ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

นวตกรรมวิทยาศาสตร์สมอง

นวตกรรมวิทยาศาสตร์สมอง
โดย DMH Staffs กรมสุขภาพจิต

นวตกรรมวิทยาศาสตร์สมอง

โดยปกติแล้วการตรวจสมองมักจะตรวจเพื่อหาความผิดปกติของเนื้องอก หรือไม่ก็หาพยาธิสภาพเฉพาะที่ที่เกิดในสมองเท่านั้น ดังเช่น มีรอยช้ำหรือเลือดออก เป็นต้น ปัจจุบันการศึกษาเรื่องสมองมีการตรวจในเชิงลึก เพื่อตรวจสอบการทำงานของสมองในแต่ละส่วนอย่างละเอียด ขณะเดียวกันก็มีความแม่นยำสามารถพิสูจน์ได้โดยวิธีวิทยาศาสตร์ บทความที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นมุมมองในวิทยาศาสตร์สมองแนวใหม่ ความคืบหน้าในทางวิทยาศาสตร์สมองเปรียบเหมือนดาบสองคม สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับผู้เกี่ยวข้องคือการเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวบุคคล (ซึ่งน่าจะเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะเปิดเผยหรือไม่ก็ได้) ทำให้เกิดบรรยากาศของการไต่เส้นแบ่งทางศีลธรรม จึงมีนักวิชาการหลายท่านเริ่มมีการกล่าวถึงความมีจริยธรรมกับการศึกษาวิทยาศาสตร์สมองกันมากขึ้น ทำให้เกิดศาสตร์ทางด้านนี้โดยเฉพาะขึ้นมาที่รู้กันในชื่อ “Neuroethics”

Neuroethics: (1) ความหมาย

Neuroethics ในที่นี้ขอใช้คำว่า “จริยธรรมทางสมอง” เป็นการรวมกันของศาสตร์สองเรื่องคือ หนึ่งเรื่องของการศึกษาด้าน ประสาทวิทยา “neuroscience” และองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสมอง “neurotechnology” คำว่า จริยธรรมทางสมอง เป็นประเด็นอภิปรายที่จะศึกษาความเป็นศีลธรรมที่สัมพันธ์กับวิทยาศาสตร์ด้านจิตใจ จากข้อคิดเห็นและห่วงใยของนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาวิจัยที่ต้องเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตมนุษย์ ทำให้เกิดข้อคำถามถึงแนวทางจริยธรรมของการศึกษา ซึ่งนักวิชาการที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น นักปรัชญา นักจริยศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ เริ่มมีการอภิปรายประเด็นปัญหาดังกล่าวในสมัยศตวรรษที่ 21 นี่เอง การเจริญเติบโตและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทางสมอง ทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ในแง่ของปฏิกิริยาของบุคคล กฎหมาย และกระบวนการทางยุติธรรมมากขึ้น ซึ่งมีการทำนายว่า ปี 2020 (1) จะสร้างปัญหาในเชิงกฎหมายและจริยธรรมเป็นอย่างมาก

จากการนำเสนอบทความในหนังสือไทม์ ฉบับเดือนมกราคม 2007 (2) ที่ผ่านมาว่า เมื่อไม่กี่ปีนี่เอง นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ได้วิจัยเพื่อค้นหาลักษณะทางจิตวิทยาของความเป็นลัทธิเผ่าพันธ์ของบุคคลกลุ่มเหยียดผิว (ในกลุ่มคนอเมริกันผิวขาวและผิวดำ) และทำสแกนสมองด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ (fMRI) เพื่อดูการทำงานของสมอง พบภาพสแกนที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อมีการสแกนใบหน้าระหว่างผิวขาวและผิวดำ โดยพบการทำงานของสมองส่วนอะมิกดาลา (amygdala) เพิ่มมากกว่าปกติ ซึ่งบริเวณนี้เป็นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้นก็คือผลการตรวจนี้สอดคล้องกับการทดสอบทางจิตวิทยา (psychological test) ที่ทดสอบระดับจิตไร้สำนึกยืนยันตรงกัน [ท่านที่สนใจเพิ่มเติม อ่านได้จากข่าวของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ได้นำเสนอผลงานของ Cambridge, Mass. - December 8, 2004: 3 ขอสรุปสั้นๆว่านักจิตวิทยาสามารถยืนยันการทำงานที่ผิดปกติของสมองส่วนอะมิกดาลา จาก fMRI เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติที่แสดงออกทางอารมณ์ของบุคคที่มีอคติในเรื่องการเหยียดสีผิว] ซึ่งเรื่องนี้ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้ด้านประสาทวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ชื่อ Martha Farah ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ถึงแม้ว่เทคโนโลยีนี้อาจจะยังไม่เหมาะที่จะถูกนำมาใช้ แต่องค์ความรู้ที่ได้จากเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับกรมตำรวจได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่าง การแสกนจะช่วยกระบวนการสืบสวนให้สามารถแยกกลุ่มเหยียดผิวออกได้ เป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการแยกแยะกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอยังกล่าวต่ออีกว่า เทคโนโลยีนี้จะเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพที่ช่วยยืนยันประเด็นยากๆ ที่เป็นความลับ และไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนได้

จุดเริ่มต้นของจริยธรรมสมอง

ผลการศึกษาอย่างกว้างขวางของวิทยาศาสตร์สมอง ในมุมมองทางด้านปรัชญาและศีลธรรม เริ่มขึ้นมาตั้งแต่การสัมมนาเชิงวิชาการเมื่อปี 2002 ที่ได้เปิดประเด็นให้มีการอภิปรายและศึกษาในวงกว้าง โดยมีเรื่องที่สำคัญเกิดขึ้นหลังจากนั้น เช่น การก่อตั้งสมาคมเพื่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (AAAS) และเผยแพร่ผลงานด้านวิทยาศาสตร์สมอง, รวมทั้งสามารถก่อตั้งศูนย์กลางด้านจริยธรรมชีวภาพ (Bioethics) ขึ้นในมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

ในทันทีที่มีความก้าวหน้าในการวิจัยศึกษาเรื่องวิทยาศาสตร์สมอง ก็จะส่งผลกระทบเรื่องของศีลธรรมและกฎหมายตามมา จึงมีคำถามในประเด็นจริยธรรมการศึกษาเกิดขึ้น เพราะได้เข้ามากระทบกับวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ดังเช่นผลการศึกษาวิจัยกลุ่มบุคคลเหยียดสีผิว โดยการตรวจสแกนสมอง fMRI มีหลักฐานยืนยันจากการตรวจทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถเชื่อมโยงให้มองเห็นการทำงานของสมองที่ผิดปกติได้ ผลจากเรื่องนี้ทำให้เรามองเห็นภาพอย่างหนึ่งว่า บางทีการสแกนสมองกำลังจะนำวิทยาศาสตร์ไปค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตัวของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความเป็นตัวตนของบุคคล ความคิด และความรู้สึก จากการเปิดเผยของอดีตผู้อำนวยการด้านยาเสพติดสหรัฐ (NIDA; 1994-2001) และปัจจุบันเป็นซีอีโอสมาคมเพื่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์สหรัฐ (The American Association for the Advancement of Science: AAAS เป็นองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์) ชื่อ ดร. อลัน แอล เลส์ชเนอร์ ผู้คว่ำหวอดอยู่ในวงการวิทยาศาสตร์สุขภาพมายาวนาน เป็นอดีตรองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ (National Institute of Mental Health: NIMH) เขากล่าวว่า ไม่ยากเลยถ้าเราจะค้นหาปัญหาที่เกิดกับสมอง แต่ที่ไม่แน่ใจคือเรื่องของจิตใจต่างหาก ขณะเดียวกัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Judy Illes จากสแตนฟอร์ด ที่มีผลงานวิชาการด้านจริยธรรมทางการแพทย์ ผู้เป็นเจ้าของผลงานการศึกษา เรื่องจริยธรรมกับการศึกษาทางการแพทย์ด้านประสาทวิทยา ถือว่าเป็นผู้ริเริ่มให้ผู้สนใจรู้จักคำว่า “Neuroethics” (1989-2003) เธอกล่าวว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สมองโดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่นี้ กำลังคืบคลานเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเราเกินกว่าที่คาดไว้ เพราะมันไม่เพียงแค่เรื่องที่ทำนายอนาคตได้เท่านั้น ยังเป็นเรื่องที่จะสามารถทดสอบพนักงาน เพื่อหาความสามารถในการทำงานเป็นทีมที่ดี หรือหาทักษะผู้นำหรือผู้ตามที่ดี ของบุคคลได้

แต่ก่อนที่จะมีการนำเครื่องมือไฮเทคนี้มาใช้ ได้มีข้อคิดเห็นจากนักวิชาการที่ทำการวิจัยถึงคำเตือนบางอย่างทางจริยธรรม เพื่อทำความเข้าใจว่าเรื่องใดสามารถทำได้เรื่องใดทำไม่ได้ ดร. มาธา ฟาราฮ์ กล่าวในประเด็นนี้ว่า จริงอยู่ว่าความชาญฉลาดของเทคโนโลยีใหม่นี้สามารถช่วยตรวจสอบบุคลิกภาพของบุคคลได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น เครื่องมือนี้มีความสามารถพอที่จะค้นหาบุคลิกภาพแฝงความเป็นอาชญากร ของบุคคลที่มีความเข้มงวดเด็ดขาด ขณะเดียวกันการตรวจยืนยันก็มีความเป็นมาตรฐาน ซึ่งความเป็นไฮเทคโนโลยีของเครื่องมือนี้ เป็นเพียงสัญญาณเตือนบางสิ่งบางอย่างที่ได้จากการสแกนสมอง ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการ แต่อาจจะสร้างความกังวลใจให้กับผู้คนทั่วไปได้ เพราะบางคนอาจจะมองว่าเรื่องนี้กำลังละเมิดเข้าไปล่วงรู้ความลับของบุคคล ทั้งที่เป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดมากกว่าจะมองว่าเป็นเพียงสัญญาณเตือนภัย ในบางทีจึงมีคำถามตามมาว่า หากมีการอนุญาตให้ใช้เครื่องมือนี้มาเพื่อทำการทดสอบการบรรจุเป็นพนักงาน การรับนักเรียนใหม่, หรือแม้แต่การบรรจุเข้ารับราชการ ได้หรือไม่นั้น คำตอบคงจะยังไม่ชัดเจนนัก เพราะในการให้นักจิตวิทยาทำการทดสอบพนักงานเข้าทำงาน หรือการที่โรงเรียนทำการทดสอบเด็กอายุ 3-4 ปี เพื่อทดสอบการอ่านแนวทางแก้ปัญหาของเด็กเมื่อเผชิญปัญหา และสแกนสมองยืนยันการทดสอบที่แน่นอนนั้น บางครั้งผลกระทบจากการสแกนสมองเพื่อยืนยันการทดสอบนั้น หากมีการนำมาใช้ในทางผิดกฎหมาย หรือใช้เพื่อกีดกันบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อาจจะนำมาซึ่งปัญหาที่ตามมาในภายหลังได้ เพราะบางที ความรู้สึกในเชิงทำลายล้างของบุคคลควรจะถูกเก็บไว้เป็นความลับในสมอง เนื่องจากยังไม่มีการยืนยันว่าแค่ความรู้สึกนึกคิดเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายแล้ว

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สมองกับกระบวนการยุติธรรม

ในกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐ (ถือเป็นประเทศผู้นำที่ให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนมาก) อาจจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในกระบวนการยุติธรรมในไม่ช้านี้ ซึ่งเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย Paul Applebaum กล่าวว่า ในกฎหมายอาญาของสหรัฐในปัจจุบัน ได้ให้สิทธิ์แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถกระทำการบางอย่างได้ ยกตัวอย่าง คือการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถนำบุคคลที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าดื่มสุราขณะขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ มาตรวจเลือดหาระดับอัลกอฮอล์ หรือไม่ก็ตรวจสมองด้วยเอ็มอาร์ไอ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการยินยอมจากผู้ถูกกล่าวหาหรือรอหมายศาล ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากสแตนฟอร์ดที่ชื่อ แฮงก์ กรีลีย์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ที่อัยการอาจจะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสแกนสมองเพื่อการค้นหาหลักฐานยืนยันบางอย่างในสมอง ซึ่งเป็นตัวอย่างเล็กน้อยที่ทำให้มองเห็นว่า เรื่องนี้เป็นวิธีปฏิบัติใหม่ที่กำลังจะคืบคลานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐ

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สมองกับความมั่นคงแห่งชาติ (สหรัฐ)

จากการสัมนาระหว่างนักวิชาการหลายฝ่ายและผู้แทนของรัฐบาลสหรัฐ ณ มหาวิทยาลัยทัฟส์ เมื่อเดือนกันยายน 2006 ในหัวข้อ “จริยธรรมสมองและความมั่นคงแห่งรัฐ (Neuroethics and Homeland Security)” (4) [เป็นระดมสมองเพื่อจะนำประเด็นเรื่องกฎหมาย จริยศาสตร์ นโยบายรัฐบาล และองค์ความรู้ด้านสติปัญญา เพื่อใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์สมอง เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเรื่องอาชญากรรมระหว่างประเทศและสงคราม] โดยได้อภิปรายถึงศักยภาพและและวิธีการตรวจสอบความรู้สึกนึกคิดในสมองของบุคคล เพื่อหาสรุปเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งในประเด็นของเครื่องมือไฮเทค fMRI ได้รับการยืนยันจาก Cephos Corp., (ที่เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาเทคโนโลยี fMRI: functional magnetic resonance imaging (5) เครื่องมือนี้ใช้เพื่อตรวจหาการทำงานที่ผิดปกติในสมองโดยการตรวจหาระดับออกซิเจนเมื่อมีการไหลเวียนของเลือดขณะที่สมองส่วนนั้นๆทำงาน ทำให้เครื่องสแกนสามารถจับภาพ และแสดงสีให้เห็นชัดเจนมากขึ้นกว่าการสแกนแบบเดิมที่เรียกว่า standard magnetic resonance imaging) เปิดเผยว่าเทคโนโลยีนี้สามารถตรวจสแกนสมองคนในขณะที่พูดความจริงและโกหก ซึ่งยืนยันความถูกต้องถึง 90% และจะสามารถนำมาใช้ได้ในปลายปี 2007 สอดคล้องกับคำยืนยันของซีอีโอบริษัทที่ชื่อ สตีเฟน ลาเก้น กล่าวว่า ด้วยความชาญฉลาดของเครื่องมือและการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในชุมชน ต่อไปนี้รัฐบาลสหรัฐคงไม่เหนื่อยใจเพื่อจะบอกว่าเวลานี้ “บิลลาเดน” อยู่ที่ไหน

ไม่เฉพาะหน่วยบริการด้านการตรวจทางสติปัญญาเท่านั้น ที่สนใจเทคโนโลยีนี้ มีองค์กรและส่วนบุคคลที่สนใจและตั้งความหวังกับการนำเทคโนโลยีไปใช้ เช่น การตรวจเพื่อทำนายว่าคู่ครองของเราจะไปกันได้หรือไม่ หรือดูว่าคู่สมรสของเรานั้นเป็นคนจอมโกหก หรือเป็นนักดื่มหรือไม่ เหล่านี้เป็นต้น ต่อข้อคำถามที่ว่า ถ้าหากนำเทคโนโลยีนี้มาใช้แก้ปัญหาครอบครัวจะทำได้หรือไม่ ในประเด็นนี้ศาสตราจารย์กรีลีย์ให้ข้อคิดเห็นว่า ความรู้จากเรื่องนี้เป็นความพยายามที่จะหาสัญญาณร้ายบางอย่าง หรือแม้แต่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการค้นหาความเสี่ยงของบุตรหลานด้านยาเสพติดหรือปัญหาเรื่องเพศ ก็สามารถยืนยันจากการตรวจเอ็มอาร์ไอได้ เพื่อให้สังคมได้เตรียมรับมือกับปัญหาได้ขณะเดียวกันได้ช่วยครอบครัวกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ในการป้องกันปัญหาไม่ให้ลุกลามใหญ่โตจนอยู่ในขั้นแก้ลำบาก

อย่างไรก็ตามมีคำเตือนจากนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ที่เกรงว่าจะมีการนำความรู้ไปใช้ในทางในอันที่ไม่ดี ด้วยนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้ ต้องการศึกษาและเผยแพร่องค์ความรู้เพื่อยืนยันความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ และความก้าวหน้าในเชิงวิชาการ ขณะเดียวกัน ก็ได้ให้คำแนะถึงข้อจำกัดด้านจริยธรรม กว่า 180 หน้า เพื่อจำกัดขอบเขตไม่ให้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในทางที่ไม่ดี

บทส่งท้าย

ในท้ายที่สุดนี้ ผู้อ่านคงน่าจะได้มองเห็นภาพนวตกรรมทางวิทยาศาสตร์สมองและขอบเขตด้านจริยธรรม และมีข้อสรุปในใจเกิดขึ้นแล้ว ความเกี่ยวข้องและมุมมองการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สมองนั้น มีผลกระทบในวงกว้างต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ความก้าวหน้าในทางวิทยาศาสตร์ บางทีก็จะถูกตั้งข้อสงสัยว่าถูกจริยธรรมหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นมนุษย์แล้ว นี่เป็นวิถีทางธรรมชาติของปฏิกิริยาตอบสนองของการป้องกันตนเอง เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะคืบคลานเข้าไปในตัวตนของบุคคล จำต้องมีการปกป้องตนเองเพื่อให้เกิดความสมดุลย์โดยธรรมชาติ เพื่อคลายความกังขาว่า ฝ่ายที่ใช้องค์ความรู้ใหม่ที่ถือเป็นเทคโนโลยีทางวิชาการแพทย์จะไม่ใช้อย่างเรื่อยเปื่อย แต่มีขอบเขตทางจริยธรรมค้ำจุนอยู่นั่นเอง

*******************************************

อ้างอิง

1. Neuroethics: http://en.wikipedia.org/wiki/Neuroethics

2. "Who should read your mind?"; http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1580378,00.html

3. Brain Activity Reflects Complexity Of Response To Other-Race Faces: http://www.fas.harvard.edu/home/news_and_events/releases/brain_12082004.html

4. Stony Brook University Researcher Heads Workshop On Neuroethics And Homeland Security: http://commcgi.cc.stonybrook.edu/artman/publish/article_1203.shtml

5. Functional magnetic resonance imaging (fMRI) http://www.cephoscorp.com/; http://www.cephoscorp.com/cephospr092705.pdf

12 พฤศจิกายน 2550

By โดย DMH Staffs กรมสุขภาพจิต

Views, 9701