ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ความลับของผู้ชาย

ความลับของผู้ชาย

โดย ไดแอน เฮลส์/ รีดเดอร์ส ไดเจสท์ มิถุนายน 2549 หน้า 81-87.

ความลับของผู้ชาย

โดย. ไดแอน เฮลส์

รีดเดอร์ส ไดเจสท์ มิถุนายน 2549 หน้า 81-87.

ใครๆ ก็บอกว่าผู้ชายมาจากดาวอังคาร (หนังสือขายดีของ ดร.จอนห์ เกรย์ ที่เขียนถึงความแตกต่างของหญิงชาย เพื่อให้เกิดการยอมรับและเข้าใจ ลดความขัดแย้ง ในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างกัน) วันๆ คิดแต่เรื่องกีฬา เบียร์ และเรื่องบนเตียง (บางทีอาจสลับกันก็ได้) พวกผู้ชายไม่ยอมถามเส้นทางเมื่อหลง ไม่เปิดเผยความรู้สึกในใจจริงไหม รายงานพิเศษของเราจะตีแผ่ความลับของผู้ชายซึ่งคุณอาจต้องประหลาดใจ

ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง และความเชื่อเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของชาย

ใครสะอื้นไห้เวลาดูหนังเศร้า ใครจะเป็นจะตายเวลาอกหัก ไม่น่าเชื่อว่าคำตอบคือผู้ชาย ผลการศึกษาเผยว่าผู้ชายมีอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อนและเข้าใจยากไม่แพ้ผู้หญิง บางครั้งอาจลึกลับจนแม้ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ นับประสาอะไรกับผู้หญิง

แม้อารมณ์จะเป็นจุดเด่นที่สุดของผู้หญิงแต่ผู้ชายก็มีความอ่อนไหวและมีประสบการณ์ด้านอารมณ์ได้มากพอๆกัน ในการศึกษาภาวะด้านอารมณ์ของผู้ใหญ่ 500,000 คน กลุ่มตัวอย่างเพศชายระบุว่ารู้สึกอ่อนไหวสูงพอๆ กับกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง การศึกษาคู่สามีภรรยาพบว่าทั้งสองอ่อนไหวต่อความเครียดของคู่สมรสมากเท่าๆ กัน แต่ก็สามารถปลอบโยนอีกฝ่ายได้ดีไม่แพ้กัน

แม้หญิงชายอาจถอนหายใจ ร้องไห้ เฮฮา กราดเกรี้ยว ตะโกน หรือแสดงความรำคาญได้บ่อยพอกัน แต่ทั้งสองเพศมีวิธีแสดงอารมณ์ต่างกัน “อารมณ์เป็นฉากหลังในชีวิตของผู้ชายขณะที่เป็นฉากหน้าในชีวิตของผู้หญิง” ดร. จอช โคลแมน นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ สามีจอมขี้เกียจ กล่าวว่า “ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ชายซึ่งจัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆ และมองทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า ดูเหมือนหญิงจะโอนอ่อนตามอารมณ์มากกว่าชายซึ่งพยายามจัดการกับอารมณ์เหล่านี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับทั้งสองฝ่าย ความสัมพันธ์ดีขึ้นและทั้งคู่ก็มีความสุขมากขึ้น”

กลไกในสมอง

เมื่อ 13 ปีที่แล้ว คริส ชโรเดอร์ นักธูรกิจวัย 48 มีชีวิตเพียบพร้อม สุขภาพแข็งแรงมีงานที่ชอบ มีภรรยาและลูกสุดที่รักสองคน แต่ภายในหนึ่งเดือน ทุกอย่างก็พังทลายลง เมื่อเขาป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบจนต้องเข้าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล จากนั้นก็ถูกปลดออกจากงาน ชีวิตแต่งงานอับปางลง เขาคาดไม่ถึงว่าชีวิตจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ คริสทวนความหลังว่า “ผมดำเนินชีวิตต่อไปแบบซังกะตาย แต่ไม่แสดงความรู้สึกในใจมากนัก ผมไม่เฉลียวใจเลยว่าเราควรปลดปล่อยความกลัดกลุ้มออกมาบ้าง และไม่รู้ด้วยว่าควรปล่อยอย่างไร”

ทำไมผู้ชายขาดความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ คำตอบคือต้องโทษสมอง ดร. เดวิด พาวเวล ประธานศูนย์ปฏิบัติการด้านสุขภาพนานาชาติ อธิบายว่า สมองของหญิงมีการสื่อสารระหว่างซีกซ้ายซึ่งควบคุมระบบเหตุผลกับซีกขวาซึ่งควบคุมการทำงานของอารมณ์ได้ดีกว่าสมองของชาย

ทั้งหมดนี้อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมผลการศึกษาในกลุ่มสังคมต่างวัฒนธรรม 125 ฉบับ จึงระบุว่าเด็กชายกับผู้ชายตีความสารที่ได้สื่ออกมาเป็นคำพูด เช่น อากัปกิริยา สีหน้า และน้ำเสียงของคู่สนทนาผิดพลาดกว่าผู้หญิง ผู้ชายยังมีปฏิกิริยาต่ออารมณ์น้อยกว่าและลืมได้เร็วกว่า การทดลองที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า ภาพสะเทือนอารมณ์ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในสมองของหญิงมากกว่าชาย สามสัปดาห์ต่อมา ผู้หญิงยังจำรายละเอียดของภาพได้มากกว่า นักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานว่าผลการศึกษานี้น่าจะอธิบายว่าทำไมผู้หญิงจึงพร่ำบ่นเรื่องหยุมหยิมที่สามีลืมไปตั้งนาแล้ว

การหย่าร้างซึ่งที่จริงส่งผลกระทบต่อจิตใจของชายมากกว่าหญิงนั้น บางครั้งทำให้ผู้ชายต้องสำรวจอารมณ์ของตัวเองเสียใหม่ “นานหลายปีที่ผมต่อสู้กับความกลัดกลุ้ม ซึ่งสุมแน่นอยู่ในใจโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อใด ที่คุณตระหนักว่ามีอารมณ์บางอย่างคุกรุ่นอยู่ในใจ คุณจะรู้สึกว่าเก็บกักไว้เหมือนเดิมได้ยาก ตอนนี้ผมใช้ชีวิตให้มีค่าขึ้น รับรู้สมองฝ่ายความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ถ้ารู้อย่างที่รู้ก่อนหน้านี้ ผมคงจะเป็นสามีที่ดีกว่านี้” นี่คือคำสารภาพของคริสซึ่งแต่งงานใหม่เมื่อไม่นานนี้หลังครองสถานะม่ายร่วมสิบปี

น้ำตาลูกผู้ชาย

ครั้งแรกที่โรเบิร์ต เวสต์โอเวอร์ วัย 41 เห็นพ่อร้องไห้ คือวันที่เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนาวิกโยธินซึ่งทั้งพ่อและปู่เคยเรียนมาก่อน เนื่องจากเติบโตมากับพี่น้องผู้ชายสามคนในครอบครัวทหาร โรเบิร์ตจึงได้รับการปลูกฝังให้กินเร็ว พูดดังฟังชัดชอบการแข่งขันและเก็บกดความรู้สึก “การแสดงอารมณ์เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้ชาย” โรเบิร์ตกล่าว

เด็กชายทุกคนได้รับการสั่งสอนแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก พออายุหนึ่งขวบก็เริ่มสบตาน้อยกว่าเด็กหญิง และหันไปสนใจกับสิ่งที่เคลื่อนไหว เช่น รถยนต์ มากกว่าจะมองหน้าคน พ่อ-แม่แสดงความรู้สึกกับลูกชายน้อยกว่ากับลูกสาว (ยกเว้นอารมณ์โกรธ) เด็กชายจึงรู้จักคำศัพท์เกี่ยวกับ “อารมณ์” น้อยกว่าเด็กผู้หญิง เวลาอยู่ในสนามเด็กเล่นนอกบ้าน เด็กชายถูกสอนว่าต้องกลั้นน้ำตาและไม่ขี้ขลาด เมื่อเข้าโรงเรียนใบหน้าของเด็กชาย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเปิดเผยไม่ต่างจากเด็กหญิงเริ่มแสดงอารมณ์น้อยลงเรื่อยๆ

พอโตเป็นผู้ใหญ่ ชายจะพูดน้อยลง อย่างน้อยเวลาอยู่หน้าสาธารณชน ชายจะพูดเพื่อแสดงว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น ตรงข้ามกับผู้หญิงซึ่งจะพูดเพื่อดึงดูดความสนใจคนรอบข้าง แม้แต่กับเพื่อนส่วนใหญ่ ผู้ชายก็อาศัยคำพูดเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานช่าง กีฬา รถยนต์ คอมพิวเตอร์ “ผู้หญิงพูดเพื่อให้หัวสมองปลอดโปร่ง แต่ผู้ชายคิดก่อนพูด” นายแพทย์มาร์ก กูลส์ทัน จิตแพทย์และผู้แต่งหนังสือ เคล็ดลับหกประการให้สัมพันธภาพยืนยาว (The 6 Secrets of Lasting Relationship) “ถ้าไม่คิดก่อนพูดผู้ชายอาจหลุดปากพูดอะไรโง่ๆ ออกไปจนเสียหน้า หรืออาจพูดไม่เข้าหูคนจนกลายเป็นเรื่องชกต่อย ทางที่ดีคือไม่พูดอะไรเลย”

อะไรซ่อนอยู่ภายหลังหน้ากากเหล็กและความเงียบขรึมของผู้ชาย ความอ่อนแอไงละ ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าผู้ชายส่วนใหญ่รู้สึกไม่มั่นคงโดยตัวเองยากจะยอมรับ และไม่มั่นคงเกินกว่าที่ภรรยาคาดเดาไว้ “ผู้ชายทุกคนมีความกลัวลับๆ อยู่อย่างหนึ่งว่าจะไร้สมรรถภาพและความกล้าหาญ เรียกว่ากลัวตัวเองจะไม่เป็นชายอย่างที่ควรจะเป็น หมอกูลส์ทันกล่าว “ผู้ชายรู้ว่ามีหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้าข้าวของในบ้านพังจะต้องซ่อมได้ เมื่อรู้สึกว่าตนไร้ความสามารถก็จะถอยห่างและปลีกตัวออกไป”

กฎเกณฑ์และบทบาทระหว่างชายหญิงเริ่มผ่อนปรนบ้างแล้ว ชายบางคนกล้าพอจะเปิดเผยความอ่อนแอของตน แต่หลายคนยังสับสนว่าควรเปิดเผยแค่ไหน “ผู้หญิงบอกว่าอยากให้พวกเราเปิดเผยความรู้สึก” โรเบิร์ตกล่าว “แต่เดี๋ยวก็บอกว่าอยากเห็นเราเป็นหลักอันมั่นคงให้เธอ เหมือนเรียกร้องให้เรากระโดดไปมาระหว่างความสุดโต่งสองขั้ว ซึ่งสับสนมาก ผู้ชายไม่มีแนวทางหรือตัวอย่างว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าเปิดเผยความรู้สึกและเข้มแข็งไปพร้อมกัน"

ทำไมผู้ชายระเบิดอารมณ์

แม้ผู้หญิงจะรู้สึกโกรธบ่อยพอๆ กับผู้ชาย แต่ความฉุนเฉียวก็ยังเป็นอารมณ์ประจำตัวเพศชายอยู่ดี “ลูกยังพูดถึงตอนที่ผม “เบรกแตก” อยู่เลย” คิม การ์เรทัน พนักงานบริษัทวัย 54 ปี ซึ่งเคยระเบิดอารมณ์สุดขีดในร้าน เมื่อพนักงานนำอาหารเย็นชืดมาเสิร์ฟ

แล้วทำไมผู้ชายหลายคนถึงแสดงอาการกราดเกรี้ยว “ความโกรธมีสาเหตุมาจากจิตใจที่สับสนเมื่อต้องเก็บกดอารมณ์บางอย่างไว้ ชายทุกคนพยายามเก็บความรู้สึกเพราะกลัวว่าการเปิดเผยเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่การปอกเปลือกจนหมดใจ” ดร. เคนแนท ดับเบิลยู. คริสเตียน นักจิตวิทยาและผู้เขียนศัตรูตัวร้ายของคุณ (Your Own Worst Enemy) กล่าว “ถ้าคุณไม่หาทางปลดปล่อยมันออกมาบ้างหรือหาวิธีจัดการอย่างถูกต้องอารมณ์เหล่านี้จะเป็นเหมือนไฟคุกรุ่น รอเวลาลุกโหมขึ้นมาเมื่อชีวิตของคุณพังครืนลง เพราะปัญหาบางอย่าง”

ชีวิตคิมพังทลายเมื่อสี่ปีก่อนหลังหมอลงความเห็นว่าเขาเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก สิ่งที่ตามมาก็เหมือนกับสิ่งที่เกิดกับชายหลายคนเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยหนัก คิมตระหนักว่าชีวิตเขาไม่มีอะไรต้องเสีย มีแต่ได้เท่านั้น ขอเพียงปล่อยให้ตัวเองมีอารมณ์ตามจริง “ผมกล้าแสดงอารมณ์ทุกอย่าง” คิมกล่าว “ถ้าโกรธ ผมก็ระบายด้วยคำพูดเจ็บแสบแล้วก็ปล่อยให้ผ่านไป ผมใช้อารมณ์ขันเป็นทางออกและกลับไปติดต่อกับเพื่อนเก่าๆ ตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต แสวงหาความหมายทางจิตวิญญาณ ชีวิตผมเต็มไปด้วยความสุขและรื่นรมย์”

ลองวิธีนี้

ผู้ชายสามารถแสดงอารมณ์โดยไม่ต้องร้องไห้หรือรู้สึกกลัว ต่อไปนี้เป็นวิธีเริ่มต้น

หาวิธีแสดงอารมณ์อย่างสร้างสรรค์หางานอดิเรกอย่างวาดรูปหรือเล่นดนตรีผลงานศิลปะอันยิ่งใหญ่จำนวนมากเป็นการสร้างสรรค์ของเพศที่ได้ชื่อว่าเก็บกดที่สุด

ระบายความเครียดและโกรธด้วยการออกกำลัง “เมื่อรู้สึกกดดันสุดขีดจนอยากเอาหัวชนฝา ให้รีบหาทางออกกำลัง บางทีแค่สิบนาทีอาจยังไม่พอ”

แสดงอารมณ์ออกไป “นิดหน่อย” เริ่มจากความรู้สึกที่คุณควบคุมได้หาคนที่เข้าใจและใช้คำว่า “นิดหน่อย” เช่น เศร้า “นิดหน่อย” หรือ กลัว “นิดหน่อย” อย่างนี้จะปลอดภัยกว่าการเปิดเผยจนหมดเปลือก

เดินหน้าเข้าชน “แทนที่จะหลีกเลี่ยงอารมณ์ที่คุณไม่แน่ใจว่าจะจัดการได้ ทางที่ดีคือเดินหน้าเข้าหา” ดร. ทราวิส แบรดเบอรี่ นักจิตวิทยา กล่าว “การจัดการกับอารมณ์ของตนเป็นเรื่องที่อาศัยเวลาและการฝึกฝนเพราะเป็นการฝึกสมอง แต่ยิ่งทำก็ยิ่งง่าย”

ผู้หญิงต้องรู้

“ชายก็เหมือนปูเสฉวน” คริสกล่าว “ถ้าเปิดเผยความรู้สึกแล้วต้องเจ็บปวดเพิ่ม เราจะหดกลับเข้าไปในกระดองและไม่โผล่หัวออกมาอีก เราไม่ยอมให้ใครมาถากถางหรือเยาะเย้ยเราต้องบ่มตัวเองอยู่นานกว่าจะรู้สึกปลอดภัย” ต่อไปนี้เป็นวิธีที่ผู้หญิงสามารถทำได้เพื่อช่วยให้ผู้ชายข้างกายรู้สึกสบายใจที่จะแสดงความรู้สึก

เวลาพูด ให้อยู่”เคียงข้าง” แทนที่จะ “ประจันหน้า” นักจิตวิทยากล่าวว่า การยืนเผชิญหน้ากับผู้ชายจะทำให้เขารู้สึกว่าถูกท้าทายและยั่วยุ เพราะฉะนั้น แทนที่จะนั่งตรงข้ามกับสามี ควรนั่งข้างๆ เขา

ทำกิจกรรมประเภทกีฬาร่วมกัน เวลาปั่นจักรยานหรือเดินป่า ปราการในหัวใจผู้ชายจะอ่อนบางลง ดังนั้น จึงควรปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ ผุดขึ้นมาอย่าเร่งเร้าให้พูดเวลาเดิน เพราะเขาอาจปิดปากเอาดื้อๆ

หัดดูหนังชีวิตแบบผู้ชาย หนังชีวิตเกี่ยวกับกีฬาทำให้ผู้ชายไม่น้อยซึ้งถึงกับน้ำตาซึม “กีฬาเป็นเครื่องยึดโยงระหว่างผู้ชายกับพ่อ สำหรับผู้ชายนี่คือรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อ” อย่าพยายามวิเคราะห์หรือวิจารณ์ชีวิตวัยเด็กของเขา

อย่ากดดันให้เขาพูดว่าผจญอะไรมาบ้างในวันเลวร้ายสุดๆ “ถ้าวันไหนทุกอย่างแย่ไปหมด เขาเองก็ไม่อยากพูดถึงความเจ็บปวดแบบนี้หรอก” นักจิตวิทยากล่าว “จะมีประโยชน์อะไรกับการนั่งคุยเรื่องหดหู่ตลอดค่ำในเมื่อไม่ช่วยให้แก้ปัญหาได้”

แสดงออกไม่ต้องพูด การพูดคุยอาจเป็นวิธีแสดงอารมณ์ที่ผู้หญิงนิยมใช้มากที่สุด “ผู้ชายแสดงอารมณ์ด้วยภาษากาย” นักจิตวิทยากล่าวว่า “เพศสัมพันธ์เป็นวิธีแสดงความรักอีกอย่าง” แทนที่จะบีบคั้นให้ผู้ชายถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดทางที่ดีควรหัดพูดภาษาของเขา

หาทางทำให้เขาทราบเมื่อคุณต้องการกำลังใจ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโทเลวิจัยพบว่าสามีอาจอ่อนแอและต้องการกำลังใจไม่ต่างจากภรรยา เพียงขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาเท่านั้น “ผู้ชายไม่ถึงกับไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ภรรยาต้องทำให้เขาทราบว่าตัวภรรยาเองต้องการอะไรและเมื่อไหร่”

บอกสามีว่าเขามีความหมายต่อคุณเพียงไร “เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังให้ถามสามีว่า “ทุกวันนี้ ฉันทำให้คุณรู้สึกชื่นชมและให้เกียรติคุณน้อยกว่าเมื่อตอนเจอกันครั้งแรกหรือเปล่า” จิตแพทย์แนะ “บอกเขาว่าคุณรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกโชคดีมากที่ทีเขามาร่วมชีวิตด้วย และขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกให้รู้เช่นนั้นบ่อยๆ เชื่อว่าคุณผู้ชายจะต้องถึงอ้าปากค้างแน่นอน”

*******************************************

ที่มาของข้อมูล: จาก รีดเดอร์ส ไดเจสท์ มิถุนายน 2549 หน้า 81-87.

27 กันยายน 2549

By โดย ไดแอน เฮลส์/ รีดเดอร์ส ไดเจสท์ มิถุนายน 2549 หน้า 81-87.

Views, 14302