ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

เปิด 4 ความเชื่อผิดๆ การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ ขวางพัฒนาไอคิว-อีคิวเด็ก

เปิด 4 ความเชื่อผิดๆ การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ ขวางพัฒนาไอคิว-อีคิวเด็ก

เปิด 4 ความเชื่อผิดๆ การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ ขวางพัฒนาไอคิว-อีคิวเด็ก

เปิด 4 ความเชื่อผิดๆ การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ ขวางการพัฒนาไอคิว - อีคิว ของเด็ก จิตแพทย์เผยวิธีกระตุ้นไอคิว - อีคิว เด็กต่ำกว่า 5 ขวบ และเด็กโต ช่วยลูกมีไอคิว - อีคิว สูง ประสบความสำเร็จ ชีวิตมีความสุข

น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันลดลงจากเดิมเฉลี่ยวันละ 2,217 คน ในปี 2548 เหลือวันละ 1,861 คน ในปี 2558 จึงต้องเร่งสร้างศักยภาพให้เด็กไทยมีความฉลาดทั้งเชาวน์ปัญญา หรือ ไอคิว ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ อีคิว ด้วย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้มนุษย์ประสบผลสำเร็จ มีชีวิตที่เป็นสุข โดยทั้ง 2 คิวสามารถกระตุ้นและพัฒนาให้ดีขึ้นจากการเลี้ยงดู ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กไทยยังมีไอคิวและอีคิวไม่เต็มศักยภาพ ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อผิดๆ ในการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ ทำให้เด็กสูญเสียโอกาสที่จะพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมอื่นๆ ยกตัวอย่าง 1. เชื่อว่า การรักลูก คือ การเลี้ยงดูให้ลูกสุขสบาย พ่อแม่ทําทุกอย่างแทนลูก 2. เชื่อว่า เด็กเล็กยังไม่จําเป็นต้องสอนอะไรมาก โตขึ้นเด็กจะเรียนรู้และคิดอะไรได้ด้วยตนเอง จึงมักปล่อยปละละเลยไม่จัดการอะไรเมื่อลูกทำสิ่งไม่ถูกต้อง

3. เชื่อว่า การให้ของทุกอย่างที่ลูกต้องการคือการแสดงว่าพ่อแม่รัก 4. เชื่อว่า คนที่เก่งและประสบความสําเร็จในชีวิตคือคนที่เรียนดี จึงมุ่งให้ลูกเรียนอย่างเดียว ไม่ต้องรับผิดชอบงาน หรือกิจกรรมอื่นๆ เป็นต้น ความเชื่อเหล่านี้จะทำให้เด็กขาดโอกาสได้รับการพัฒนา ทำให้เด็กปรับตัวได้ยาก ไม่รู้จักการเป็นผู้ให้ เมื่อพบความผิดหวังในการเรียนหรือทำงาน จะไม่สามารถปรับตัวได้ โดยความรักที่ถูกต้องของพ่อแม่ คือ การเลี้ยงดูให้ลูกช่วยเหลือตนเอง และพึ่งพิงตนเองได้ จะทําให้เด็กเป็นอิสระมีความภาคภูมิใจตนเอง และเข้าใจคนอื่น เด็กที่ถูกเลี้ยงดูอย่างสุขสบาย จะขาดความอดทน ขาดความเข้าใจเห็นใจคนที่ยากลำบาก ไม่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่น

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า การกระตุ้นไอคิวเด็กนั้น หากลูกอายุต่ำกว่า 5 ขวบ พ่อแม่ต้องใช้วิธีฝึกดังนี้ 1. ฝึกให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต เช่น ฝึกให้จำแนกความเหมือนความต่างของสิ่งของต่างๆ การสังเกตจะช่วยดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเด็กออกมาให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการใช้แก้ปัญหาหรือการหาทางเลือกที่เหมาะสม 2. ฝึกให้เด็กถ่ายทอดจินตนาการความรู้สึกนึกคิดออกมา ให้เด็กเกิดทักษะการใช้ภาษาสื่อสารที่ถูกต้อง 3. ฝึกให้เด็กคิดเชื่อมโยงเหตุผลความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ หรือสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว 4. ฝึกการทำงานประสานกันของประสาทสัมผัสระหว่างมือและตา ซึ่งมีความสำคัญในการแสดงความสามารถทางสติปัญญาในการเรียนรู้ การคิด และการใช้เหตุผลแก้ปัญหา ส่วนการพัฒนาอีคิว มีดังนี้ 1. ต้องฝึกให้เด็กรู้จักอารมณ์ตัวเองและการควบคุมอารมณ์ เพื่อให้เด็กรู้เท่าทันและไม่เก็บกดอารมณ์ความรู้สึกไว้ จะช่วยให้เด็กสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีเมื่อโตขึ้น รวมทั้งฝึกการควบคุมการเอาชนะความอยาก เช่น อดใจไม่รับประทานอาหารที่ทําให้เสียสุขภาพ 2. ฝึกให้เรียนรู้ระเบียบวินัยง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ให้รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด การยอมรับผิด พ่อแม่ควรพูดคุยเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในชีวิตประจําวันกับเด็กทุกวัน อาจนำสุภาษิตคําพังเพยในอดีตมาใช้ก็ได้ เด็กจะค่อยๆซึมซับคำสอนเหล่านั้น และ 3. ฝึกให้เด็กได้เล่นตามวัยไม่ว่าจะเล่นคนเดียวหรือเล่นกับเพื่อน เด็กจะสนุกสนาน มีจิตใจร่าเริงแจ่มใส ซึ่งจะเป็นพื้นฐานทางอารมณ์ดี

พญ.มธุรดา กล่าวว่า สำหรับการฝึกทั้งไอคิวและอีคิวในเด็กโตจนถึงวัยรุ่น ขอให้พ่อแม่ใช้หลัก 4 ฉลาด คือ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ฉลาดใจ และ ฉลาดสัมพันธ์ โดยฉลาดคิด ฝึกให้เด็กรู้จักการคิดหลากหลายวิธีและเห็นผลที่ตามมา ฉลาดทำ พ่อแม่ต้องมอบหมายงานให้เด็กรับผิดชอบ เช่น ทำงานบ้าน เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักการวางแผนทำงานให้สำเร็จ ซึ่งเป็นการสร้างความขยัน พากเพียร มีวินัยควบคุมตนเองและเรียนรู้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ฉลาดใจ โดยการโอบกอดลูก เด็กจะมีพลังใจ เข้าใจและรู้วิธีดูแลอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง มีคุณธรรมมองโลกในแง่ดี ส่วนฉลาดสัมพันธ์ โดยผ่านกระบวนการเล่น ทั้งเล่นกับเพื่อนหรือพ่อแม่เล่นกับลูก เพื่อให้เด็กรู้กติกา ได้รับความสนุกสนาน จิตใจร่าเริงแจ่มใส เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี แบ่งปันช่วยเหลือ เข้าใจและรู้วิธีดูแลอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น ทั้งนี้ขอให้พ่อแม่ทุกคนพึงตระหนักว่า“ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น” นั่นคือ พ่อแม่คือบุคคลสําคัญที่ลูกจะลอกเลียนแบบ ทั้งการพูดการกระทําของพ่อแม่ จะเป็นตัวถ่ายทอดความคิดและค่านิยมแทบทุกเรื่องลงสู่ลูกโดยไม่รู้ตัว

19 มิถุนายน 2560

ที่มา ผู้จัดการ ออนไลน์

Posted By STY_Lib

Views, 19