ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ทำอย่างไรเมื่ออำนาจในบ้านเสียดุลไป?

จะต้องทำตัวอย่างไรเมื่ออำนาจในบ้านเสียดุลไป

โดย รีดเดอร์ไดเจสท์, มีนาคม 2549 หน้า 15-18.

จะต้องทำตัวอย่างไรเมื่ออำนาจในบ้านเสียดุลไป

โดย. จัดเสน คัลเบรท

“เมื่อสำรวจดูครอบครัวขยาย เราจะพบว่าในแต่ละชั่วอายุคนจะมีปู่ย่าตายาย ลุงป้า น้าอา หรือลูกพี่ลูกน้องที่ชอบวางอำนาจทำตัวเป็นใหญ่อยู่สักคนเสมอ ลักษณะนิสัยนี้เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมา” รัสเซล เอ. บาร์กเลย์ อาจารย์สอนจิตเวชศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซาท์แคโรไลนาและเป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือ เมื่อลูกดื้อ กล่าวว่า เด็กๆ จะฉวยโอกาสขณะที่อำนาจในบ้านเกิดช่องว่างขึ้นมาทำตัวเป็นผู้บงการเมื่อเห็นว่าพ่อแม่เหยาะแหยะลังเลหรือไม่ลงรอยกัน

ไม่ว่าจะเป็นเพราะเด็กเจ้าอารมณ์หรือแผลงฤทธิ์เฉพาะกาลอยู่ก็ตาม การปล่อยให้สถานการณ์อยู่ในกำมือของเด็กมากเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวเด็กเองและครอบครัว จอห์น เอฟ. เทเลอร์ นักจิตวิทยาครอบครัว กล่าวว่า พฤติกรรมแบบวางอำนาจส่วนใหญ่มีรากฐานมาจากความกลัว เขาเขียนไว้ในหนังสือ จากความดื้อรั้นมาสู่ความร่วมมือ ว่าเด็กๆ “มีความกลัวความอ่อนแออยู่ลึกๆ” และ “มีความต้องการอย่างมากที่จะรู้สึกว่าตนปลอดภัย” และเป็นบทบาทของพ่อแม่ไม่ใช่ของตัวเด็กที่จะสร้างความมั่นคงปลอดภัยนั้นให้

เมื่อ “เด็กจอมบงการ” ไม่เรียนรู้ขอบเขตของอำนาจในบ้าน เขาก็อาจไปสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายนอกบ้าน เด็กที่เอาแต่ใจ ดึงดัน และไม่ยอมลดละบ้างอาจประสบปัญหาในการต้องทำตามคำสั่ง เช่น คำสั่งของครูและครูฝึกกีฬา หรือมีปัญหาในการคบเพื่อน เมื่อไม่มีใครชอบเพราะเราทำตัวเป็นจอมบงการ เราก็จะรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเป็นอย่างยิ่ง

“ผมมองเห็นว่าพ่อแม่มีแนวโน้มจะสละอำนาจของตัวเอง” บาร์กเลย์ ซึ่งศึกษาพฤติกรรมแบบวางอำนาจมากว่า 30 ปี กล่าวว่า “พ่อแม่อ่อนข้อให้มากเกินไปก็เพราะไม่อยากเข้มงวดเหมือนพ่อแม่ของตน ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าหย่อนความสามารถในการเลี้ยงลูกกว่าพ่อแม่ของตน ขณะที่ผ่ายลูกๆ ก็จะรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้น” แล้วพ่อแม่จะเรียกร้องความเคารพนับถือและความสงบสุขกลับมาได้อย่างไรโดยไม่เป็นการหักหาญน้ำใจลูก

ข้อเสนอแนะต่อไปนี้อาจช่วยปรับดุลยภาพของอำนาจให้เข้าที่ได้

1. ร่วมมือกันเพื่อเอาชนะ เด็กที่ดื้อรั้นมักจะเฉลียวฉลาด มีความสามารถพิเศษ และมีความคิดสร้างสรรค์ผิดจากเด็กอื่น พ่อแม่ของเด็กพวกนี้จำเป็นต้องสุขุมและตื่นตัวเป็นพิเศษ รวมทั้งพร้อมและเต็มใจจะจัดการกับลูกอย่างจริงจังเสมอ มิฉะนั้น เด็กหรือแม้แต่เด็กเพิ่งหัดเดินก็จะรู้สึกได้เมื่อมีช่องเปิดให้เด็ก “เด็กที่ชอบวางอำนาจมักเล่นงานแม่มากกว่า” บาร์กเลย์ตั้งข้อสังเกต “ทั้งพ่อและแม่จะต้องตระหนักถึงจุดระเบิดของลูก ต้องเห็นพ้องกันในเรื่องกฎเกณฑ์หลักๆ และต้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน”

2. ยอมให้เมื่อให้ได้ เด็กจะเรียนรู้ไม่ได้ในบรรยากาศที่คุมแค้นและเครียด การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความบาดหมางในครอบครัวสิ้นสุดเสียก่อน พ่อแม่ควรประเมินหาสาเหตุที่สร้างความขัดแย้ง เด็กมักดื้อดึงต่อต้านเมื่อถูกพ่อแม่ควบคุมเข้มงวดเกินไป เช่น บอกให้สวมเสื้อผ้าตัวไหน หรือบอกให้กินอะไร

“เราควรใจเย็นและลดกฎของครอบครัวที่จะต้องถือเคร่งครัดให้น้อยข้อลง” บาร์กเลย์ แนะ “ถ้าลูกอยากกินโยเกิร์ตในมื้อเช้า แต่คุณทำข้าวต้มไว้ให้แล้ว ก็ปล่อยตามใจลูกบ้างเป็นครั้งคราว” เขาบอกว่านี่เป็นเรื่องของ “การลำดับความสำคัญของการปฏิเสธ”

3. ให้ความสนใจ การศึกษาพบว่าเด็กที่ชอบบงการและดื้อดึงได้รับความรักใคร่และการยกย่องน้อยกว่าเด็กหัวอ่อน ทั้งยังถูกลงโทษมากกว่า การเอาตัวออกห่างจากจอมเจ้าอารมณ์ตัวน้อยนี้เป็นปฏิกิริยาโดยธรรมชาติของพ่อแม่ แต่การกระทำเช่นนี้ยิ่งไปหล่อเลี้ยงความกลัวของเด็ก ทำให้คุณพยายามจะแสดงอำนาจมากขึ้น เด็กๆ ต้องการสัมผัสความรักจากพ่อแม่ในแบบที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้รู้สึกว่ามีความปลอดภัยมากพอจนสามารถผ่อนคลายได้

“เราควรให้ความสนใจลูกอย่างเต็มที่อย่างน้อยวันละ 20-30 นาที” บาร์กเลย์ แนะ ทำให้พ่อแม่และลูกมีเวลาปรับตัวเข้าหากัน เมื่อถึงเวลาที่พ่อแม่จะโน้มน้าวให้ลูกตัวน้อยเริ่มเรียนรู้ที่จะคิดและยอมประนีประนอม ยกตัวอย่าง แมรีกล่าวว่า เมื่อฉันให้เวลาลูกอย่างน้อย 20 นาทีต่อวันอย่างเต็มที่ แมรีก็สามารถปรับตัวเข้ากับลูกได้ เธอบอกว่า "เมื่อไม่นานมานี้ ฉันบอกลูกว่า มีปัญหาแล้วล่ะ ลูกชอบเลือกชุดของลูกเอง แต่แม่ก็อยากเป็นคนตัดสินใจว่าลูกควรจะสวมชุดไหนไปโบสถ์ เราจะทำยังไงดี" แล้วลูกก็เสนอเองว่าให้แบ่งเป็นวันของแมรีและวันของลูกสลับกัน ผลเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย

4. สร้างความนับถือระหว่างกัน มารยาทที่งดงามเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของศิลปะการชนะใจในครอบครัว การทำให้เด็กเห็นการขอร้องและการขอบคุณอย่างสุภาพ รวมทั้งการแสดงให้เด็กรู้จักวิธีเสนอแนะและวิธีร้องขอโดยทำเป็นตัวอย่างให้ดูแทนที่จะเอาแต่สั่งด้วยเสียงดุดันจะทำให้ทุกคนไม่รู้สึกเสียหน้า ทั้งยังช่วยสร้างทักษะทางสังคมที่จำเป็นในการทำให้ผู้มีอำนาจเหนือกว่าและเพื่อนฝูงมีความสุขอีกด้วย

ลองขอให้ลูกทำอะไรบางอย่างที่ทำได้ง่ายๆ และให้รางวัลด้วยการโอบกอดและคำพูดชื่นชม เช่น “ขอบใจจ๊ะลูก แม่ดีใจมากเวลาที่ลูกฟังแม่” ความพึงพอใจจะส่งผลถึงการมีมารยาทและยอมเชื่อผัง

5. รักษาสถานภาพไว้ แม้เราจะพยายามให้ความสนใจ ความนับถือ และผ่อนปรนในระดับหนึ่ง แต่อย่าทิ้งอำนาจสั่งการของพ่อแม่ แทนที่จะทำเช่นนั้น เราควรนั่งเป็นสง่าสมกับตำแหน่งของเราอย่างที่แม่คนหนึ่งพูดไว้ และใช้ภาษากายกับสายตาบอกให้ลูกรู้ว่าใครใหญ่ ขณะเดียวกันก็ขีดวงกั้นอภิสิทธิ์ของผู้ใหญ่เอาไว้ เช่น “เก้าอี้ตัวนั้นสำหรับพ่อลูกนั่งตัวอื่นดีกว่า”

6. บังคับใช้กฎอย่างฉับพลันและจริงจัง “อีก 30 นาทีจะถึงเวลานอนแล้ว เล่นเกมให้เสร็จแล้วจะได้อ่านนิทานด้วยกัน” อย่ายอมเข้าไปโต้แย้งด้วย และเมื่อถึงเวลาที่กำหนดก็เพียงแต่ปิดไปเสียให้หมด เด็กที่ชอบทำตัวเป็นใหญ่อาจกลายเป็นผู้นำที่เด็ดเดี่ยวซึ่งมีผู้นิยมชมชอบก็ได้ หรืออาจเป็นคนโดดเดี่ยวไร้ความสุขที่ผู้คนเกรงกลัวได้เช่นกัน เด็กพวกนี้จะหวังให้พ่อแม่ทำตัวเป็นพ่อแม่ คือเป็นผู้ที่แสดงให้เด็กรู้ว่าจะดึงเอาศักยภาพในตัวออกมาใช้อย่างไร

*******************************************"

จาก รีดเดอร์ส ไดเจสท์ มีนาคม 2549 หน้า 15-18.

25 กันยายน 2549

By โดย. จัดเสน คัลเบรท /รีดเดอร์ส ไดเจสท์ มีนาคม 2549 หน้า 15-18.

Views, 3912