียว”

คำบอกเล่าที่สัมผัสได้ถึงความ “เจ็บปวด”ของ อำนาจ กิตติชัยวรางกูร “เหยื่อ” จากการรักษาที่ผิดพลาดของโรงพยาบาล ในเวทีเสวนา “เสียงผู้ป่วย...เสียงเรียกร้องของผู้ถูกอุดปากให้ไร้เสียง”เมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นถึงหลายอย่างที่เขาต้อง “สูญเสีย” ทั้งที่น่าจะ “ป้องกัน” ได้

“อำนาจ” เล่าว่า หลายปีก่อนภรรยาของเขาปวดท้องรุนแรง จึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในตอนแรกเข้าใจว่าเป็น “ไส้ติ่งอักเสบ” นอนโรงพยาบาลอยู่ 9 วัน อาการไม่ดีขึ้น ที่สำคัญ คือ แพทย์ไม่ได้สนใจมากนัก จึงส่งต่อไปอีกโรงพยาบาลหนึ่ง แล้วพบว่าที่จริงภรรยาป่วยเป็น “ช็อกโกแลตซีสต์”

“คิดว่าเป็นไส้ติ่ง แต่แล้วจริงๆ เป็นช็อกโกแลตซีสต์ รักษาตั้งแต่เดือนพ.ย.–ธ.ค.อยู่โรงพยาบาล 9 วัน ช่วงแรกที่ผ่าช็อกโกแลตซีสต์อาการหนัก เลยส่งไปอีกที่หนึ่ง อยู่เกือบ 2 เดือนคือเราบอกว่าเขาเป็นอะไร ที่หนึ่งรับฟัง แต่อีกที่ไม่รับฟัง ถ้าเขารับฟังสักนิดอาจจะไม่พิการ จึงอยากบอกว่ารับฟังผู้ป่วยหน่อย ถ้าไม่ฟังก็จะเกิดแบบนี้ เพราะปัญหาของผมคือหมอไม่รับฟังเลย”ผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ ฝากไว้เป็น “อุทาหรณ์”

ด้านหนึ่งตัวเขาต้อง “หมดเงิน-เสียเวลา” ไปกับการ “ฟ้องคดี” เรียกร้องความเป็นธรรม และดูแลภรรยา แต่ที่น่า “สลด” ยิ่งกว่า คือ ภรรยาของเขา จากที่เคยเป็นกำลังสำคัญ สร้างครอบครัว “เคียงบ่าเคียงไหล่” แต่วันนี้ต้องอยู่ในสภาพ “ผู้ป่วยติดเตียง”

แน่นอนว่าเหตุ “ไม่คาดฝัน” เกิดขึ้นได้เสมอ แม้แต่กับ “บุคลากรทางการแพทย์” ก็ไม่มีข้อยกเว้น...“ไพฑูรณ์ ศรีเจริญชัยกุล” ประธานสภาผู้ป่วย ให้ความเห็นว่า หากรักษาอย่าง “ถูกต้อง-ตรงไปตรงมา” และเมื่อเกิด“ข้อผิดพลาด” ขึ้น แล้วใช้หลักคุณธรรม ดูแลอย่างทันท่วงที ปัญหาฟ้องร้องระหว่าง “แพทย์-โรงพยาบาล-ผู้เสียหาย” คงไม่หนักหนาสาหัส

ประธานสภาผู้ป่วย กล่าวอีกว่า เรามีปัญหาเดือดร้อนเรื่องเดียวกัน คือ “ความผิดพลาดทางการแพทย์” และเราถูก “เอาเปรียบ”จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นถูก “บิดเบือน” ระหว่างแพทย์กับผู้เสียหาย เพราะแพทย์ที่ดีก็ทำงานตรงไปตรงมา มีแค่บางกลุ่มที่คิดแต่จะหาผลประโยชน์จากคนไข้ ที่ผ่านมาเมื่อเกิดข้อผิดพลาดแล้วไปร้องเรียน “สถานพยาบาล-แพทย์” จะปฏิเสธทันที เมื่อไปแจ้งความ “ตำรวจ” บางโรงพักไม่รับแจ้ง เมื่อไปที่สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข หรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เขาจะชี้มูลส่งต่อไปยัง “แพทยสภา” แต่เมื่อเป็นเรื่องความเสียหายของทางการแพทย์ เรื่องจะ “ล่าช้า” อาจใช้เวลามากถึง 10 ปีทำให้คดี...

หมดอายุความ!!!

ในมุมมอง “นักกฎหมาย”...“วิเชษฐ์ สินประสิทธิ์กุล” ทนายความและนักวิชาการกฎหมายการแพทย์รุ่น 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มองว่า ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่าง “แพทย์-คนไข้” ต่างไปจากในอดีต กล่าวคือมีสถานะเป็น “ผู้ให้บริการ-ผู้ใช้บริการ” ทำให้เกิดความ “คาดหวัง” มากขึ้น การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ที่น้อยลงเมื่อเกิดปัญหา มุ่งไปสู่การ “ฟ้องร้อง”

“วิเชษฐ์” กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้พยายามศึกษาทุก “ทางออก” ไม่ว่ากฎหมาย “แพ่ง-อาญา-มหาชน” ให้กฎหมายมาช่วย กฎหมายใดที่ไม่เป็นธรรมได้ทำวิจัยออกมาให้เกิดความถูกต้อง “มีทางออกที่ดีร่วมกัน” รวมถึงศึกษากฎหมายต่างประเทศมาประยุกต์กับสังคมไทย และขณะนี้ “กฎหมายคุ้มครองผู้เสียหาย” อยู่ระหว่างการผลักดัน มีการคิดเรื่อง “ศาลการแพทย์” ที่เข้ามาให้ความเป็นธรรมมากขึ้น แต่...

สิ่งที่แพทย์กังวล คือ ศาลไม่มีความรู้เรื่องแพทย์...

สิ่งที่ผู้ป่วยกังวล คือ อยากให้แพทย์รับผิดชอบ...

“เราอยากให้ต่อสู้อย่างสร้างสรรค์ ให้คิดว่าศาลเป็นทางสุดท้าย ไม่อยากให้เกิดปัญหาแล้วฟ้อง ระหว่างทางอะไรทำได้บ้าง แต่ถามว่าศาลยุติธรรมดีหรือไม่ เวลานี้ถือเป็นสิ่งเดียวที่ให้ความยุติธรรมได้” นักกฎหมายจาก มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้ความเห็น

ด้าน “ภิญโญภัทร์ ชิตะวัน” ทนายความคดีผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการทำคดีช่วยเหลือผู้เสียหายมีความยากลำบาก เพราะ “เวชระเบียนผู้ป่วย” ที่ถือเป็นหลักฐานสำคัญในการสู้คดี ขอจากโรงพยาบาลยาก ทั้งที่เป็นสิทธิ์ของผู้ป่วย ขณะที่การต่อสู้ในชั้นศาลใช้เวลานาน สร้างความ“บอบช้ำ” ให้กับทั้ง2 ฝ่าย ตนเข้าใจว่า “คดีแพทย์” ต้องมีมาตรฐานทางวิชาชีพ แต่ตรรกะ คือ ตอนไปโรงพยาบาลเดินเข้าไป แต่ตอนกลับนอนออกมา ตรงนี้ต้องให้เหตุผลได้ แพทย์มีมาตรฐานของแพทย์ ทำตามหลักที่เรียนรู้มา ตนไม่อยากโทษใครผิด แต่อยากให้มองปัญหาว่าพอเสียหายก็อยากให้ “เยียวยา” กัน

“ตอนนี้ที่มีของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ช่วย แต่เพดานเงินจำกัด แค่ 4 แสน แต่เขาพิการ ต้องอยู่กับมันตลอดชีวิต จะมีเครื่องมืออื่นมาช่วยได้อีกหรือไม่ขาดรายได้ ไม่มีทางพึ่ง และการดำเนินคดี พ.ร.บ.ผู้เสียหาย เป็นอีกตัวหนึ่งที่ช่วยได้ แต่ยังมีการถกเถียงกันอยู่ การสู้คดีนาน เพดานเงินจำกัด กระทรวงจ่ายตามคำพิพากษาเท่านั้น” ภิญโญภัทร์ กล่าว

เรื่องของ “กฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์” ที่ผ่านมามีข้อถกเถียง 2 มุม…มุมหนึ่ง “น่าเห็นใจ” ผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการรักษาที่ผิดพลาด แต่อีกมุมหนึ่งกฎหมายลักษณะนี้หากออกมา “ไม่รอบด้าน” ก็อาจทำลาย “ขวัญกำลังใจ” ของบุคลากรทางการแพทย์ได้เช่นกัน

ดังที่ “นพ.บริพัตร วงศ์ประชุม” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง สะท้อนมุมมองกับ “แนวหน้า” ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ระยะหลังๆแพทย์กับคนไข้ “กระทบกระทั่ง” กันบ่อยขึ้นโดยเฉพาะถ้ามี “บุคคลที่ 3” มาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ญาติคนไข้ไปจนถึงบรรดา “กูรูคีย์บอร์ด” บนโลกออนไลน์ ที่พยายาม “ยุ” ให้ฟ้อง ทั้งที่ตอนให้คำแนะนำคนไข้ ตัวคนไข้ “รับรู้-เข้าใจดี”

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบเป็น “ลูกโซ่” ต่อเนื่องไปยังปัญหา “แพทย์ขาดแคลน” ทั้งที่แต่ละปีมีคนไทยสอบเข้าเรียนแพทย์ไม่น้อย ซึ่ง “นพ.บริพัตร”อธิบายว่า จริงๆ แล้วแพทย์ไม่ได้ขาดแคลน แต่มีจำนวนมากพยายามหันไปเรียน “วิชาเฉพาะทาง” เพื่อเลี่ยงการ “เจอคนไข้มากๆ” จนเสี่ยงกับการถูกฟ้องคดี และถูกสังคม “ประณาม-ประจาน”

“ผมดูน้องๆ แต่ละคนที่จบมา ไม่มีใครอยากเป็นหมอผ่าตัด หมออายุรกรรม แต่อยากจะเป็นหมอเอกซเรย์ หรือหมอดมยาสลบ เพราะไม่ต้องยุ่ง ไม่ต้องดูคนไข้เลย ดูฟิล์มแล้วก็จบ ยุคนี้กำลังจะเป็นแบบนี้”

“นพ.บริพัตร” กล่าวย้ำว่า หากจะมีกฎหมายทำนองดังกล่าว ต้องเป็นกฎหมายที่มี “ความเฉพาะ” ไม่อาจนำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคในสินค้าและบริการทั่วไป มาเทียบใช้ได้ เพราะงานด้านแพทย์และสาธารณสุขเป็นเรื่องที่มีรายละเอียด “ปลีกย่อย” โรคเดียวกันยังอาจใช้วิธีรักษาผู้ป่วยไม่เหมือนกัน เพราะ “ร่างกาย” ผู้ป่วยมี“ปัจจัยแทรกซ้อน” ต่างกัน ไม่ใช่ “เครื่องจักร” ที่มีโครงสร้างตายตัว

“ความผิดพลาดทางการแพทย์” เป็นสิ่งที่ใครๆ ไม่อยากให้เกิด เพราะอาจทำให้ชีวิตใครคนหนึ่ง “พลิกผัน” จากเคยอยู่สุขสบายต้องมาลำบาก เคยทำงานเลี้ยงตนเองได้ก็ต้องมานอนเป็น “ภาระ” ให้ผู้อื่นดูแล แต่อีกด้านต้องให้ “ความเป็นธรรม” กับบุคลากรทางการแพทย์ด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแล้ว “ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน”ต้องร่วมหา “ทางออก” ที่ดีที่สุด เพราะ...

ทุกชีวิตมีค่า!!!

ข้อมูลข่าวโดย หนังสือพิมพ์แนวหน้าออนไลน์ ฉบับวันที 10 มกราคม 2560

สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมอ่านได้ที่แนวหน้าออนไลน์ คลิกที่นี่ค่ะ.....

Posted by STY Staffs/ Nitayaporn M./Thongpet S./Bungon J.

10 มกราคม 2560

ที่มา แนวหน้า

Posted By STY_Lib

Views, 14