ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ความเครียดและการบริหารความเครียด ตอนที่ 1

ความเครียดและการบริหารความเครียด ตอนที่ 1

กรมสุขภาพจิต

ความเครียด ตอนที่ 1

ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่ผู้คนจำนวนมากต้องพบกับความเครียด ความเครียดที่ว่านี้อาจเป็นความเครียด ที่เกิดจากปัญหาชีวิตประจำวัน ความเครียดจากการทำงาน ความเครียดจากการดำเนินชีวิต ความเครียดจากสิ่งแวดล้อม เช่นปัญหาการเมืองที่ (กำลัง)วุ่นวายอยู่พอสมควร หรือแม้แต่ความเครียดของผู้ที่กำลังอยู่ในวังวนของาการสอบโอ-เน็ทและเอ-เน็ท

ในทางจิตวิทยาบริหารแล้วมองว่า ความเครียดเป็นทั้งมิตรและศัตรู ถ้ารู้จักจัดการได้ถูกต้อง ความเครียดก็สามารถนำมาใช้ให้เกิดผลผลิตได้ แต่ถ้าจัดการไม่ได้ ควบคุมไม่ดี ก็มีแต่ความหายนะมาเยือน

บทความหนึ่งใน นิตยสารฮาร์วาร์ด บิสสิเนส รีวิว พูดถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์และทำลายของความเครียดได้อย่างน่าสนใจ บทความดังกล่าวบอกในทำนองว่า องค์กรใดไม่มีความเครียดอยู่เลยก็จะไม่มีแรงกดดันให้คิด ให้สร้างสรรค์ และบอกว่าผู้จัดการบริษัทจำนวนไม่น้อยทำให้ตัวเองมีแรงกดดันไม่พอ ยังทำให้ทีมมีแรงกดดันด้วย เพราะเชื่อว่า แรงกดดันจะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

ความเครียดจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของงาน และเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ หากไม่มีเสียเลย ก็จะไม่มีวันที่จะบรรลุเป้าหมายได้ แต่ถ้าเครียดมากไป แทนที่จะได้งานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจจะพังได้

นิตยสารเพื่อคอนักบริหารฉบับนี้ อ้างถึงงานวิจัยของสำนักงานความปลอดภัยและสุขภาพลูกจ้างแห่งชาติ (NIOSH) ที่สำรวจพบว่า พนักงานร้อยละ 40 มักจะรู้สึกว่า พวกเขามีงานล้นมือ อยู่ในภาวะกดดัน กังวล เครียด และป่วย และนับวันจะยิ่งเลวร้ายลง อันเป็นผลมาจากสภาพการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของธุรกิจ ตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างตั้งตัวไม่ติด และสารพัดข่าวร้ายที่ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ได้ทุกวัน

สิ่งที่คนทั่วไปยังไม่รู้กันก็คือ ความเครียดมีทั้งชนิดดีและไม่ดี (เหมือนไขมัน) ความเครียดชนิดดี เรียกว่า "Eustress" เป็นความเครียดที่ในศาสตร์ทางจิตวิทยาถือว่า เครียดแบบสร้างสรรค์ เป็นความเครียดที่ให้พลังงานและแรงจูงใจให้ดิ้นรนต่อสู้ และทำให้บังเกิดผล ความเครียดแบบนี้พบได้ในหมู่นักกีฬาที่มีความสามารถเก่งกาจ ศิลปินที่มีความคิดสร้างสรรค์ และคนที่ประสบความสำเร็จสูงทุกสาขาอาชีพ คนที่สามารถบรรลุข้อตกลงธุรกิจสำคัญๆ หรือกลับมาอ่านรายงานผลการดำเนินงาน ที่ประสบความสำเร็จในรอบปีที่ผ่านมาก็จะเกิดแรงใจ เกิดปัญญา และคิดสร้างสรรค์ได้

ส่วนความเครียดที่ไม่ดี (Distress) นั้น เป็นความเครียดที่ทำลายร่างกายหรือจิตใจในระยะยาว บางครั้งก่อให้เกิดโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด

ศ. นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสได้กล่าวถึงสาเหตุของเครียดไว้ในหนังสือ วิธีคลายเครียด ของสำนักพิมพ์หมอชาวบ้านไว้ดังนี้คือ

1. ไม่ได้ออกกำลัง

ชีวิตตังแต่ครั้งโบราณ เป็นเรื่องการออกกำลังกายทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นระบบร่างกายมันจะกำหนดไว้ว่า ถ้าออกกำลังถึงจะดี เมื่อมาถึงยุคคอมพิวเตอร์ คนไม่ได้ใช้กำลังในการทำงานเท่าใดนัก การทำงานเบาจะทำให้สารอะดรีนาลินคั่งค้าง ทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบประสาท เกิดความเครียดขึ้น

2. การใช้สมองซีกซ้ายมากกว่าซีกขวา

การค้นคว้าเรื่องสมองทำกันไปมาก ทำให้เข้าใจสมองซีกซ้ายซีกขวา ถ้าเราคิดวิเคราะห์ต่าง ซีกซ้ายจะทำงาน ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ต้องการวิเคราะห์ เป็นการดูทั้งหมดไม่ได้เจาะวิเคราะห์ เกี่ยวกับเรื่องสุนทรียภาพ ศิลปะ เรื่องของสมาธิ พวกนี้เป็นเรื่องของสมองซีกขวา ถ้าใช้ซีกขวาจะผ่อนคลาย เช่น เวลาไปฟังดนตรี ดูดอกไม้สวยๆ แต่ถ้าคิดแบบวิทยาศาสตร์ เห็นดอกไม้แล้วเอามาชำแหละดู วิเคราะห์ดูว่ามันประกอบไปด้วยอะไร นี้จะเป็นการใช้สมองซีกซ้าย ถ้าดูเป็นความงามทั้งหมดเป็นการใช้สมองซีกขวา มนุษย์เราปัจจุบันใช้สมองซีกซ้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ซีกขวาเริ่มฝ่อลง เกิดความเครียดมากขึ้น ถ้าใช้มากก็ยิ่งเครียด สิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา

3. การทำงานจำเจซ้ำซาก

4. การเผชิญต่อสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เมื่อคนเราต้องเผชิญต่อสิ่งที่ไม่คุ้นเคยหรือของใหม่ หรือเจอสภาวะเสี่ยงอันตรายจะเกิดความเครียด

5. ความรีบร้อน ถ้าทำอะไรไม่ทันใจรหรือรีบร้อน อะดรีนาลินจะหลั่งออกมา ถ้าเป็นครั้งคราวก็ไม่เป็นไร แต่บางทีเรื้อรังทุกวันก็มีผลต่อร่างกายได้

6. ธรรมชาติที่แตกต่างกัน

7. ความบีบคั้น ซึ่งประกอบด้วย 1. ความบีบคั้นทางวัตถุ เช่น ความยากจน 2. ความบีบคั้นทางสังคม เช่น ปัญหาการแข่งขันในหน่วยงาน ปัญหาการเมือง 3. ความบีบคั้นทางจิต เช่น ความอยาก อิจฉาริษยา เป็นต้น

ความเครียด มีอยู่ 3 ระดับ คือ

1. ระดับความเครียดปกติ เช่น เด็กกำลังสอบไล่ กำลังเครียดกับการทำ งาน ความเครียดประเภทนี้ถือว่ามีประโยชน์

2.ระดับความเครียดเสียสมดุลย์ มีผลทำให้นอนไม่หลับ ทานอาหารไม่ได้ ระดับนี้ถือว่าให้โทษต้องปรับตัว และระดับที่

3 ระดับสูญเสียฟังก์ชั่น ไม่สามารถทำงานได้ ไม่สามารถไปเรียนได้ ไม่อยากมีชีวิตอยู่ระดับนี้ต้องรีบปรึกษาแพทย์

ในมุมมองเรื่องความเครียดอีกมุมหนึ่งก็มองว่า ความเครียด เป็นภาวะทางอารมณ์ ที่เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างความต้องการและความคาดหวังกับความเป็นจริง" อย่างเช่น ถ้าคาดหวังว่าจะได้เงินเดือน 10,000 บาท แต่ได้ 9,000 บาท เราก็คงไม่พอใจและอาจเครียด ได้ แต่ถ้าเราทำใจไว้แล้วว่างานแบบนี้ต้องเริ่มต้นกันที่ 8,000-9,000 บาท ก็จะสบายใจและพอใจ

หรือ พ่อแม่ที่คาดหวังว่าลูกจะเรียนเก่ง สอบได้คะแนนดีๆคือ เกรดเฉลี่ย 3.5 ขึ้นไป และไม่พอใจถ้าเด็กสอบได้เกรดเฉลี่ย 3.4 สิ่งเหล่านี้จะพบได้ว่า ความแตกต่างของความคาดหวังมากมาย ทำให้เกิดความไม่พอใจ แม้จะเป็นเรื่องเล็ก น้อย แต่ถ้าหากพอใจไปเสียหมด ไม่ต้องคาดหวังอะไรเลย แบบนี้ก็ไม่ดีอีก

อย่างไรก็ดี กรมสุขภาพจิตในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านสุขภาพจิตของประเทศ มีคำแนะนำสำหรับการบริหารจัดการกับความเครียดมาฝากท่านผู้อ่านในตอนต่อไป

*******************************************

เอกสารอ้างอิง: วิธีคลายเครียด โดย ศ.น.พ. ประเวศ วะสี พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2535 พิมพ์ซ้ำ ครั้งที่ 10 9 8 7 6 5, สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน กรุงเทพฯ.

4 พฤษภาคม 2549

By กรมสุขภาพจิต

Views, 9097