ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

"ไขมันเกาะตับ" โรคร้ายที่หลายคนไม่เข้าใจ (ตอนที่ 1)

"ไขมันเกาะตับ" โรคร้ายที่หลายคนไม่เข้าใจ (ตอนที่ 1) / พญ.ภัทรลดา ปราโมช ณ อยุธยา

"ไขมันเกาะตับ" โรคร้ายที่หลายคนไม่เข้าใจ (ตอนที่ 1) / พญ.ภัทรลดา ปราโมช ณ อยุธยา

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนไปตรวจเลือดประจำปีไม่ว่าจะเป็นของบริษัท ห้างร้านต่างๆ ที่มีสวัสดิการให้ แล้วในใบแจ้งผลเลือดบางคนก็พบ ไขมันสูงมาหลายปี และต่อมาก็เริ่มมีภาวะไขมันเกาะตับ โรคนี้เป็นโรคอันตรายนะคะ และมักจะยังมีความเข้าใจผิดสำหรับโรคนี้อยู่ ตามความเข้าใจของเราคือ เราต้องกินไขมันให้น้อยลงใช่หรือไม่ แล้วนอกจากนี้ต้องปฏิบัติตัวยังไงต่อ ต้องทำยังไง ต้องกินยาไหม ต้องออกกำลังกายแบบไหน ถึงจะช่วยได้ เราจะมาทำความรู้จักกับไขมันเกาะตับกันค่ะ

ไขมันเกาะตับ (fatty liver) แปลตรงตัว ก็คือ ภาวะที่ตับเต็มไปด้วยไขมันเกาะอยู่ ถ้าปล่อยไว้ ไม่ทำอะไรเลย ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการกินหรือการใช้ชีวิต ก็จะทำให้โรคเรื้อรัง และเกิดการอักเสบ ผลที่ตามมาคือเริ่มดื้อต่ออินซูลิน มีโอกาสเป็นเบาหวาน หรือ ตับอักเสบเรื้อรัง อาจจะลงเอยที่ตับแข็งได้ถ้ามีรอยโรคมาก

น่าแปลกใจมากว่าส่วนใหญ่ของไขมันที่เกาะตับมักมาจากแป้ง, น้ำตาล, คาร์โบไฮเดรต ไม่ใช่ไขมัน มีงานวิจัยทั่วโลกพบว่า การกินแป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรต กลับกลายเป็นว่าผลิตไขมันส่วนใหญ่ของหน้าท้องและตับ เรารู้อยู่แล้วว่า ถ้าเรากินน้ำตาลมากเกินไป ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันที่ตับ นี่เป็นกระบวนการปกติของร่างกายที่ตอบสนองต่อน้ำตาล โดยเฉพาะน้ำตาลฟรักโทส(fructose) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักเลยของการเกิดโรค

หลักปฏิบัติง่ายๆ สำหรับคนที่เริ่มพบผลเลือดผิดปกติ หรือเริ่มมีไขมันเกาะตับ คือ

1.ลดการกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินลง เพราะจะทำให้ลดการที่ตับจะสะสมไขมันขึ้นมา

-กลุ่มแป้งขัดขาว และน้ำตาล โดยเฉพาะ น้ำตาลฟรักโทส ถ้าอยากทานแป้งก็สามารถทานได้ แต่ให้เป็นแป้งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนคือ หวานน้อย เช่น ข้าวกล้อง โฮลวีต

-สามารถทานโปรตีน และ ไขมันชนิดดี (Healthy fat) ได้

2.ทานอาหารกลุ่มที่ร่างกายอยากจะเผาผลาญมากกว่าจะเก็บสะสมเป็นไขมัน

-เมื่อเราทานไขมันชนิดดี (Healthy fat) ต่อร่างกาย ก็จะช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญอาหาร (Metabolism) และเร่งการสลายไขมัน (fat burning) ที่สำคัญคือ ลดความหิวได้ดีเยี่ยม

-อาหารที่มี กรดไขมันโอเมกา3 สูงๆ เช่น flax seed, งาขี้ม้อน เป็นต้น

3.เนื่องจากไขมันเกาะตับ เป็นโรคที่เกิดจากภาวะการอักเสบเรื้อรังของร่างกาย เราก็ต้องกำจัดภาวะอักเสบของร่างกายออกไปด้วย เพราะนี่ถือว่าเป็นสาเหตุหลักของโรคเลยก็ว่าได้

-การทานไขมันอิ่มตัว ชนิดดี (อ้างอิงบทความเรื่อง Good fat )

-ทานผักสดปริมาณมากต่อวัน และผลไม้ (ชนิดไม่หวาน) ประมาณพอควรไม่มากจนเกินไป เพื่อให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระ , วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ

-เลี่ยงกลุ่มอาหารที่ผ่านหลายกรรมวิธี เช่น อาหารสำเร็จรูป , ไส้กรอก เป็นต้น

-ในช่วงหลังการแพทย์ทางเลือกในหลายประเทศเช่น USA มีการใช้กรดอะมิโน EDTA ในการทำคีเลชั่น เพื่อปกป้องหลอดเลือดจากการอักเสบ เนื่องจาก สาร EDTA ในคีเลชั่นทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระดึงโลหะหนักออกจากร่างกายร่วมกับลดระดับ ไขมันชนิดเลว LDL นอกจากนี้ยังช่วยชะล้างโลหะหนักออกจากร่างกายแล้ว ก็ยังดึงเอา แคลเซียมที่เกาะตามผนังหลอดเลือดซึ่งเป็นให้หลอดเลือดแข็งตัวออกมาด้วย ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นดีขึ้นเมื่อระบบไหลเวียนดีขึ้น ก็จะทำให้การกำจัดสารอักเสบต่างๆ ในร่างกายดีขึ้นตามมา แต่การทำคีเลชั่นก็พบว่ามีอันตรายถ้าทำผิดวิธี หรือไม่ได้ดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างระมัดระวัง ดังนั้น ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน

4.การออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ เน้นการออกกำลังกายที่ทำให้เซลล์ต่างๆลดการดื้อต่ออินซูลิน กระตุ้นการเผาผลาญอาหาร (metabolism) ก็คือการออกกำลังกายทั่วไปตามแต่จะถนัด แต่ออกนานกว่า 30นาทีถึง 45 นาทีต่อกัน เช่น การเดิน 30 นาที หรือถ้าแข็งแรงมากจะออกกำลังกายอย่างหนัก (HIIT) และ การเวทเทรนนิ่ง ก็ได้

5. การทานอาหารเพื่อให้ร่างกายได้ดีท็อกซ์ และทำให้ตับได้รับการบำรุงและฟื้นฟู คือให้เน้นอาหารและวิตามินที่จะทำให้ร่างกายมีสารกลูต้าไธโอนมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารกลุ่ม CRUFIFEROUS เช่น บร็อคโคลี่ , กระหล่ำดอก เป็นต้น เพิ่มวิตามินบี หรือ แมกนีเซียม การทานผักใบเขียวเข้มๆ ผักสดสะอาด อย่างน้อย 1-2 ชามใหญ่ ต่อวัน ทานกระเทียม หอมหัวใหญ่

6. การใช้วิตามินเพื่อบำรุงและเสริมสร้างการทำงานของตับ และฟื้นฟูตับ ก็มีทั้งแบบรับประทานและการให้ทางหลอดเลือดดำ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคลคน

7. เสริมสร้างการทำงานของตับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำให้ลำไส้ใหญ่ทำงานดีขึ้น เพื่อให้แบคทีเรียชนิดีของลำไส้เพิ่มมากขึ้นและสมดุลมากขึ้น โดยการปรับอาหารลดของหมักดอง ยีสต์ อาหารสำเร็จรูป ทำการสวนล้างลำไส้เพื่อจัดระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ จะทำให้การทำงานของตับดีขึ้น ประโยชน์ของการสวนล้างลำไส้ (บทความเรื่องการสวนล้างลำไส้)

11 September 2560

ที่มา ผู้จัดการ ออนไลน์

Posted By STY_Lib

Views, 5