ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

การเสริมสร้างสุขภาพ ป้องกันโรคด้วยตนเอง

การเสริมสร้างสุขภาพ ป้องกันโรคด้วยตนเอง

โดย ศ.ภิชาน นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

ปัจจุบันนี้มีประชาชนไทยที่มีอายุมากกว่า 60 ปีถึง 11.2% ของประชากรทั้งหมด และจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ใน 25 ปี

ข้อมูลนี้มีความหมายอย่างไร

หมายความว่าประชาชนในปัจจุบันนี้มีอายุยืนขึ้น ผู้ที่เกิดวันนี้มีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ 70-80 ปี โดยเฉลี่ย ทั้งนี้ เมื่อท่านมีอายุยืนขึ้น ท่านควรที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวแบบมีคุณภาพ นั่นก็คือสามารถเดินเหินได้คล่องขับรถเองได้เมื่ออายุ 70-80 ปี กินได้ นอนได้ ถ่ายได้ หรืออาจยังมีเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย คือต้องมีอายุที่ยืน แต่คุณภาพชีวิตต้องดีด้วย

การที่จะมีสุขภาพที่ดี คือต้องดีทั้งกาย (ทั้งภายนอกและภายในร่างกาย) ใจ สังคม และปัญญา โรคความดันโลหิตสูง หัวใจ เบาหวาน อัมพาต ฯลฯ แต่ผู้ที่ไม่เป็นโรคต่างๆ นี้ส่วนใหญ่ก็ยังมีโรค “โรคภายใน” ทั้งสิ้น กล่าวคือตั้งแต่เราเกิดจะมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพของหลอดเลือดทั่วร่างกายที่จะค่อยๆ ตีบทีละเล็กละน้อยอย่างไม่มีอาการ เมื่อตีบมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่งจึงจะมีอาการ ฉะนั้นทำอย่างไรจึงจะไม่ให้หลอดเลือดเหล่านี้ตีบมากขึ้น หรือที่ตีบแล้วให้หายตีบ หรือให้ร่างกายสร้าง “ทางเบี่ยง” หรือ by pass โดยธรรมชาติหลาย ๆ คนอาจเป็นมากกว่านั้นโดยไม่มีอาการ คือเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือแม้แต่โรคมะเร็ง ฉะนั้นท่านจะต้องปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ และแม้จะปฏิบัติตนเช่นนี้แล้วก็ยังไม่มีอาการ ก็ควรไปตรวจสุขภาพกับแพทย์เป็นประจำ เพื่อตรวจพบโรคในระยะต้นๆ

การดูแลเสริมสร้างสุขภาพ ป้องกันโรคควรเริ่มตั้งแต่เกิด จริงๆ แล้งตั้งแต่เรายังอยู่ในท้องแม่ ด้วยการให้คุณแม่ไปหาสูตินรีแพทย์ตั้งแต่ตั้งครรภ์ใหม่ ๆ จะได้กิน นอน ดูแลตนเอง ไม่เป็นโรคต่าง ๆ ในระหว่างการตั้งครรภ์

ตั้งแต่เรายังเด็ก (ผ่านคุณพ่อคุณแม่) เราต้องไม่อ้วนมากไป เด็กที่อ้วนมากมักมีโอกาสอ้วนตอนเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กที่ผอม ต้องหัดให้เด็กมีพฤติกรรมที่ถูกต้องตั้งแต่เด็ก ด้วยการกินอาหารที่เหมาะสม กล่าวคือกินหนักไปทางพืช ผัก ผลไม้ พยายามหลีกเลี่ยงมันสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์อื่นๆ เครื่องใน ขนม ช็อกโกแลต น้ำหวาน และต้องออกกำลังกายที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ

การลดความเสี่ยงของการเป็นโรคต่างๆ ขึ้นอยู่กับ 9 ประเด็นเท่านั้น คือ

1. กินอาหารที่เหมาะสม ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว 2. ออกกำลังกายที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายที่ถูกต้องคือ 2.1 การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง ซึ่งก็คือการใช้กล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ เช่น แขนหรือขาอย่างต่อเนื่อง และนานพอ คือ 30 นาที 2.2 ออกกำลังกายให้หนักพอ คือต้องออกกำลังกายจนหัวใจเต้นเข้าเป้าเป็นเวลา 30 นาที เป้าก็คือ 60-80% ของความสามารถสูงสุดที่หัวใจเต้น หรือ maximal heart rate, MHR วิธีคำนวณ MHR คือ 220-อายุปี และ 2.3 ต้องออกกำลังกายเช่นนี้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ วิธีการออกกำลังกายตามหลักการนี้ก็คือ การเดินเร็ว ๆ วิ่ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน เต้นแอโรบิค กระโดดเชือก ฯลฯ สรุปก็คือ ออกกำลังกายอะไรก็ได้ที่ทำได้นานพอ หนักพอ และบ่อยครั้ง อาจเดินเร็วๆ 10 นาที วันละ 3 ครั้งก็ได้ 3. ไม่ควรสูบบุหรี่ 4. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลย หรือมากไป มากไปคือเกิน 3 หน่วยต่อวันสำหรับผู้ชาย หรือ 2 หน่วยต่อวันสำหรับผู้หญิง 1 หน่วยแอลกอฮอล์คือ 30 ซี.ซี. ของวิสกี้ หรือเบียร์ 1 ขวดเล็ก หรือ 1 กระป๋อง หรือไวน์ 85 ซี.ซี. 5. มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยอาจจะทำให้เราเป็น “โรคผู้หญิง” ธรรมดา ๆ แล้วยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อHIV/AIDS เชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสตับอักเสบซี ฯลฯ อีกด้วย 6. ไม่ใช้ยาเสพติด 7. เดินสายกลางในชีวิตในทุกเรื่อง อย่าคิดมาก โกรธมาก โลภมาก ต้องรู้จักพอ ยืดหยุ่น ให้อภัย ฯลฯ 8. ไม่เล่นการพนัน และ 9. ถึงแม้สบายดีก็ยังควรไปตรวจสุขภาพกับแพทย์เป็นประจำเมื่อถึงเวลาพอสมควร เช่น เมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป

ถ้าท่านปฏิบัติตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ท่านจะไล่ “กุ๊ย” ไปได้พอสมควร กล่าวคือท่านจะลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดตีบและอุดตันทั่วร่างกาย รวมทั้งหัวใจ สมอง ฯลฯ ต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอัมพาต โรคมะเร็งหลาย ๆ ชนิด โรคไขข้อทั้งหลาย ฯลฯ

แต่แค่นี้ยังไม่พอ ท่านควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหา “ภัยมืด” อีกด้วย เพราะผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงครึ่งหนึ่งอาจไม่มีอาการ รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานด้วย ฉะนั้นท่านควรปฏิบัติตนเองดังที่กล่าวไว้ และเมื่อท่านมีอายุประมาณ 30 ปี เสนอให้ท่านไปตรวจสุขภาพกับแพทย์ ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอาจไปตั้งแต่อายุ 20 ปีก็ได้ โดยเฉพาะถ้ามีประวัติโรคความดัน เบาหวาน ตับ มะเร็ง ฯลฯ ในครอบครัว.

*******************************************

ข้อมูลจาก สรรพสาร วงการแพทย์ ปีที่ 11 ฉบับที่ 283 หน้า 12
โดย ศ.ภิชาน นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

30 ธันวาคม 2551

By ศ.ภิชาน นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

Views, 6289