ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

พบสงกรานต์-เข้าพรรษาฆ่าตัวตายมากสุด

พบสงกรานต์-เข้าพรรษาฆ่าตัวตายมากสุด

Friday, September 8, 2017 - 00:00

ราชวิถีจัดสัมมนาเนื่องในวันการป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ครั้งที่ 11 ที่จะมีขึ้นวันที่ 11 ก.ย. พบเทศกาลสงกรานต์ เดือน มี.ค.-เม.ย. และเทศกาลเข้าพรรษามีคนฆ่าตัวตายมากที่สุด ในปี 59 คาดว่าจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเฉลี่ย 6.35 คนต่อแสนประชากร คาดมากสุดในจันทบุรี และภาคกลางมีแนวโน้มสูงขึ้น อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ตั้งเป้าภายในปี 64 ต้องทำให้เหลือค่าเฉลี่ย 6.0 คน

วันที่ 7 ก.ย. ที่โรงพยาบาลราชวิถี จัดงานสัมมนาเนื่องในวันการป้องกันการฆ่าตัวตาย ครั้งที่ 11 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 10 ก.ย. ที่เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีคำขวัญว่า “เพียงนาที..ชีวิตเปลี่ยน” โดยมี นพ.สมัย ศิริทองถาวร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานเปิดงาน

นพ.ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการฆ่าตัวตายมาก ซึ่งในประเทศไทยมีการพยายามฆ่าตัวตายอยู่ที่ปีละ 30,000-40,000 รายต่อปี และมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จเฉลี่ยปีละ 6 ต่อ 1 แสนประชากร หรือปีละ 4,000 คน หรือ 2 ชั่วโมงต่อ 1 คน ซึ่งจากข้อมูลใน 2 ปีที่ผ่านมาพบว่า ในปี 2558 มีค่าเฉลี่ยที่ 6.47 คนต่อ 1 แสนประชากร และในปี 2559 คาดว่าจะมีค่าเฉลี่ยที่ 6.35 คนต่อ 1 แสนประชากร อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ซึ่งภายในปี 2564 จะต้องทำให้เหลือค่าเฉลี่ยที่ 6.0 คนต่อ 1 แสนประชากร และจังหวัดที่ฆ่าตัวตายเยอะที่สุดในปี 2557-2558 คือ จ.ลำพูน และในปี 2559 ที่กำลังรวบรวมข้อมูลคาดว่าจะสูงสุดใน จ.จันทบุรี และภาคกลางมีแนวโน้มว่าจะมีการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ยังพบว่าจะมีการฆ่าตัวตายสูงที่สุดใน 3 ช่วง คือช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ช่วงเดือน ก.ค. ในเทศกาลเข้าพรรษา และช่วง ธ.ค.-ม.ค. ช่วงเทศกาลปีใหม่ กลุ่มที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุดคือ วัยทำงาน อายุ 35-43 ปี รองลงมาคือผู้สูงอายุอายุ 70 ปีขึ้นไป โดยวิธีที่นิยมที่สุดใน 10 ปีที่ผ่านมาคือการแขวนคอ รองลงมาคือการดื่มยาฆ่าแมลง ฆ่าวัชพืช ซึ่งก็เป็นสมมติฐานที่จะต้องศึกษาต่อว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม พบว่าเพศหญิงจะมีความพยายามมากกว่าผู้ชาย 4 เท่า แต่ผู้ชายจะมีวิธีการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงกว่าเพศหญิง 4 เท่า

ทั้งนี้ ในการลดจำนวนการฆ่าตัวตายควรรณรงค์ให้ทุกคนเห็นคุณค่าในตัวเอง เอาชนะตัวเองจากปัญหาบางสิ่งบางอย่างให้ได้ เพราะกำลังใจที่ดีที่สุดคือกำลังใจจากตัวเอง นอกจากนี้ ผู้ใกล้ชิดก็ควรรับฟัง เพราะผู้จะฆ่าตัวตายมักจะลังเล เราควรรับฟังโดยใช้เหตุผล และอย่าลืมขอบคุณที่เขาเล่าเรื่องให้ฟัง อย่ามองข้ามคำว่าขอบคุณ เพราะสำคัญมาก การที่มีคนมาขอบคุณเราจะรู้สึกว่าเรามีตัวตนในโลก มีค่าต่อคนอื่น

ผศ.นพ.ปราการ ถมยางกูร นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาจิตเวช รพ.ราชวิถี กล่าวว่า คนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตายจะมีอีกความคิดว่าต้องการคนที่เข้าใจคนที่จะมาช่วยเขาได้ ดังนั้น การฆ่าตัวตาย ป้องกันและช่วยเหลือได้หากเข้าไปได้ทันเวลา เห็นได้จากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะมีสายด่วนให้คำปรึกษา เช่น สายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 สายด่วนสมาคมมาริตันส์แห่งประเทศไทย 0-2713-6793 ซึ่งคนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตายจะมีสัญญาณเตือนที่แตกต่างกันไป เช่น บางคนจากเคยเป็นคนร่าเริงกลับมีความซึมเศร้า ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง บางคนมีสัญญาณของความซึมเศร้าให้เห็น แต่เมื่อตัดสินใจว่าจะฆ่าตัวตายกลับร่าเริง ยกตัวอย่างที่เคยเกิดกับนักศึกษาคนหนึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ปกติเป็นคนซึมเศร้า แต่วันที่จะฆ่าตัวตายกลับร่าเริงและชวนเพื่อนไปถ่ายสติกเกอร์ พอกลับถึงหอพักก็โดดตึกฆ่าตัวตาย ที่เป็นเช่นนี้เพราะตัดสินใจว่าจะไม่อยู่แล้วจึงไม่มีความกังวลใดๆ ความเสียใจจากการอกหัก คิดจะฆ่าตัวตายแต่ไม่กล้า แต่เมื่อดื่มแอกอฮอล์เข้าไปจะมีความกล้าฆ่าตัวตาย ดังนั้นหากมีเพื่อนอกหักไม่ควรชวนดื่มแอกอฮอล์ หรือแม้กระทั่งการบอกตรงๆ ว่าจะฆ่าตัวตาย ซึ่งเคยเกิดกับครอบครัวหนึ่ง ลูกเดินมาบอกพ่อแม่ว่าจะฆ่าตัวตาย พ่อแม่ก็รับรู้แล้ว คืนนั้นเลยมานอนด้วยกัน แต่ตอนเช้าก็พบว่าลูกเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการป้องกันการฆ่าตัวตายไม่ได้ทำได้ 100% แต่สิ่งที่เราต้องทำคือการป้องกันให้ดีที่สุด ซึ่งก็ไม่ใช่หน้าที่หน้าที่ของกรมสุขภาพจิต ไม่ใช่หน้าที่ของแพทย์ หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกๆ คน

“ตามคำขวัญของวันป้องกันการฆ่าตัวตายปีนี้คือ “เพียงนาที..ชีวิตเปลี่ยน” หลายคนอาจคิดว่าออกว่า 1 นาทีเปลี่ยนอะไรได้บ้าง แต่ 1 นาทีที่หายใจได้ประมาณแค่ 20 ครั้ง เปลี่ยนได้เยอะมาก เช่น ใน 1 นาที ทั่วโลกมีการเสิร์ชข้อมูลจากกูเกิล 700,000 ครั้ง โพสต์เฟซบุ๊กได้ 7 แสนครั้ง ทวิตเตอร์หรือแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กได้ถึง 5 แสนครั้ง ดังนั้นใน 1 นาทีสามารถมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จได้ ซึ่งจากรายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่า ในการฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 ครั้ง จะส่งผลกระทบต่อคน 6 คนขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติ หรือเพื่อน หรือแม้กระทั่งในกรณีผู้ฆ่าตัวตายเคยเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์ ผู้ให้คำปรึกษาจะรู้สึกเศร้าเช่นเดียวกัน และผู้ที่ได้รับข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ 10% จะรู้สึกสะเทือนใจ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวจะมีความเศร้าโศกจากการฆ่าตัวตายที่แตกต่างจากการเสียชีวิตสาเหตุอื่น เช่น กลัวสังคมต่อว่าทำไมถึงไม่ดูแล หรือทำไมไม่รู้ว่าจะมีการฆ่าตัวตาย โกรธเคืองผู้ที่คิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ครู นายจ้าง แฟนผู้เสียชีวิต หรือจิตแพทย์ที่ให้คำปรึกษา และรู้สึกถูกทอดทิ้ง อาจจะมีการแยกตัวออกจากสังคม เป็นต้น ซึ่งวิธีที่จะเยียวยาได้คือ ครอบครัวต้องคิดถึงสิ่งดีๆ ที่ผู้ที่จากไปเคยทำ และอยู่ต่อไปเพื่อทำสิ่งดีๆ ให้ผู้จากไปแล้ว นอกจากนี้ สังคมหรือคนใกล้ชิดสามารถช่วยด้วยการทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว ให้เขาสามารถออกมาจากมุมมืดได้” ผศ.นพ.ปราการกล่าว และว่า ปัจจุบันมีนวัตกรรมที่ใช้ช่วยเหลือผู้ใกล้ชิดผู้เสียชีวิตให้หลุดจากความทุกข์ คือการทำกลุ่มจิตบำบัด PRAKARN Model ใช้เวลา 6 ครั้ง ครั้งละ 60-99 นาที โดยที่ผ่านมาสามารถช่วยเหลือได้หลายครอบครัว.

11 September 2560

ที่มา ไทยโพสต์

Posted By STY_Lib

Views, 7