ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

คนเป็นโรคหัวใจควรกินยาต้านเศร้า???

คนเป็นโรคหัวใจควรกินยาต้านเศร้า

จาก สรรพสาร วงการยา หน้า 47 ปีที่ 6 ฉบับที่ 93 เมษายน 2549

คนเป็นโรคหัวใจควรกินยาต้านเศร้า

ขณะนี้แพทย์บางกลุ่มกำลังเริ่มให้ยาต้านเศร้าแก่ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันมากขึ้นแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า อาการซึมเศร้าอาจทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบตันเพิ่มขึ้น

การที่แพทย์ชี้นำให้กินยาต้านเศร้าในคนไข้กลุ่มนี้ที่พบผลโดยบังเอิญว่า คนไข้โรคหัวใจที่กินยาต้านเศร้าร่วมด้วยมีอัตราการตายลดต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กินยานี้อย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญบางท่านยังไม่สนิทใจนัก เพราะเห็นว่าอาการซึมเศร้าเองก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจอยู่แล้ว แต่ก็เห็นว่าคนไข้โรคหัวใจที่กินยาต้านเศร้าอยู่แล้วไม่ควรจะหยุดกินยากลุ่มนี้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

ยาต้านเศร้ากลุ่มที่เรียกว่า SSRIs หรือ Selective Serotonin Reuptake Inhibitors เป็นกลุ่มที่แพทย์สั่งให้ผู้ป่วยโรคหัวใจรับประทาน ด้วยความที่เชื่อว่าเป็นยากลุ่มที่ปลอดภัย คุณหมอ Amy Ferketich นักระบาดวิทยาที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ ยังพบด้วยว่า โรคซึมเศร้าส่งผลให้มีการเพิ่มระดับของโมเลกุลแห่งการอักเสบมากขึ้นในร่างกาย

นักวิจัยท่านอื่นๆ รายงานก่อนหน้านี้ว่า โรคซึมเศร้าทำให้การทำงานของเกล็ดเลือดผิดปกติไป เกล็ดเลือดจะข้นขึ้น และพร้อมที่จะจับตัวกันเป็นก้อนก่อให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด นอกจากนี้โรคซึมเศร้ายังส่งผลให้เกิดปัจจัยเสี่ยงทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อระบบไหลเวียนโลหิต อาทิ โรคอ้วน และการสูบบุหรี่จัดขึ้น

ผลการวินิจฉัยที่ก่อให้เกิดกระแสความสนใจในครั้งนี้ต่อยอดมากจากผลที่พบก่อนหน้านี้ที่กล่าวว่า คนเป็นโรคหัวใจแล้วกินยาต้านเศร้าจะลดโอกาสการเสียชีวิตลงได้ การวินิจฉัยในตอนนั้นใช้อาสาสมัครที่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและมีอาการซึมเศร้า 1,800 คน เมื่อติดตามไประยะหนึ่งพบว่า คนที่กิน SSRIs สามารถลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตลงต่ำกว่าคนไข้ที่ไม่กินได้ร้อยละ 43

อย่างไรก็ตามในการวินิจฉัยล่าสุดที่คุณหมอ James Blumenthai และคณะแห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ค ในเมืองเดอร์แร่ม สหรัฐอเมริกา ได้ใช้อาสาสมัครที่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบจำนวนกว่า 900 คน ในคนไข้ทั้งหมดนี้ บางคนมีอาการซึมเศร้า (ซึ่งมีจำนวนประมาณหนึ่งในห้าของอาสาสมัครทั้งหมด) จะได้รับยาต้านเศร้า ในขณะที่ส่วนที่เหลือไม่มีอาการซึมเศร้าและไม่ได้รับยาต้านเศร้า เมื่อติดตามคนไข้ทั้งหมดนี้ไปเป็นระยะเวลา 3 ปี ผลปรากฎว่า คนไข้ที่กินยาต้านเศร้า (ซึ่งร้อยละ 66 เป็นยาต้านเศร้าในกลุ่ม SSRIs) กลับมีอัตราเสี่ยงในการเสียชีวิตเพิ่มสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กินยาต้านเศร้าถึงร้อยละ 55 เป็นผลการวิจัยที่ขัดแย้งกับรายงานการวิจัยก่อนหน้านี้อย่างมาก คุณหมอ Alexander Glassman แห่งสถาบันจิตเวชศาสตร์ รัฐนิวยอร์ก วิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นเพราะจำนวนอาสาสมัครในการวิจัยอันหลังนี้จำนวนน้อยเกินไป และควรจะได้มีการติดตามผลของยาที่ยาวนานกว่านี้ ซึ่งคุณหมอเจมส์ก็เห็นด้วย

เมื่อมีการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในข้อมูลการวิจัยของมหาวิทยาลัยดุ๊คที่เพิ่งทำขึ้นและรายงานไปนั้น โดยเน้นเฉพาะผู้ป่วยซึมเศร้า (ไม่ว่าจะกินหรือไม่กินยาต้านเศร้าก็ตาม) ผลการวิเคราะห์แบบลงลึกกลับพบความสัมพันธ์ระดับหนึ่งระหว่างอัตราการตายที่เพิ่มขึ้นกับการไม่กินยาต้านเศร้า คุณหมอเจมส์ อธิบายว่า คงเป็นเพราะอาการซึมเศร้าที่ซ่อนอยู่สามารถทำให้คนไข้โรคหัวใจมีพฤติกรรมที่เสี่ยงสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจก็เป็นได้

แม้แต่ในการวิจัยครั้งล่าสุด นี้เองยังกล่าวเตือนผู้อ่านไว้ด้วยว่า การวิจัยครั้งนี้มิได้ใช้ยาหลอกเป็นตัวเปรียบเทียบ อีกทั้งยังไม่ได้คละกลุ่มอาสาสมัครปนกันด้วย จึงเป็นการวางแผนการวิจัยที่ต้องวิเคราะห์ให้มาก่อนการตีความหรือแปลผล

ครับ คุณหมอเจมส์เน้นว่า คงต้องมีข้อมูลมากขึ้นกว่านี้อีกถึงจะทำให้ตัดสินใจได้ว่า อาการหรือโรคซึมเศร้าเชื่อมโยงสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม คุณหมอแถมท้ายว่า อยากเตือนแพทย์ทั้งหลายให้เฝ้าติดตามอาการคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจอย่างไม่คลาดสายตาว่ามีอาการซึมเศร้าหรือไม่ หากมีจะได้ให้การรักษา มิใช่ปล่อยให้เป็นไปจนในที่สุดก็สายเกินแก้ไปแล้ว

*******************************************

ที่มาของข้อมูล: จาก สรรพสาร วงการยา หน้า 47 ปีที่ 6 ฉบับที่ 93 เมษายน 2549

26 June 2549

By จาก สรรพสาร วงการยา หน้า 47 ปีที่ 6 ฉบับที่ 93 เมษายน 2549

Views, 14693