ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

รู้จัก…ชุมนุม Sex Plus ชี้โพรง(ถูก)ให้กระรอก

รู้จัก…ชุมนุม Sex Plus ชี้โพรง(ถูก)ให้กระรอก

“อยากให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติครูผู้สอนว่า การเรียนเพศศึกษาไม่ใช่การชี้โพรงให้กระรอก เพราะยังไงกระรอกก็ต้องเข้าโพรงอยู่แล้ว ทำไมไม่สอนให้เข้าโพรงที่ถูก”

เสียงสะท้อนจากนางสาวมนชนก เดชกำแหง หรือขนุน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ในฐานะนักกิจกรรมให้ความรู้เพศศึกษาในชุมนุม “Sex Plus” ซึ่งได้พูดไว้ในการเสวนาจากงานวิจัย…สู่การปฏิบัติ ในงานเปิดผลการวิจัยเพื่อทบทวนการสอนเพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาไทย ณ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก

มนชนก เดชกำแหง

มนชนกเล่าว่า แม้ปัจจุบันโรงเรียนจะสอนเรื่องเพศศึกษาเป็นเนื้อหาหนึ่งในวิชาสุขศึกษา แต่ก็ไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

“อย่างสอนว่าร่างกายเรามีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ทำให้เรารู้สึกว่าอยากเข้าใกล้เพศตรงข้าม แต่สิ่งที่นักเรียนอยากรู้คือ จะปฏิเสธอย่างไรเมื่ออยู่ในเหตุการณ์ที่ผู้ชายจะขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย เพราะผู้หญิงก็ไม่ต้องการ”

ส่วนบรรยากาศในห้องเรียนเพศศึกษา มนชนกบอกทันทีว่า “ยังไม่น่าจดจำและเรียกความสนใจจากผู้เรียนเท่าไหร่” เพราะอยู่ในสภาพที่นักเรียนนั่งฟังครูบรรยาย ไม่มีอุปกรณ์ประกอบการสอน อาทิ ถุงยางอนามัย วงแหวนคุมกำเนิด มาให้เห็น นอกจากนี้ก็เป็นเรื่อง “ครูผู้สอนมีความรู้ไม่แม่นยำพอ” ทำเอานักเรียนกุมขมับ “ถามอะไรก็ตอบไม่ได้”

“อย่างครั้งหนึ่งที่สอนเรื่องวงแหวนคุมกำเนิด ขนุนเปิดภาพในกูเกิลให้ครูดู ปรากฏว่าครูก็ไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่ ซึ่งต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเรียนการสอนในชุมนุม Sex Plus ที่สอนกันจริงจังแบบพี่ๆ น้องๆ” มนชนกเล่า และว่า

“ในกิจกรรมชุมนุม เราสอนทักษะตั้งแต่การวัดขนาดอวัยวะเพศชาย การใส่ถุงยางให้ถูกวิธี โดยมีอุปกรณ์ให้เห็นและทดลองใส่กันจริงๆ ทุกคน ใครทำผิดเราก็ให้ฝึกทำอยู่อย่างนั้นจนถูก เขาจะได้เข้าใจว่านี่คืออะไร จะได้รู้ว่าเจลที่ลื่นๆ ทำมาจากอะไร คืออะไร กินได้ไหม ซึ่งน้องๆ ก็มีความสุข บอกว่าชุมนุมนี้ดีจังเลย ปีหน้าอยากมาอีก”

ปัจจุบันมีผู้สนใจเข้าชุมนุมมาก เปิดรับแค่ 50 คน แต่สมัครเข้ามาเกิน 200 คน ทั้งที่ในโรงเรียนก็มีชุมนุมดังๆ มากมาย

“ในชุมนุมเรายังเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนทัศนคติกัน ก็มีน้องๆ หลายคนถามเข้ามา ส่วนใหญ่จะเป็นคำถามว่าจะปฏิเสธแฟนอย่างไรที่มาขอมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเราก็จะแนะนำไปว่าเซ็กซ์ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความรัก ถ้าแฟนมีความต้องการให้เขาช่วยตัวเองจะดีกว่า โดยให้ข้อคิดกับน้องๆ ว่า ถ้าแฟนที่มาขอมีอะไรด้วย พอเราปฏิเสธ แล้วเขาบอกว่าไม่รักเขาเหรอ นั่นแสดงว่าเขาเพียงแค่ต้องการเคลมเรา ไม่ได้รักเราจริง รองลงมาก็เป็นคำถามจากคู่รักหญิงกับหญิง ที่ถามว่าใช้นิ้ว เล็บจะข่วนไหม ประมาณนี้”

ไม่น่าเชื่อว่าอุปกรณ์และชุดความรู้ต่างๆ ที่ชุมนุมนำมาถ่ายทอดให้กับผู้สนใจ จะเป็นความพยายามที่นักเรียนค้นหากันมาเอง จากหนังสือต่างประเทศบ้าง เว็บไซต์บ้าง สอบถามผู้รู้บ้าง โดยตลอด 6 ปี ของการเป็นสมาชิกชุมนุม ทำให้มนชนกเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กไทยคือ “การไม่รู้สิทธิอะไรเลย”

“อย่างเรื่องถุงยางอนามัยที่เด็กไม่รู้ว่ามีแจกฟรี จะไปซื้อราคาก็แพง จึงเลือกไม่ใส่ถุงยาง ทั้งที่ถุงยางอนามัยมีแจกตามสถานีอนามัย ศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือตามร้านขายยาที่เพียงยื่นบัตรประชาชนก็รับถุงยางฟรี”

ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เธอย้ำว่า การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเป็นการชี้โพรงถูกให้กระรอก

“โลกเปลี่ยนไปแล้ว เดี๋ยวนี้เด็กมีประจำเดือนเร็วขึ้น ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ไม่ใช่ 13 ปี เหมือนแต่ก่อน ด้วยวัยที่อยากรู้อยากลอง หากเราให้ทักษะ ให้ความรู้ ความเข้าใจ ก็จะเป็นการป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง อาทิ ปัญหาแม่วัยรุ่น ซึ่งจะมีปัญหาอื่นตามมาอีกมากมาย แต่ตรงนี้จะทำได้โรงเรียนและผู้ปกครองต้องร่วมมือกัน ต้องไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นการชี้โพรงให้กระรอก ไม่คิดว่าจะทำให้ลูกฉัน นักเรียนฉันเสียคน” มนชนกเล่าทิ้งท้าย

เช่นเดียวกับนายติโหมะ ทีโอเจนิน นักวิจัยจากศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุข สวัสดิการและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) เล่าภายหลังเปิดผลวิจัยว่า สวีเดนที่มีอัตราแม่วัยรุ่นต่ำมาก เขาสอนวิชาเพศศึกษามา 100 ปี ให้ความสำคัญเปิดใจบรรจุในหลักสูตร และมีเนื้อหาครอบคลุมเรื่องเพศวิถีศึกษา ขณะที่ไทยแม้จะสอนเพศศึกษามานานแล้ว แต่ก็ยังเป็นลักษณะการบูรณาการในรายวิชาสุขศึกษา ซึ่งยังมีอุปสรรคเรื่องทักษะการสอนของครู ทัศนคติผู้เกี่ยวข้อง ถือเป็นเรื่องต้องปรับปรุง ให้ความสำคัญทบทวนหลักสูตรสอนให้ครอบคลุมถึงเรื่องเพศวิถี

“เรื่องนี้ไม่ใช่การชี้หรือไม่ชี้โพรงให้กระรอก จริงๆ กระรอกเก่งอยู่แล้วมันก็ไปของมันได้ แต่สิ่งที่ควรทำคือ จะชี้แนะอย่างไรให้เขาปลอดภัย มีเพศสัมพันธ์ไม่ท้อง ไม่ติดเชื้อ HIV และตระหนักถึงความเสมอภาคระหว่างเพศ” นายติโหมะกล่าว

12 มิถุนายน 2560

ที่มา มติชนรายวัน

Posted By STY_Lib

Views, 12