ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

โรคหืด-ปอดอุดกั้นเรื้อรัง รักษา ควบคุมได้

โรคหืด-ปอดอุดกั้นเรื้อรัง รักษา ควบคุมได้

โรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังถือเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขระดับประเทศ ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยที่มีอาการหอบรุนแรงเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินมากกว่าล้านคน และมีผู้ป่วยที่ต้องนอนรับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่าแสนรายต่อปี ทำให้มีการสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์วัชรา บุญสวัสดิ์ ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย เปิดเผยว่า ในปัจจุบันโรคหืดสามารถควบคุมได้ นั่นคือโรคหืดสามารถรักษาให้อาการดีขึ้นและหายจากอาการหอบได้ หรือจะพูดว่าโรคหืดปัจจุบันไม่จำเป็นต้องหอบอีกต่อไป และผู้ป่วยบางรายสามารถหยุดใช้ยาและดำรงชีวิตได้อย่างปกติที่เรียกว่าโรคสงบ (Remission) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าหาย แต่ปัญหาคือ ผู้ป่วยโรคหืดส่วนมากไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองโรคหอบหืดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นระยะที่สามารถรักษาให้หายได้ และไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยการรักษาต้องใช้ยาพ่น สเตียรอยด์เป็นเวลานานหลายปี และติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยและญาติ หรือผู้ดูแลเป็นอย่างดี จะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล และเสียชีวิตได้ ในปัจจุบันถึงแม้ว่ามีการเผยแพร่แนวทางการรักษา โรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังมาหลายปี แต่ผู้ป่วยโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังยังได้รับการรักษาต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งเกิดจากแนวทางในการรักษามีความยุ่งยากซับซ้อน ทำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามยาก และผู้ป่วยหลายคนมักเข้าใจว่าโรคหืดเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ เนื่องจากเราไม่เข้าใจสาเหตุของการเกิดโรค ปัจจุบันการรักษาโรคหืดพัฒนาไปมาก ทำให้เรามีวิธีการรักษาที่ได้ผล จนทำให้ผู้ป่วย มีชีวิตเหมือนคน ปกติธรรมดาได้โดยไม่ยาก"

โครงการเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2547 ด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ไม่ได้มีแพทย์เฉพาะทาง ให้สามารถ ดูแลรักษา ผู้ป่วยโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง ได้มาตรฐานในระดับสากล ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดการรักษาตัวภายในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับครอบครัว และสังคมได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายให้ อัตราการเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลเข้าใกล้ศูนย์ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลเครือข่ายที่มีคลินิกโรคหืดแบบง่ายจำนวน 1,374 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งใน โรงพยาบาลชุมชนที่ห่างไกล ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากจำนวน 98 โรงพยาบาล ในปี 2551 ทำให้ผู้ป่วยในภูมิภาคสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดอัตราการกำเริบรุนแรง จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกว่า 29%

ตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา เครื่อข่ายฯ มุ่งเน้นในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคหืด ในทุกพื้นที่ ทั่วประเทศกว่า 3 ล้านคน ให้ได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐานเดียวกัน ครบทุกขั้นตอนอย่างมีคุณภาพทั่วประเทศ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาในเมืองใหญ่ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของเครือข่ายที่พยายามผลักดันแผนงานการรักษาโรคหืด จากโรงพยาบาลชุมชนเข้าไปให้ถึงระดับตำบล โดยมีทีมแพทย์ ออกไปเยี่ยมผู้ป่วยและให้คำแนะนำถึงชุมชน ทำให้สามารถ ลดอัตราความรุนแรง จนต้องเข้ารับการรักษาและนอนโรงพยาบาลลงกว่า 29% ซึ่งจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาถือเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จครั้งสำคัญของเครือข่ายฯ ที่สามารถดำเนินการ ตามเป้าหมายได้เป็นผลสำเร็จ

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์วัชรา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เรายังได้เล็งเห็นถึงปัญหาและความสำคัญในการจัดการระบบฐานข้อมูลผู้ป่วย โรคหอบหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย จึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีความครอบคลุมและเอื้อประโยชน์ต่อทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ นวัตกรรมนี้คือ EACC Health Card เปรียบเสมือน OPD Card ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลระดับบุคคลที่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเครือข่าย และข้อมูล 43 แฟ้มของสำนักงานสาธารณสุขผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยผู้ป่วยสามารถนำบัตรนี้ไปใช้ได้ทั่วประเทศ สะดวกต่อการรักษาเนื่องจากได้ข้อมูลที่ละเอียดครบถ้วน ก่อให้เกิดการรักษาที่มีคุณภาพตามมา ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วย แต่ยังเป็นประโยชน์ ต่อสถาบันทางการแพทย์ที่จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการทำวิจัย อีกทั้งยังสามารถแก้ปัญหา และพัฒนาการดูแลผู้ป่วยรวมถึงกำหนดนโยบายในการดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ"

ข้อมูลข่าวโดย หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ออนไลน์ ฉบับวันที 17 มีนาคม 2560

สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมอ่านได้ที่บ้านเมือง ออนไลน์ คลิกที่นี่ค่ะ.....

Posted by STY Staffs/ Nitayaporn M./Bungon J./Thongpet S.

17 มีนาคม 2560

ที่มา บ้านเมือง

Posted By STY_Lib

Views, 6