ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

เปรี้ยวหั่นศพ”บทเรียนสังคมไทยยุคออนไลน์

เปรี้ยวหั่นศพ”บทเรียนสังคมไทยยุคออนไลน์

สังคมไทยยุคออนไลน์, ฆ่าหั่นศพ, เปรี้ยว, คมชัดลึก, ยุค 40, สืบจากออนไลน์, แก๊งสวยสังหาร, แค้นต้องฆ่าแอ๋ม, หนูไม่ได้ตั้งใจฆ่าน้อง, ดุลพินิจของศาล, ไทม์ไลน์, ผู้ตาย, จุด ที่ 1, จุดที่ 2, จุดที่ 3, จุดที่ 4, จุดที่ 5, จุดที่ 6, จุดที่ 7

สังคมไทยคงไม่มีใครลืมคดีนี้ได้ง่ายๆ เพราะเป็นอีกหนึ่งคดีที่สะท้อนตัวตนของคนในสังคมไทย “ยุค 4.0” ที่ข้อมูล หลักฐานในการทำคดีครั้งนี้ มีการ “สืบจากออนไลน์”

คดีฆาตกรรมที่ทำเอาคนไทยทั้งประเทศหันมาเฝ้าติดตาม และให้ความสนใจกันมากที่สุดในห้วงนี้ คงไม่มีคดีไหนนอกจาก คดีฆ่าหั่นศพ น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือ แอ๋ม ซึ่งมีฆาตกรเป็นแก๊งผู้หญิงสาวสวย ประกอบด้วย น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือ เปรี้ยว, น.ส.กวิตา ราชดา หรือ เอิร์น, น.ส.อภิวันทน์ สัตยบัณทิต หรือ แจ้ โดยทั้งหมดนี้เป็นสาวหน้าตาดี หากดูแต่หน้า หลายคนคงไม่เชื่อว่าพวกเธอจะทำได้

นอกจากสามสาวที่ถูกระบุว่าเป็นฆาตกรแล้ว ยังมีเพื่อนร่วมแก๊งที่ติดร่างแหไปด้วยคือ น.ส.จิดารัตน์ พรหมคุณ หรือ เบนซ์ และนายวศิน นามพรหม หรือ นิว โดยวศิน เป็นผู้ชายคนเดียวในกลุ่มที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ แม้เบื้องต้นวศินจะรับสารภาพว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหั่นศพ แต่เป็นเพียงคนขับรถให้เท่านั้น แต่ยิ่งตำรวจสืบสวนสอบสวนมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งมีความกังขาว่า หากแค่ผู้หญิง 1 คน ซึ่งคือเปรี้ยว ที่วศินบอกว่าเป็นคนทำทั้งหมด พร้อมกับคำรับสารภาพของเปรี้ยวเองที่พยายามบอกว่าตัวเองทำคนเดียว เพื่อนไม่เกี่ยว ก็ยิ่งไม่น่าเชื่อ

อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้จะเดินทางมาเกินครึ่งทาง หลังจากตำรวจจับกุมแก๊งนี้ได้ครบทุกคน และนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่กลายเป็นข่าวที่คนไทยทั้งประเทศเฝ้าดู แม้บางคนจะออกมาก่นด่าสื่อมวลชนว่านำเสนอข่าวไม่สร้างสรรค์ แต่ท่ามกลางการถูกระบุว่าไม่สร้างสรรค์ สื่อมวลชนทุกสำนักพยายามหาข้อมูล นำเสนอ เพื่อหาคำตอบให้สังคมได้กระจ่างว่า “แก๊งสวยสังหาร” จะเป็นคนฆ่าหั่นศพจริงหรือไม่ หรือน่าจะมีคนอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ออกมาระบุว่า ผู้ต้องหาในกลุ่มนี้พัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

“แม่ยังไม่เชื่อว่าเปรี้ยวทำ หากเจอหน้าเปรี้ยว แม่จะถามเปรี้ยวว่า เปรี้ยวทำจริงหรือ” นางสาคร ภาษี แม่ของเปรี้ยว บอกกับผู้สื่อข่าวทุกสำนักในวันที่เธอกำลังเตรียมเก็บข้าวของเพื่อไปพบลูกสาว หลังจากตำรวจได้รับตัวเปรี้ยวกลับจากประเทศเมียนมาร์ เพื่อนำกลับมาที่ขอนแก่น แม้หลายคนจะมองว่า อย่างไรแม่ก็ต้องเข้าข้างลูกอยู่วันยังค่ำ แต่หากมองลึกๆ ลงไปในหัวใจของความเป็นแม่ จะเห็นว่าภาพจำที่บรรดาญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน และครอบครัวของเธอพบเจอคือเด็กสาวน่ารัก อ่อนหวาน ทำตัวดี และหาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่เล็กจนโต อีกทั้งขณะนี้เธอกำลังทำความฝันให้ครอบครัวด้วยการสร้างบ้านให้แม่ แม้ตั้งแต่เกิดจนโตเธอไม่เคยได้อยู่กับแม่ เพราะย่ารับเธอไปเลี้ยงตั้งแต่เด็ก เพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวและต้องดูแลลูกอีก 4 คนก็ตาม

แต่ถึงกระนั้นแม่ของเธอก็ยังเผยข้อมูลบางอย่างที่ตัวแม่เองก็อาจจะสงสัยว่า ความรุนแรงที่ลูกสาวเธอกล้าลงมือทำถึงขนาดนี้อาจจะมาจากตอนเด็กที่เปรี้ยวพบเห็นพ่อทำร้ายแม่ของเธอ จนอาจจะเกิดความชาชิน และต่อต้านสังคม ซึ่งหากมองหน้าหรือแค่เพียงผ่านพบ อาจจะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงและความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเปรี้ยว ที่อาจจะสั่งสมมานาน

โดยเหตุจูงใจที่ทำให้เปรี้ยวสารภาพและยอมรับว่าเป็นคนฆ่าแอ๋ม เพราะโกรธแค้นที่แอ๋มมีส่วนทำให้ตำรวจไปจับสามีของเธอ นั่นคือ ฟร้อนท์ ซึ่งปัจจุบันนี้ถูกคุมขังในคดียาเสพติด อยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น และจะพ้นโทษในอีกไม่กี่ปีนี้ และสำหรับฟร้อนท์ ผู้ชายคนนี้ แม่ของเปรี้ยวบอกว่า เปรี้ยวรักมาก แม้ก่อนหน้านี้เปรี้ยวจะเคยมีสามี และมีลูกมาตั้งแต่เธออายุ 15 ปีแล้วก็ตาม

แต่สำหรับฟร้อนท์คือรักที่เธอฝังใจ เพราะฟร้อนท์คือผู้ชายที่ไปสู่ขอเธอกับพ่อแม่ และมีการจัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โต เลี้ยงเพื่อนบ้านกันอย่างเอิกเกริก และเป็นงานแต่งที่ทำให้แม่เธอยิ้มได้ เพราะก่อนหน้านี้ การพลาดพลั้งของเปรี้ยวในการมีสามีคนแรกตอนเธออายุแค่ 15 ปีสร้างความผิดหวังให้ครอบครัวพอสมควร เพราะฝ่ายชายไม่ได้ให้เกียรติกับครอบครัวเธอมากนัก แถมเมื่อแม่ของเธอขอสินสอด 1 แสนบาท ฝ่ายชายไม่ให้และยอมให้เพียงหลักหมื่นเท่านั้น แถมเมื่อเธอคลอดลูกชายออกมา ครอบครัวฝ่ายโน้นก็เอาลูกไปเลี้ยง และไม่ได้พบปะกับเปรี้ยวมากนักจะมาเยี่ยมกันตามประสา แม่ และยายบ้างบางครั้งคราว

และยิ่งเปรี้ยวสารภาพกับตำรวจอย่างหมดเปลือกว่า “แค้นต้องฆ่าแอ๋ม” เพราะแอ๋มทำให้สุดที่รักของเธอติดคุก แม้ครั้งแรกการตั้งข้อหาของตำรวจทีี่ตั้งข้อหากับเปรี้ยวและเดอะแก๊ง ตำรวจจะตั้งข้อหาเพียงร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ปล้นทรัพย์ โดยเฉพาะเมื่อมีการนำตัวเปรี้ยวและเพื่อนมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพในจุดที่ฝังศพแอ๋มแล้ว ญาติของแอ๋มซึ่งมียายและน้ามานั่งดูอยู่ด้วย ในนาทีที่เปรี้ยวเข้าไปกราบขอขมาญาติของแอ๋ม เปรี้ยวได้บอกว่า “หนูไม่ได้ตั้งใจฆ่าน้อง” ทำให้ญาติของแอ๋มและคนในสังคมกังขาว่า “หากไม่ได้ตั้งใจฆ่า เหตุใดถึงได้มีการเตรียมพร้อมขนาดนั้น” โดยเฉพาะคำสารภาพของเปรี้ยวที่บอกขั้นตอน วิธีการฆ่า แถมสภาพศพที่พบเชือกมัดมือ มัดเท้าเอาไว้ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่พบเจอและเป็นวัตถุพยานในคดี ก็ยิ่งทำให้เชื่อว่า น่าจะมีการเตรียมการเป็นอย่างดี และฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแน่นอน

ทำให้หลังจากตำรวจประชุมและเตรียมสรุปคดีนั้น ได้มีการเพิ่มข้อหากับแก๊งฆ่าหั่นศพเข้ามาอีก 1 ข้อหา นั่นคือ “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ซึ่งโทษจะหนักกว่าเดิม

แม้ในระหว่างนี้ คดีของเปรี้ยวและเพื่อนยังไม่ขึ้นสู่ชั้นศาล แต่อย่างน้อยก็ได้คลี่คลายมาใกล้จะถึงตอนอวสานแล้ว แต่จะว่าไปการขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรม ยังมีอีกหลายขั้นตอน กว่าศาลจะพิพากษาตัดสิน และการต่อสู้ไม่ได้มีเพียงศาลเดียว แต่ยังมี 3 ศาลเพื่อให้จำเลยสู้จนถึงที่สุด

ทั้งนี้ตอนจบของมหากาพย์เรื่องนี้จะยังมาไม่ถึง และไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับ “ดุลพินิจของศาล” ที่ต้องอ้างอิงตามพยาน หลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ แต่กว่าจะถึงห้วงเวลานั้น สังคมไทยคงไม่มีใครลืมคดีนี้ได้ง่ายๆ เพราะเป็นอีกหนึ่งคดีที่สะท้อนตัวตนของคนในสังคมไทย “ยุค 4.0” ที่ข้อมูล หลักฐานในการทำคดีครั้งนี้ มีการ “สืบจากออนไลน์” โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย ที่คนไทยนิยมใช้กันไม่เว้นแม้แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุ ทำให้ทุกคนเห็น “ไทม์ไลน์” การเคลื่อนไหวของแก๊งนี้ จนทำให้สามารถติดตามหาความเชื่อมโยงและนำมาซึ่งการติดตามจับกุมได้ในที่สุด

รวมไปถึงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของสื่อ ที่ใช้ออนไลน์และโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ จนกลายเป็นกระแส “เปรี้ยวฟีเวอร์" ทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ห่วงลูกหลาน ที่อาจจะเสพสื่อออนไลน์มากจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่า “สื่อกำลังนำเสนออะไร นำเสนอคนไม่ดีให้เป็นนางเอก หรือพยายามขุดค้นคนที่ภาพลักษณ์เหมือนนางเอกให้สังคมรู้ว่าแท้จริงเธอคือนางร้าย” เพราะทุกวันนี้ สังคมไทยยังรู้ไม่เท่าทันสื่อนั่นเอง

12 มิถุนายน 2560

ที่มา คม-ชัด-ลึก

Posted By STY_Lib

Views, 15