ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

จิตเวชในภาษาชาวบ้าน

จิตเวชในภาษาชาวบ้าน

กรมสุขภาพจิต


ถ้าเราต้องการรู้เรื่องการวินิจฉัยโรคของเรามากขึ้น ให้สอบถามจิตแพทย์ของเรา แต่ อย่าให้การวินิจฉัยโรคนั้นเป็นป้ายบอกว่าเราเป็นใคร ขอให้จำไว้ว่าการวินิจฉัยโรคนั้นกล่าวถึงอาการของโรค และไม่ได้หมายถึงตัวของเราเอง

แน่นอน เพียงเพราะเราได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องมีอาการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโรคนั้น และไม่ได้หมายความว่าเราจะมีอาการเหล่านี้ตลอดเวลา

- ในการป่วยแต่ละครั้งเราอาจมีอาการต่างๆ โดยรวมแตกต่างกันออกไป

- ความหลากหลายของอาการของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

- ยามีผลต่ออาการต่างๆ ต่างกัน

- อาการจะลดลงในระดับต่างๆ กันเมื่อมีการรักษาและเมื่ออาการเจ็บป่วยผ่านไปแต่ละครั้ง

อาจเป็นไปได้ว่าจะมีการวินิจฉัยโรคของเราใหม่ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอาการของเราได้เปลี่ยนไป หรือได้ทราบข้อมูลอื่นเพิ่มเติม

แทนที่จะกังวลใจเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคของแพทย์ ถ้าเราจะมาดูว่าอาการจริงๆ ของเราคืออะไรและหาแนวทางที่เรากับผู้รักษาเราสามารถทำได้เพื่อจัดการกับอาการเหล่านี้ ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่า เพื่อที่เราจะได้ดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่ของเราต่อไป

การวินิจฉัยโรค

“การวินิจฉัยโรค” หมายถึง การระบุโรคที่เป็นโดยอาศัยแบบแผนอาการที่เฉพาะเจาะจงในการพิจารณา แต่อย่าให้นี่กลายเป็นป้ายบอกว่าเราเป็นคนอย่างไร การวินิจฉัยโรคอธิบายอาการเจ็บป่วย ไม่ได้อธิบายเรื่องตัวของเรา

เมื่อแพทย์วินิจฉัยโรคก็หมายความว่า เขาระบุว่าเป็นโรคอะไรโดยอาศัยแบบแผนเฉพาะของอาการ สิ่งนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถตัดสินได้ว่า การบำบัดโรคที่ดีที่สุดสำหรับรักษาอาการเหล่านี้และหาสาเหตุของอาการเหล่านี้

ตัวอย่างของการวินิจฉัยโรค ได้แก่

- โรคจิต (Psychosis)

- โรคอารมณ์แปรปรวน (Bipolar disorder)

- โรคซึมเศร้า (Depression)

- โรคจิตเภท (Schizophrenia)

- ความผิดปกติทางอารมณ์เชิงจิตเภท (Schizo-affective disorder)....

- และอื่นๆ

การบำบัดหมายความว่าอะไร

ส่วนสำคัญในการบำบัด

การบำบัด อาจจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เกี่ยวข้องกับการใช้ยา การฟื้นฟูสมรรถภาพ และเกี่ยวข้องกับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและตัวเราด้วย การที่จะเข้าใจว่าการบำบัดคืออะไรจะช่วยให้เราแน่ใจว่าได้รับการบริการที่ดีที่สุดจากระบบสาธารณสุข

ขั้นตอนแรก

ในการที่จะขอรับการบำบัดตามสิทธิของตนคือติดต่อหน่วยงานด้านสาธารณสุข เราหรือคนที่เป็นห่วงเราสามารถติดต่อผ่านทางแพทย์ที่ตรวจโรคทั่วไปหรือบริการสุขภาพจิตในชุมชน เช่นเดียวกับการติดต่อเมื่อมีอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ทางหน่วยงานจะสามารถจัดให้เราพบกับจิตแพทย์ อาจจะเป็นไปได้ว่าหน่วยบำบัดโรคเคลื่อนที่ (ทีมผู้ดูแลจิตเวชชุมชน) อาจมาเยี่ยมเราที่บ้านก็ได้

หลังจากการวินิจฉัยโรคในเบื้องต้นแล้ว ทางจิตแพทย์อาจแนะนำให้เราเข้าพักในโรงพยาบาลจนกว่าอาการของโรคจะทุเลาลง อีกทางเลือกหนึ่งก็คือเขาอาจจะตัดสินว่าเราไม่จำเป็นต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่สามารถได้รับการบำบัดโรคในชุมชนตั้งแต่เริ่มแรก โดยให้หน่วยเคลื่อนที่ (ทีมผู้ดูแลจิตเวชชุมชน) มาเยี่ยมเป็นระยะๆ

ตามปกติ การบำบัดรักษาที่ให้แก่คนไข้จะรวมทั้งการใช้ยาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ในขณะที่จิตแพทย์มีหน้าที่รับผิดชอบการบำบัดรักษาโดยรวม แต่การจัดการดูแลในแต่ละวันอาจมีแพทย์ประจำบ้าน หรือสมาชิกของทีมที่ให้การบำบัด

การใช้ยา

การรับประทานยาเป็นหนึ่งเดียวที่สำคัญมากที่สุด ที่เราสามารถทำเพื่อช่วยตัวเอง เนื่องจากการใช้ยาทำให้อาการของโรคทุเลาหรือหายไปในไม่กี่วัน ในตอนแรก บางครั้งการรับประทานยาไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงที่ต้องดูแล โดยเฉพาะในระยะแรกของโรค ในกรณีนั้นให้ปรึกษาจิตแพทย์ของเราเพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง ในขณะเดียวกันก็ให้รับประทานยาอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ของเราเอง

การฟื้นฟูสมรรถภาพ ไม่ว่าเราจะเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลหรือในศูนย์บริการสุขภาพจิตในชุมชนก็ตามเราควรจะมีคณะผู้เชี่ยวชาญคอยให้ความช่วยเหลือ เป็นหน้าที่ของทีมนี้ด้วยที่จะช่วยประเมินผลประโยชน์ที่เราจะได้รับ ติดต่อหาสถานที่พักอาศัยและการสนับสนุนจากชุมชน บุคคลเหล่านี้มีหน้าที่ให้บริการที่ดีที่สุดเท่าที่จะให้ได้ ขอให้เราใช้ประโยชน์จากพวกเขาให้มากที่สุด

เพราะเหตุใดยาจึงช่วยได้

การใช้ยาให้ได้ผลสำหรับเรา

การรับประทานยา เป็นการตัดสินใจแน่วแน่ ที่เราสามารถจะทำได้ เพื่อต่อสู้กับอาการทางจิตเวช การที่จะเข้าใจว่ายามีปฏิกิริยาอย่างไร และการที่ให้แพทย์ทราบว่ายามีผลดีมากน้อยเพียงไร จะช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากยามากที่สุด

ยารักษาได้อย่างไร

จากการวิจัยของวงการแพทย์พบว่าอาการทางจิตเวชหลายโรคมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีภายในสมอง ยาบางตัวช่วยให้สมองสร้างสารเคมีที่จำเป็นให้สมดุล เพื่อที่เราจะได้รู้สึกดีขึ้น ยาเหล่านี้ได้แก่ ยาต้านโรคจิต ยาต้านอาการซึมเศร้า และยาควบคุมความแปรปรวนของอารมณ์ การรับประทานยาและการสนับสนุนจากชุมชนอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญมาก ทั้งนี้เพื่อให้ความสนใจกับอาการทุกๆ ด้านของโรคนั้น

เราใช้ยาอย่างไร

โดยปกติเรามักจะรับประทานยาเป็นเม็ดหรือใช้ยาฉีด ส่วนปริมาณที่แพทย์สั่งให้เรานั้นไม่ได้เป็นการแสดงว่าเราป่วยมากเท่าใด เราต่างมีปฏิกิริยาต่อยาที่แตกต่างกัน นอกจากนี้มวลสารของร่างกาย และอัตราการเผาผลาญอาจจะเป็นตัวกำหนดว่าเราต้องใช้ปริมาณยามากน้อยเพียงใด หากเรามีความกังวลเกี่ยวกับผลของยาหรือผลข้างเคียงให้ปรึกษากับแพทย์ของเรา แพทย์มีหน้าที่ที่จะจ่ายยาที่มีผลดีที่สุด และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด แพทย์จะสามารถกระทำอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราบอกให้เขารู้อย่างละเอียดว่ายาใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างไร สิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราสามารถช่วยให้การรักษาพยาบาลของเราได้ผลดียิ่งขึ้น

อาจจะใช้เวลาสองสัปดาห์กว่ายาจะออกฤทธิ์เต็มที่และทำให้อาการป่วยลดลง เมื่อแพทย์พบยาที่รักษาอาการของเราได้แล้ว เราจะสามารถรับประทานยาในปริมาณที่ใช้คุมอาการต่อไป เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้อาการของโรคกลับมาอีก

บางคนใช้ยาฉีดแบบที่ตัวยาค่อยๆ กระจายออกมา (depot injections) ยานี้จะค่อยๆ กระจายอย่างช้าๆ ไปจากกล้ามเนื้อจุดหนึ่งโดยใช้เวลาระหว่างหนึ่งสัปดาห์ถึงหนึ่งเดือน หากแพทย์มีความเห็นว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้ยานี้ ผู้นั้นจะสามารถใช้ยาในลักษณะนี้ได้โดยถือว่าถูกกฎหมาย ส่วนรายอื่นๆ เลือกที่จะใช้ยาฉีดแบบนี้ เนื่องจากพวกเขามักจะจำไม่ได้ว่าควรรับประทานยาเม็ดเมื่อใด หรืออาจจะเป็นเพราะการใช้ยาในลักษณะนี้ทำให้ชีวิตไม่ยุ่งยาก

ผลข้างเคียงของยา

การใช้ยาอาจมีผลข้างเคียงได้โดยเฉพาะในตอนแรก การที่เป็นเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าร่างกายกำลังดูดซึมยา อาการเหล่านี้ได้แก่ อาการง่วงนอน ความดันเลือดลดลง และปฏิกิริยาแบบพาร์คินโซเนียน (การที่กล้ามเนื้อทำงานโดยไม่รู้ตัว ทำให้มีอาการกล้ามเนื้อเกร็ง สั่น) หากเรามีอาการเหล่านี้ให้แจ้งให้แพทย์ของเราทราบทันที มีตัวยาซึ่งสามารถใช้เพื่อควบคุมอาการเหล่านี้และมีข้อแนะนำในการปฏิบัติง่ายๆ (เช่น การรับประทานยาที่ทำให้เราง่วงนอนก่อนเข้านอนในเวลากลางคืนแทนที่จะใช้ยาในเวลากลางวัน)

การเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

สิ่งที่ควรรู้

บางครั้ง การป่วยทางด้านจิตเวชอาจต้องอาศัยการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เช่นเดียวกับอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ทุกวันนี้การพักรักษาตัวจะเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เนื่องจากในปัจจุบันมีการเน้นการบำบัดรักษาในสภาพแวดล้อมของชุมชนที่เราคุ้นเคยมากขึ้น

การรักษาในโรงพยาบาลและในชุมชน

ในสมัยก่อน เป็นเรื่องปกติที่เมื่อใดโรคจิตเวชกำเริบแต่ละครั้งผู้ป่วยจะต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชอย่างน้อยหกเดือนหรือมากกว่านั้น แต่ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะรับผู้ป่วยให้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็ต่อเมื่อผู้นั้นมีอาการที่รุนแรงและต้องอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น ถือว่าเป็นการดีหากผู้ป่วยจิตเวชได้รับการดูแลรักษาโดยบริการฟื้นฟูสุขภาพจิตของชุมชน ในบรรยากาศที่คุ้นเคย นอกจากนี้โรงพยาบาลทั่วไปยังมีแนวโน้มในการเปิดแผนกจิตเวชด้วย แทนที่จะเป็นเพียงโรงพยาบาลสำหรับโรคจิตเวชโดยเฉพาะเท่านั้น ทั้งนี้เพราะถือว่าการรักษาโรคจิตเวชนั้นเป็นการรักษาโรคอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับการรักษาโรคอื่นๆ

การรับเข้ารักษาในโรงพยาบาลโดยสมัครใจ

หากจิตแพทย์ของเราหรือผู้เชี่ยวชาญที่รักษาเราเสนอว่าเราจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและเราเห็นด้วยเรียกว่าการเข้ารักษาโดยสมัครใจ หากเราหรือเพื่อนหรือญาติของเรามีความเห็นว่าเราจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ก็อย่าลังเลใจที่จะขอให้จิตแพทย์หรือแพทย์ผู้อื่นรับเราเข้าโรงพยาบาล ถ้าหากแพทย์เองก็เห็นพ้องว่าสมควรจะช่วยแพทย์ในการตัดสินใจได้มากทีเดียว ถ้าเราสามารถให้เหตุผลที่เป็นรูปธรรมว่าเหตุใดเราจึงคิดว่า เราจำเป็นต้องได้รับการบำบัดในโรงพยาบาล พร้อมทั้งให้ตัวอย่างสิ่งที่เราคิดอยู่หรือทำอยู่สนับสนุนคำขอของเรา แน่ทีเดียวหากเรากำลังมีอาการทางจิตอยู่ ย่อมไม่ง่ายเลยที่จะทำอย่างนี้ หากพาคนอื่นไปด้วยเพื่อไปอธิบายเรื่องรางต่างๆ แทนเราก็จะช่วยได้มาก ถ้าแพทย์ไม่เห็นว่าเราจำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาล หรือหากทางโรงพยาบาลไม่สามารถรับเราได้ เราและคนอื่นควรหาทางที่จะช่วยให้เราได้รับการสนับสนุนมากที่สุดจากบริการในชุมชนหรือหน่วยสุขภาพจิตที่มีในเขตของเรา

การรับเข้ารักษาในโรงพยาบาล

โดยที่ผู้ป่วยไม่สมัครใจ

หากจิตแพทย์ของเราหรือผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เราควรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่เราไม่เห็นด้วย อาจเป็นไปได้ที่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง เราจะถูกนำเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลทั้งที่เราไม่สมัครใจ แต่โดยทั่วไปแล้วเราจะถูกนำเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อสุขภาพของเราและความปลอดภัยของผู้อื่น ทั้งนี้จะต้องเกิดจากอาการป่วยทางจิตเวชที่รักษาในโรงพยาบาลได้ ระยะเวลาที่จะพักรักษาตัวในโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยที่ไม่สมัครใจนั้น กฎหมายได้กำหนดขอบข่ายไว้ และเราสามารถขอให้แพทย์หรือคณะกรรมการพิจารณาสุขภาพจิตอนุญาตให้เราออกจากโรงพยาบาลได้ ควรมีการอธิบายข้อเท็จจริงเหล่านี้ให้เราทราบ เมื่อเขาจะนำเราเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

การทำให้เรื่องง่ายขึ้น

หากเรานำของส่วนตัวไปด้วยก็จะช่วยมาก เช่น ชุดนอน หนังสือและของใช้ส่วนตัวอื่นๆ ให้รักษาความสัมพันธ์กับคนที่รู้จักไว้ เช่น ให้ญาติหรือเพื่อนมาเยี่ยมเยียน หรือติดต่อทางโทรศัพท์ เมื่อเราออกจากโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ส่งรายละเอียดต่างๆ และช่วยติดต่อหาสถานที่พักและอื่นๆ พยายามให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำสิ่งดังกล่าวด้วย

จงเตรียมพร้อม

ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของเรา

การเตรียมรับมือกับการล้มป่วยอีกครั้งไม่ได้เป็นการมองในแง่ลบ หรือสรุปเอาว่าเราจะป่วยอีก การเตรียมพร้อมหมายถึงการหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการต่างๆ หมายถึง การรู้ว่าควรสังเกตสิ่งใดบ้าง เพื่อที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตของเราต่อไปได้

หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการ

บางครั้งอาการของโรคจะกลับมาอีกถึงแม้ว่าเราจะใช้ยา ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเราทำสิ่งที่เอื้อให้เกิดอาการเหล่านั้น เช่น เครียดหรือใช้ยาเสพติด แต่นี่มิได้หมายความว่าสิ่งที่กล่าวมาคือสาเหตุของการโรคจิตเวช สิ่งเหล่านี้เพียงแต่อาจจะกระตุ้นให้เกิดอาการอีกครั้ง ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของเราเอง เราจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้กัญชา ยาม้า เหล้าแห้ง และสิ่งเสพติดอื่นๆ ที่ทำให้มีอาการเหล่านี้ จงใช้สามัญสำนึกเพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะที่ตึงเครียดและพยายามหาทางลดความเครียด

เฝ้าระวังอาการเริ่มแรก

ในการป่วยแต่ละครั้งมักจะมีสัญญาณเตือนให้เรารู้ว่าเรากำลังจะกลับไปมีอาการป่วยอีกครั้ง ซึ่งได้แก่การที่พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราคิดหรือพูด ดังนั้นการระบุว่าสิ่งนี้มีอะไรบ้างจึงเป็นประโยชน์ โดยเราอาจคิดว่าร่วมกับคนที่รู้จักเราดี และให้เขียนบันทึกไว้ การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราสามารถสังเกตได้ง่ายขึ้นว่าเรากำลังจะล้มป่วยอีกครั้ง เพื่อที่เราจะได้ขอความช่วยเหลือทันเวลา

เตรียมผู้อื่นให้พร้อมด้วย

หากเราเคยป่วยมาก่อน เราอาจจะอาศัยประสบการณ์นี้เพื่อเรียนรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการเพื่อจะได้หลีกเลี่ยง และอะไรเป็นสัญญาณเตือนขั้นเริ่มแรก เราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์นี้ด้วยว่า การสนับสนุนอะไรที่ช่วยเราให้ได้รับความช่วยเหลือโดยเร็วและทำให้กระบวนการนี้ง่ายขึ้น ให้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตให้การบำบัดรักษาเรารวมทั้งญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ของเรา ให้จัดขั้นตอนที่ทุกคนรู้และเห็นชอบด้วยหากเรามีอาการกำเริบอีกครั้งว่าควรจะโทรศัพท์หาใครและต้องทำอะไรบ้าง

ให้จดเบอร์โทรศัพท์แพทย์ของเราและบริการอื่นๆ ที่เราใช้ รวมทั้งเวลาทำการของแต่ละแห่งไว้ในสมุดบันทึก ให้สอบถามบริการศูนย์สุขภาพจิตท้องถิ่นของเราว่าเปิดบริการในเวลากลางคืนหรือสุดสัปดาห์หรือไม่ หากพวกเขาไม่เปิด ให้สอบถามว่ามีสถานที่อื่นที่เราสามารถติดต่อได้หรือไม่ หากเราเกิดมีอาการอีกและต้องได้รับการรักษาพยาบาลนอกเวลาทำการ

ให้สถานที่ซึ่งสามารถติดต่อได้นี้ไว้กับเพื่อนหรือญาติของเรา เพื่อที่จะได้ติดต่อขอความช่วยเหลือแทนเราได้ หากเรามีพฤติกรรมที่อาจทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นเมื่อเราป่วย ให้พิจารณาที่จะทำสัญญากับผู้ที่เราไว้วางใจ สัญญานี้เป็นการอนุญาตให้ผู้นั้นดำเนินการช่วยเหลือเรา แม้ว่าในขณะที่เราป่วยนั้นเราจะไม่เห็นชอบก็ตาม

*******************************************

1 สิงหาคม 2549

By กรมสุขภาพจิต

Views, 14361