ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

พัฒนาสมองต้องทำตั้งแต่แรกกำเนิดชีวิต

พัฒนาสมองต้องทำตั้งแต่แรกกำเนิดชีวิต

โดย DMH Staffs

พัฒนาสมองต้องทำตั้งแต่แรกกำเนิดชีวิต

เนื่องจากสมองซึ่งเป็นอวัยวะที่สัมพันธ์ต่อความฉลาดทางสติปัญญาหรือ “ไอคิว” และความฉลาดทางอารมณ์หรือ “อีคิว” โดยตรงนั้น เริ่มก่อตัวและเจริญเติบโตตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์มารดา และมีพัฒนามากที่สุดในช่วงเวลา 6 ปี แรกของชีวิต ดังนั้นช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นช่วงเวลาทองที่ควรเร่งกระตุ้นให้สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาพัฒนาให้มากที่สุด

6 ปีแรกที่สามารถชี้ขาดชะตาชีวิต

เด็กทารกเมื่อแรกคลอดจะมีเซลล์สมองประมาณ 1 แสนล้านเซลล์ และจะไม่เพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นการบำรุงครรภ์และการดูแลสุขภาพของแม่ให้ดีตั้งแต่ต้นจึงเป็นการปูพื้นฐานที่สำคัญให้แก่เซลล์สมองของลูก

อย่างไรก็ดี สำหรับใยประสาทรับข้อมูลและส่งข้อมูลซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างเซลล์สมอง ในเด็กทารกแรกคลอดจะมีเพียงประมาณร้อยละ 20 ของสมองผู้ใหญ่เท่านั้น จากนั้นการขยายตัวและเพิ่มจำนวนสายใยประสาทจะเป็นไปอย่างรวดเร็วในช่วง 6 ปีแรก แต่จะมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและการกระตุ้นโดยสมองที่มีใยประสาทมากก็จะยิ่งฉลาดและเรียนรู้ได้เร็ว

วิธีที่เหมาะสมในการกระตุ้นสมองของเด็กวัยต่างๆ

หลักการสำคัญที่จะช่วยให้เด็กทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงวัยรุ่นมีการพัฒนาของสมองสมวัย คือการแสดงความรักของพ่อแม่ การให้ความอบอุ่นและใส่ใจ รวมทั้งการสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้จากสิ่งรอบข้างตามธรรมชาติ

ส่วนวิธีการกระตุ้นสมองของลูกในช่วงวัยต่างๆ ให้พัฒนาอย่างเต็มที่ทำได้ดังนี้

• อายุ 1 เดือนครึ่ง – 3 เดือน ใช้โมบายที่รูปร่างแปลกๆ มีสีสันฉูดฉาด แต่ปลอดภัยต่อเด็กเล็ก ในการกระตุ้นประสาทสัมผัสทางตา หู และการเคลื่อนไหวของเด็ก เพื่อช่วยให้เกิดการประสานสัมพันธ์ระหว่างเซลล์สมองแต่ละระบบ ซึ่งเป็นรากฐานของความจำและการเรียนรู้

• อายุ 3 – 6 เดือน เด็กวัยนี้ไม่ชอบให้มีอะไรหลายๆ อย่างเข้ามาพร้อมกัน แต่มักจะสนใจของเพียงอย่างเดียว โดยใช้เวลาพิจารณาค่อนข้างนาน จึงไม่ควรให้เด็กมีของเล่นหลายชิ้นจนเกินไป เพราะจะสร้างความสับสนและทำให้เด็กเลือกไม่ถูก แล้วอาจจะเกิดเป็นนิสัยหวงของ

• อายุ 6 – 13 เดือน เป็นช่วงเวลาเริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยการสำรวจควรใส่ของเล่นแบบต่างๆ ลงในกระป๋องทึบที่มีฝาเปิด – ปิดได้ เพื่อให้เด็กสำรวจของที่ซ่อนอยู่ในกระป๋องทุกวัน การกระตุ้นให้เด็กมีนิสัยช่างสำรวจและอยากรู้อยากเห็นจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาด้านการเรียนรู้ที่ดีในอนาคต

• อายุ 15-18 เดือน เป็นช่วงที่เด็กกำลังพัฒนาด้านภาษาเด็กอาจพูดไม่ชัดและ ไม่สามารถพูดคำพูดยาวๆ ได้ พ่อแม่ควรฟังและให้ความสนใจกับสิ่งที่เด็กพยายามสื่อสารอย่างอดทนอย่าทำท่าทีเบื่อหน่ายหรือเร่งรัดให้เด็กพูด

• อายุ 18 เดือน – 2 ปี เด็กจะพัฒนาความเป็นตัวตนมากขึ้นบางครั้งก็แสดงความเห็นแก่ตัวออกมา เพราะยังไม่สามารถควบคุมความต้องการของตนเองได้ พ่อแม่จะต้องสอนให้ลูกเรียนรู้ที่จะแบ่งปัน ด้วยการอธิบายอย่างอ่อนโยน ไม่ควรใช้ความรุนแรง เช่น ดุ หรือด่าทอด้วยเสียงดังเมื่อเด็กแย่งของเล่นกัน

• อายุ 2 – 3 ปี เมื่อเข้าสู่อายุ 2 ขวบ จุดเชื่อมเซลล์ประสาทในสมองจะเพิ่มขึ้นจากเมื่อแรกเกิดเป็นล้านล้านตัว และมีการคัดเลือกเซลล์สมอง สมองส่วนใดที่ใช้บ่อยๆ จะแข็งแรงและถูกเก็บไว้ สมองส่วนไหนที่ไม่ค่อยได้ใช้จะอ่อนแอและถูกทำลายไปในที่สุด เด็กวัยนี้เริ่มมีจินตนาการและยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง จึงมักเล่นสมมติบทบาทเพื่อให้รู้สึกว่าตนเองควบคุมทุกอย่างได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ยังชอบขีดเขียนวาดรูป แม้จะดูไม่เป็นรูป แต่เป็นสิ่งที่แสดงความรู้สึกนึกคิด ทั้งยังช่วยฝึกฝนการควบคุมมือและนิ้ว จึงควรให้ความสนใจกีบผลงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความภูมิใจให้เด็ก พ่อแม่ควรให้ลุกทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกับเด็กอื่นๆ เพื่อให้เด็กมีการปรับตัวเข้ากับเพื่อนและเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการการเข้าร่วมสังคมขั้นพื้นฐาน

• อายุ 3 – 6 ปี เด็กกำลังเรียนรู้ที่จะเติบโต คุณลักษณะต่างๆ เช่น ความรับผิดชอบ การนับถือตนเอง การเคารพผู้อื่น จะเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่อยู่รอบตัวเด็ก ระบบสมองส่วนใดที่มีการใช้งานบ่อยก็มีความพร้อมที่จะปรับและพัฒนาให้สูงขึ้นในอนาคต เด็กมักจะพูดมากขึ้น ช่างซักช่างถาม พ่อแม่ควรตอบข้อสงสัยของลูกอย่างใจเย็น อย่าตัดบทหรือปัดรำคาญ การคิดของเขาเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น และมีสมาธิกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานขึ้น ควรส่งเสริมทักษะการอ่าน

ในด้านร่างกาย เด็กมีความคล่องตัวสูง และควบคุมการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ได้ดี เหมาะกับการเล่นที่ต้องใช้การประสานงานของอวัยวะ เช่น วิ่ง กระโดดเชือก กิจกรรมเข้าจังหวะ หรือเล่นละครที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายตามบท.

*******************************************

ข้อมูลจาก คู่มือ ไอคิวและอีคิว ความฉลาดสองด้านเพื่อความสมบูรณ์ของมนุษย์:

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

5 กันยายน 2551

By DMH Staffs

Views, 13820