ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ดัชนีความสุข: กับหลากหลายมุมมอง

ดัชนีความสุข: กับหลากหลายมุมมอง

"ขอให้เรารักษาระดับดัชนีความสุขอันดับที่ 32 ซึ่งสามารถช่วยกันรักษาโดยคนไทยทั้งประเทศ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

...เป็นคำกล่าวเมื่อวันก่อนของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในภาวะที่เมืองไทยยังวุ่นวายไม่จบสิ้นเพราะปัญหาการเมือง เป็นคำกล่าวอันสืบเนื่องจากกรณีที่มูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ (เอ็นอีเอฟ) ออกมาเปิดเผยผลสำรวจ “ดัชนีความสุข” ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เมื่อวันที่ 12 ก.ค. โดย “ไทยอยู่อันดับ 32”

“ดัชนีความสุข” คำนี้เริ่มเป็นที่คุ้นหูมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดัชนีนี้วัดจากอะไร-สะท้อนข้อเท็จจริงอย่างไร ???

ทางมูลนิธิเอ็นอีเอฟทำการสำรวจดัชนีความสุขของประชากร 178 ประเทศ โดยใช้ตัววัดคือ มาตรฐานความเป็นอยู่ ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ความพอใจในการมีชีวิต ความคาดหวังในชีวิต ปริมาณการใช้สภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิต ปริมาณที่ดินที่เหมาะสมสำหรับจำนวนประชากร และการบริโภคพลังงาน

และพบว่า...ประเทศที่เป็นหมู่เกาะเล็ก ๆ อยู่แถบมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้อย่างประเทศ วานูอาตู เป็นประเทศที่มีดัชนีความสุขสูงสุดเป็นอันดับ 1 ขณะที่ประเทศโคลอมเบีย คอสตาริกา โดมินิกา และปานามา ติดอันดับท็อปไฟว์ ส่วนประเทศที่มีดัชนีความสุขน้อยที่สุดคือประเทศซิมบับเว ซึ่งอยู่ในอันดับ 178 อันดับบ๊วยสุด

เป็นที่น่าสังเกตว่า...จากการสำรวจดังกล่าวนี้ประเทศที่เป็นมหาอำนาจ ประเทศใหญ่ ๆ ก็ใช่ว่าจะมีดัชนีความสุขอันดับสูง ๆ เช่น อิตาลี อยู่อันดับที่ 66, เยอรมนี อันดับที่ 81, ญี่ปุ่น อันดับที่ 95, อังกฤษ อันดับที่ 108, แคนาดา อันดับที่ 111, ฝรั่งเศส อันดับที่ 129, สหรัฐอเมริกา อันดับที่ 150, รัสเซียอยู่อันดับที่ 172

สำหรับประเทศในแถบเอเชีย ไม่น่าเชื่อว่า...ประเทศที่มีดัชนีความสุขน้อยที่สุดคือประเทศ สิงคโปร์ โดยอยู่ในอันดับที่ 131 และน่าคิดยิ่งขึ้น...เมื่อ เวียดนาม จัดเป็นประเทศที่มีดัชนีความสุขสูงที่สุดในแถบเอเชีย อยู่อันดับที่ 12 ตามมาด้วยภูฏาน, ฟิลิปปินส์ อยู่อันดับที่ 17, อินโดนีเซีย 23, จีน 31, มาเลเซีย 44 และอินเดีย อันดับที่ 6

ส่วน ไทย ซึ่งทางมูลนิธิเอ็นอีเอฟระบุว่ามีดัชนีความสุขอยู่อันดับที่ 32 นั้น ในประเทศไทยเราเองทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็เคยทำการสำรวจความเชื่อมั่นทางสังคมหรือ “ดัชนีความสุข” ของคนไทยเช่นกัน ที่แย่ก็คือพบว่าดัชนีความสุขของคนไทย อยู่ในระดับ “ต่ำกว่า 100” แสดงว่าความสุขของคนไทยยังอยู่ในระดับที่ไม่ดีนัก !!

ซึ่งจากการสำรวจของทางไทยเราเองนั้นพบว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากคนไทย-เมืองไทยยังมีปัญหาทั้งเรื่องค่าครองชีพสูงขึ้น ปัญหายาเสพติด รวมถึงการคอร์รัปชันที่ค่อนข้างสูงในแวดวงที่มีผลต่อประเทศโดยตรง

กับนิยามความหมายของคำว่า “ดัชนีความสุข” นั้น ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ บอกว่า... ก็คือตัวที่จะเป็นเครื่องชี้วัดความพึงพอใจในชีวิตปัจจุบันของประชาชน

“ความสุขที่แท้จริงของประชาชนนั้นไม่สามารถใช้รายได้ หรือใช้เศรษฐกิจ เป็นตัวชี้วัดได้ เพราะคนเรามีนิยามความสุขที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งการสำรวจดัชนีความสุขของประชาชนก็เพื่อให้ทราบว่า ในช่วงเวลานั้น ๆ ความสุขของคนคืออะไร คนมีความสุขเพราะอะไร อะไรที่เป็นที่มาของความสุข”

ดร.ธนวรรธน์ยังบอกอีกว่า... รูปแบบการสำรวจ การประเมินค่า การวัดดัชนีความสุขของผู้คนนั้น ก็จะเป็นการประเมินสอบถามกับประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างกันแบบตรง ๆ ไปเลยว่าตอนนี้มีความสุขไหม การทำอย่างนี้ก็จะได้รู้ว่าประชาชนกำลังมีความสุขมากน้อยแค่ไหน และมีความสุข-ไม่มีความสุขด้วยเรื่องอะไร

การทำการสำรวจดัชนีความสุขของประชาชนนั้น ถือว่ามีความแม่นยำพอสมควร เพราะการประเมินค่าความสุขก็จะใช้ข้อมูลสถิติใน การประเมินผล ดังนั้น การประเมินผลค่าความสุขจึงมีความแม่นยำ เป็นวิชาการ

“ผลสะท้อนจากการวัดค่าความสุขของประชาชนนั้น คือทำให้รู้ว่ามีองค์ประกอบด้านไหนที่ทำให้คนมี-ไม่มีความสุข ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเศรษฐกิจหรือสังคม ทำให้สามารถติดตามประเมินผลเพื่อหาทางแก้ไขได้อย่างตรงจุดมากขึ้น” ...ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจกล่าว

ทั้งนี้และทั้งนั้น กับเรื่องของ “ดัชนีความสุข” นี้ ก่อนหน้านี้ทางสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก็ได้มีการสำรวจ ประเมินความสุขมวลรวมของประชาชนคนไทย และพบว่า... “คนไทยมีความสุขมากขึ้นในช่วงงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว !!”

จากการสำรวจประเมินความสุขของทางเอแบคโพลยังพบว่า... ปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้คนไทยมีความสุขก็ได้แก่ มีความสุขกับธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี รวมไปถึงความรักและสามัคคีของคนไทยด้วยกัน และในทางตรงกันข้าม...นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว “ปัญหาทางการเมืองส่งผลกระทบทำให้คนไทยมีความสุขน้อยลง !!”

"ขอให้เรารักษาระดับดัชนีความสุขอันดับที่ 32 ซึ่งสามารถช่วยกันรักษาโดยคนไทยทั้งประเทศ...” ...เป็นเสียง “ร้องขอ” ที่คนไทยทั้งหลาย “ควรจะช่วยกันให้” ข้อมูลความสุขหรือ Happiness Data นั้นสามารถนำมาใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความสุขของคนเราได้จริง

การนำข้อมูลความสุขมาวิเคราะห์ในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยความสุข หรือ Economics of Happiness ส่วนใหญ่จะใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์และทางสถิติในทฤษฎีจุลภาค (Microeconometrics) มาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความสุข และปัจจัยชีวิต รวมทั้งปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ อย่างเช่น เงิน ประวัติการว่างงาน การศึกษา ชีวิตแต่งงาน และทุนทางสังคม โดยมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์จาก Southern California สหรัฐอเมริกา

ผลการวิจัยแรกๆ ของ Easterlin พบว่าคนที่มีเงินมากกว่า ส่วนใหญ่จะมีความสุขมากกว่าคนที่มีเงินน้อยกว่า แต่ว่าเมื่อรายได้ของคนทั้งประเทศเพิ่มขึ้นไปจนถึงจุดหนึ่งแล้วความสุขกลับไม่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ปรากฏการณ์นี้ หรือที่เรียกกันในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ว่า "Easterlin Paradox" สามารถอธิบายได้โดยใช้ทฤษฎีการเปรียบเทียบ (Social Comparison) และทฤษฎีการปรับตัว (Habituation) พูดง่ายๆ ก็คือว่า คนเรานั้นเมื่อมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปจนถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็จะเริ่มนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

การนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจะมีผลบวกกับความสุขก็ต่อเมื่อเรามีรายได้ที่มากกว่าคนอื่นเท่านั้น คนที่มีรายได้ที่น้อยกว่าคนทั่วไปส่วนใหญ่ ก็จะมีสุทธิความสุข หรือ Net Happiness ที่ได้มาจากการเปรียบเทียบทางสังคมเป็นค่าลงไป เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบทางสังคมก็จะส่งผลให้คนทั่วไปส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในที่ทำงานมากขึ้น และมีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลง เพื่อที่จะผลักดันให้ตนเองมีรายได้ที่ดีกว่าคนอื่น เพื่อจะได้มีความสุขมากกว่าคนอื่น

แต่ว่าการเปรียบเทียบทางสังคมนั้น กลับไม่ส่งผลประโยชน์ให้กับความสุขโดยรวม หรือ Social Happiness เลย เพราะว่าความสุขที่ได้มาจากการเปรียบเทียบเป็น Zero-sum Game ซึ่งจำนวนของคนที่ได้จะเท่ากับจำนวนของคนที่เสีย ส่วนความสุขโดยรวม อาจจะลดลงไปด้วยซ้ำ ถ้าหากว่าความสุขที่เราได้มาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นวัดได้น้อยกว่าความสุขที่เราควรจะได้รับมาจากการใช้เวลาอยู่กับครอบครัว และคนที่เรารัก

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ คนเรานั้นสามารถปรับตัวไปกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นเร็วมาก จากผลการวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ชาวสวิส Alois Stutzer แห่งมหาวิทยาลัย Zurich สรุปให้เห็นว่า ความทะเยอทะยานทางด้านรายได้ (Income Aspiration) ของคนเรา ส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กันกับรายได้ที่เราได้รับมาซึ่งก็จะทำให้ความพึงพอใจกับรายได้ และชีวิตเราลดลงไปด้วย

Andrew Oswald นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษแห่งมหาวิทยาลัย Warwick กล่าวว่า ความสุขที่เราได้มาจากเงินนั้นมีค่าน้อยมาก เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับความสุขที่เราได้มาจากปัจจัยอื่นๆ ในชีวิต

Oswald ได้ใช้เทคนิคที่ว่าด้วยสมการความสุข หรือ Happiness Equation มาแสดงให้เห็นว่า ถ้ารัฐบาลอังกฤษต้องการที่จะจ่ายค่าชดเชยคนๆ หนึ่ง ที่มีความทุกข์จากการว่างงาน เพื่อที่จะทำให้คนคนนั้นกลับไปมีความสุขเทียบเท่ากับตอนที่เขายังมีงานประจำทำ รัฐบาลจะต้องจ่ายเงินเขาเป็นจำนวน E 75,000 หรือเป็นเงินไทยก็ประมาณ 5.6 ล้านบาทต่อปี

*******************************************

จาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม 2549

30 ตุลาคม 2549

By โดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม 2549

Views, 11166