ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

กาเฟอีน...สดชื่นก่อนป่วย

กาเฟอีน...สดชื่นก่อนป่วย

หนังสือ นิตยสารชีวจิต

การทำงานของกาเฟอีนในร่างกาย

การดื่มกาแฟของนักศึกษาสาวทั้งสองช่วยยืดเวลาให้ร่างกายอดทนต่อความง่วงนอนได้อย่างไร ดร.เวนิกา เบ็ญจพพงษ์ ฝ่ายพิษวิทยาทางอาหาร สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล มีคำอธิบายว่า

“กาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจและระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยให้สมองที่เฉื่อยตื่นตัวมากขึ้น สร้างความกระปรี้กระเปร่า ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ทำให้เกิดความทนในการออกกำลังกาย เช่น บางคนออกกำลังกายได้แค่ 20 นาที ก็เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแล้ว แต่ถ้ารับกาเฟอีนเข้าไปจะทำให้เกิดการชะลอความเมื่อยล้า และออกกำลังกายได้นานขึ้น”

“ที่เป็นเช่นนี้เพราะหลังจากดื่มกาแฟเพียง 5 นาที กาเฟอีนจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย มีผลให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ ระบบหายใจทำงานเร็วขึ้น ระบบย่อยอาหารขับน้ำย่อยที่เป็นกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น และระบบสูบฉีดโลหิตโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวแรงขึ้น”

รวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมจากนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนมกราคม 2548 บาทความ “กาเฟอีน” กล่าวถึงคุณสมบัติของกาเฟอีนว่า สามารถยับยั้งการทำงานของอดีโนซีน (adenosine) ซึ่งเป็นสารเคมีในร่างกายที่มีฤทธิ์เป็นยานอนหลับตามธรรมชาติ เมื่อ อดีโนซีนไม่ทำงานเราจึงไม่ง่วงนอน และรู้สึกสดชื่น

กาเฟอีนไล่ความง่วงแต่เพิ่มความเสี่ยง

คราวนี้มาถึงคำถามสำคัญสำหรับคอกาแฟหรือเครื่องดื่มผสมกาเฟอีนทั้งหลายว่า นอกจากรสชาติและกลิ่นอันเย้ายวน แถมช่วยให้เราสดชื่นและหายง่วงแล้ว กาเฟอีนมีผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ดร.เวนิกาอธิบายดังนี้ค่ะ

“ตามปกติกาเฟอีนจะถูกตับทำลายอย่างรวดเร็ว โดยตับจะสร้างเอนไซม์เพื่อเข้าไปเปลี่ยนสภาพกาเฟอีนให้อยู่ในคุณสมบัติที่ร่างกายขจัดออกได้ทางปัสสาวะ เพราะฉะนั้นเมื่อรับกาเฟอีนเข้าไปภายใน 24 ชั่วโมง ร่างกายจะกำจัดจนเหลืออยู่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่บางคนที่มีปัญหาสุขภาพ จะมีกาเฟอีนตกค้างอยู่ในเลือดนานกว่าคนปกติ ทำให้ร่างกายสะสมความเป็นพิษได้มากขึ้น

“สตรีตั้งครรภ์เมื่อรับกาเฟอีนเข้าไปจะส่งผลถึงทารกในครรภ์ รวมถึงมารดาที่กำลังให้นมบุตร น้ำนมจะมีสารกาเฟอีนผสมอยู่ด้วย ซึ่งระบบการจัดการของเสียของทารกไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่ กาเฟอีนจึงสะสมในตัวเด็กได้นานกว่า และมีผลต่ออวัยวะต่างๆ ที่กำลังพัฒนาของเด็ก จากผลการวิจัยเกี่ยวกับเด็กที่ได้รับกาเฟอีนอย่างต่อเนื่อง เด็กจะมีอาการประสาทตื่นตัว สะดุ้งตื่นได้ง่าย เมื่อพักผ่อนไม่เต็มที่จึงมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวายง่าย ผลที่ตามมาคือ พัฒนาการทางสติปัญญาและร่างกายไม่ดีเท่ากับเด็กที่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ”

ฉะนั้นเราจึงเห็นว่า ในโฆษณาเครื่องดื่มผสมกาเฟอีนทั้งหลาย จะพูดเตือนด้วยความว่องไวจนแทบฟังไม่ทันว่า เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี และสตรีมีครรภ์ไม่ควรบริโภค ถึงแม้ร่างกายของผู้ใหญ่จะแข็งแรงก็ตามที แต่ก็มีคำเตือนให้พึงระวังโทษภัยของกาเฟอีนเช่นกัน ดร.เวนิกา อธิบายเพิ่มเติมว่า

“จากการศึกษาพบว่า ถ้าได้รับกาเฟอีนเกินวันละ 200-300 มิลลิกรัมเป็นประจำ จะมีผลเสียทำให้เกิดอาการบางอย่าง เช่น กระวนกระวาย ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หงุดหงิดได้ แต่เราไม่จัดกาเฟอีนเป็นสารเสพติด เพราะไม่ต้องเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ และเวลาหยุดก็สามารถหยุดได้ทันที”

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากวารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2536 เรื่องกาเฟอีนมีผลต่อร่างกายอย่างไรบ้าง มาฝากกัน

1.ฤทธิ์ของกาเฟอีนมีผลต่อคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ โดยไปกระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะ ทำให้รู้สึกแสบกระเพาะ คลื่นไส้ อาเจียน

2. ผลต่อระบบการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ถ้าได้รับเกินปริมาณอาจทำให้หัวใจเต้นไม่ปกติ

3.มีผลต่อการเพิ่มการขับถ่ายปัสสาวะ เนื่องจากกาเฟอีนไปลดการดูดกลับของน้ำที่ท่อไต และมีผลต่อการเพิ่มระดับกรดไขมันอิสระในพลาสมา

4.ขนาดของกาเฟอีนที่ทำให้ผู้รับประทานเสียชีวิตคือ 10 กรัม หรือ 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน

5.ขนาดปกติที่ได้รับไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากเป็นขนาดที่แสดงฤทธิ์ทางยา

คุณได้รับกาเฟอีนปริมาณแค่ไหนในหนึ่งวัน

คราวนี้เราลองตรวจสอบพฤติกรรมการบริโภคกาเฟอีนในแต่ละวันกันดูตามคำอธิบายของ ดร.เวนิกา

“ตอนเช้าเราชงกากาแฟ 1 ถ้วย ประมาณ 2 กรัม จะได้รับกาเฟอีนประมาณ 20-90 มิลลิกรัม ช่วงกลางวันเรากินชาเขียว 500 มิลลิกรัม จะได้รับกาเฟอีนประมาณ 50-100 มิลลิกรัม แล้วแต่ยี่ห้อ แต่ว่าวันหนึ่งเราอาจบริโภคกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆ มากกว่าวันละหนึ่งแก้วหรือหนึ่งขวดเราก็ยังเพิ่มประมาณกาเฟอีนในร่างกายมากขึ้น

“รวมถึงเรายังได้รับกาเฟอีนจากแหล่งอื่นๆ อีก เช่น ช็อกโกแลต ไอศกรีม ขนม หรือแม้แต่ลูกอมบางยี่ห้อ อาจมีปริมาณกาเฟอีนสูงถึง 50 มิลลิกรัมด้วยซ้ำไป เราต้องเป็นผู้ประเมินตัวเองว่าเราควรบริโภคอย่างไร และที่สำคัญคือ ความไวในการรับของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนกินกาแฟ 3 แก้ว ก็ยังไม่เป็นไร แต่บางคนกินแค่แก้วเดียวก็ใจสั่นแล้ว”

ติดกาแฟแก้ได้ไหม

ใครบ้างที่มีอาการดังต่อไปนี้ ปวดศีรษะ อารมณ์ฉุนเฉียว อาเจียน เซื่องซึม เชื่องช้า กระสับกระส่าย ใจสั่น ปวดท้อง ท้องร่วง และตกใจง่าย แต่เมื่อไรได้รับกาแฟสักแก้ว อาการเหล่านี้จะลดลงทันที นั่นแสดงว่าคุณติดกาแฟเข้าแล้วละ แต่ใจเย็นไว้นะคะ เรามีวิธีแก้จาก ดร.เวนิกา มาฝากกัน

“คนติดกาแฟคือคนที่ติดฤทธิ์การกระตุ้นระบบประสาท เพราะฉะนั้น เมื่อเขาหยุดกินกาแฟ ทำให้ระบบเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองหดตัว จึงทำให้ปวดศีรษะ ดังนั้นเมื่อคิดจะหยุดกินควรจะเริ่มจาก

หนึ่ง บอกตัวเองให้รู้ถึงผลเสียที่เกิดกับร่างกายและตั้งใจลดลง

สอง ใช้วิธีค่อยๆ ลดปริมาณลง หากกินวันละหลายแก้วให้ค่อยๆ ลดลง ระหว่างวันสามารถจิบน้ำสมุนไพรอื่นๆ แทน จนถึงระดับหนึ่งก็จะสามารถเลิกได้

สาม ออกกำลังกายให้เต็มที่ เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง, เดินเร็ว, เต้นแอโรบิค อย่างน้อยวันละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ร่างกายจะกระปรี้กระเปร่าโดยไม่ต้องพึ่งกาเฟอีน

สี่ จัดตารางเวลาชีวิตให้สมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน โดยเฉพาะเวลานอนหลับ ให้ร่างกายมีโอกาสปรับสมดุลเวลานอนให้เป็นปกติ โดยนอนให้ได้วันละ 6-8 ชั่วโมง

ห้า รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ร่างกายก็สามารถปรับตัวเองให้สดชื่นขึ้นได้เอง

*******************************************

ที่มาของข้อมูล: จาก นิตยสารชีวจิต ปีที่ 8 ฉบับวันที่ 16 มกราคม 2549 หน้า 46-49

9 มีนาคม 2549

By หนังสือ นิตยสารชีวจิต

Views, 6713