ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

บริบททางสังคมกับสุขภาพ

บริบททางสังคมกับสุขภาพ

จากหนังสือสังคมวิทยาการแพทย์, โดย ดร.เทพินทร์ พัชรานุรักษ์

คนเราส่วนใหญ่เมื่อเจ็บป่วยมักจะไปหาแพทย์เพื่อให้หายจากความเจ็บป่วย และเมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วยคนส่วนมากก็มักจะนึกถึงแพทย์ โรงพยาบาล รวมทั้งมีภาพของเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เครื่องมือวัดระดับความดันโลหิต หูฟังการเต้นของหัวใจ เป็นต้น นอกจากนั้นเมื่อพูดถึงความเจ็บป่วย คนส่วนมากมักรับรู้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะกับบุคคล เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของบุคคลที่เจ็บป่วย เป็นผลของการกระทำหรือที่เกี่ยวกับเฉพาะบุคคลนั้น เช่น เป็นความโชคร้ายของบุคคลที่ป่วย เป็นผลกรรมที่ทำมาจากการกระทำของบุคคลนั้นทั้งในชาตินี้หรือชาติก่อน หรือเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมของบุคคลนั้นๆ หรือเฉพาะในครอบครัวนั้นๆ และเมื่อคนเราเจ็บป่วย เรามักต้องการให้ความเจ็บป่วยนั้นหายโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่สุขภาพมิใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลนั้น หากสุขภาพและความเจ็บป่วยเป็นเรื่องทางสังคม เป็นประสบการณ์ทางสังคมมากเท่าๆ กับเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล

สุขภาพและความเจ็บป่วยเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม

ความเจ็บป่วยมิได้เพียงแต่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพต่อบุคคลผู้ป่วยเจ็บเท่านั้น หากสังคมมีอิทธิพลต่อความเจ็บป่วย ทั้งในการให้ความหมาย การกำหนดความเจ็บป่วย การรักษาความเจ็บป่วยรวมไปถึงกิจกรรมที่บุคคลกระทำเพื่อสุขภาพของตน ความผิดปกติทางกายที่กิแก่บุคคลนั้น จะมีการให้ความหมายที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล และในแต่ละสังคมแม้ว่าจะมีลักษณะความผิดปกติเดียวกันแต่ตีความว่าลักษณะดังกล่าวเป็นความปกติ หรือไม่ปกติแตกต่างกัน เช่น ความยาวของคอนั้นในชนเผ่ากะเหรี่ยงชนเผ่าหนึ่งซึ่งมีการให้ความหมายว่าเป็นสิ่งปกติในชุมชน หากความยาวของคอนั้นจะถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติตามการรับรู้ของบุคคลในชุมชนอื่นๆ นอกจากนั้นลักษณะความยาวของคอดังกล่าวแม้ว่าจะมีการรับรู้ว่าเป็นความปกติ แต่ก็ไม่ได้ให้ความหมายว่าความผิดปกตินั้นเป็นความเจ็บป่วย

อย่างไรก็ดีมีอาการผิดปกติที่แม้จะรับรู้ในบุคคลหนึ่งว่าเป็นความเจ็บป่วย หากในบุคคลอื่นๆ อาการนั้นไม่ได้ถูกให้คำจำกัดความว่าเป็นความเจ็บป่วย เช่น การเกิดตุ่มที่บริเวณผิวหนังในชนเผ่าพื้นเมืองในทวีปแอฟริกาบางเผ่า ซึ่งการศึกษาทางมานุษยวิทยาพบว่า ชนเผ่าดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นความเจ็บป่วย ในขณะที่ในทางการแพทย์สมัยใหม่อาการดังกล่าวจัดว่าเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง นอกจากนั้นในบางกรณีอาการผิดปกติอย่างเดียวกัน บุคคลในสังคมเดียวกันจะรับรู้ต่างกันว่าเป็นความเจ็บป่วยหรือไม่ เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในการรักษาโรคที่แพทย์ทากรวินิจฉัยว่าผู้ป่วยไม่มีโรค หากแต่ผู้ป่วยนั้นยังเชื่อมั่นว่าตนเองมีความเจ็บป่วย เช่น อาการปวดศีรษะ จุกแน่นท้อง ซึ่งการตรวจทางการแพทย์ไม่ยืนยันในสาเหตุหรืออาการดังกล่าว และไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ว่าเจ็บป่วยด้วยโรคอะไร หรืออย่างเช่นการมีอาการอ่อนเพลีย หวัด หรือการมีไข้เพียงเล็กน้อยบุคคลต่างกลุ่มในสังคมเดียวกันก็จะรับรู้ว่าตนเองมีความเจ็บป่วยหรือไม่ต่างกัน บุคคลที่มีอาชีพรับจ้างใช้แรงงานมีแนวโน้มที่จะรับรู้ว่าอาการดังกล่าวนั้นไม่ใช่ความเจ็บป่วย หากแต่เป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวเนื่องจากลักษณะการทำงานที่ต้องใช้แรงงานมากของตน ในขณะที่ในกลุ่มบุคคลที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมสูงมีแนวโน้มที่จะรับรู้ว่าอาการดังกล่าวเป็นสัญญาณของความเจ็บป่วย

ความคาดหวังของสังคมต่อการเจ็บป่วย

ปรากฏการณ์ทางสังคมของความเจ็บป่วยยังได้แสดงออกในลักษณะที่บุคคลถูกคาดหวังจากสังคมว่าควรมีการประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อมีความเจ็บป่วย และในขณะเดียวกันสังคมจะเป็นผู้ประเมินว่าบุคคลนั้นหายจากความเจ็บป่วยหรือยัง เมื่อบุคคลรับรู้ว่าตนเองมีอาการผิดปกติซึ่งเป็นความเจ็บป่วย บุคคลจะต้องมีการกระทำเพื่อคลี่คลายความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นบุคคลยังมีการรับรู้ที่ดูเหมือนจะเป็นไปโดยอัตโนมัติว่าเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งไม่ดี ไม่เป็นที่ต้องการ ต้องมีการดำเนินการขจัดให้หายไปโดยเร็ว การรีบรักษาตนเองด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การไปพบแพทย์และปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำการใช้สมุนไพร การทำพิธีกรรมต่างๆ เหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่บุคคลเรียนรู้จากสังคมในการกระทำเพื่อตอบสนองต่อความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น โดยบุคคลเรียนรู้ความรู้สึกที่ควรมี ท่าทีที่ควรกระทำ และวิธีการปฏิบัติต่อความเจ็บป่วยผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมตั้งแต่วัยเด็ก จากครอบครัวและกลุ่มต่างๆ ทางสังคม ซึ่งหากบุคคลใดแสดงออกถึงความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อตนเองมีความเจ็บป่วย ก็จะถูกตัดสินว่าเป็นบุคคลที่มีความผิดปกติและสังคมก็จะมีกฎเกณฑ์ วิธีการในการทำให้บุคคลนั้นมีการรับรู้ต่อความเจ็บป่วยและปฏิบัติในทางสังคมยอมรับ เช่น การถูกสังคมรอบข้างนินทา การแสดงออกถึงความไม่เชื่อว่าบุคคลนั้นมีความเจ็บป่วยจริง หรือในบางครั้งบุคคลนั้นอาจถูกส่งตัวเข้ารับการบำบัดพฤติกรรมหรือการบำบัดทางจิต เป็นต้น

นอกจากนั้นเมื่อบุคคลได้กระทำต่อความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นตามความคาดหวังของสังคมแล้ว สังคมยังมีอิทธิพลต่อการประเมินว่าบุคคลนั้นหายจากความเจ็บป่วยหรือยัง สังคมอาจกำหนดบุคคลที่เป็นตัวแทนสังคม คือ แพทย์ให้เป็นผู้ประเมินตัดสินว่าความเจ็บป่วยยังมีอยู่หรือไม่ หรือในบางครั้งสังคมโดยบุคคลรอบข้างจะเป็นผู้กำหนดว่าบุคคลนั้น “ควร” หายจากความเจ็บป่วยได้แล้ว เช่น บุคคลที่มีอาการผิดปติและได้ทำการรักษามาเป็นระยะเวลาหนึ่งบุคคลรอบข้างได้ทำการพิจารณาจากท่าที ความสามารถ ศักยภาพของบุคคลในการกระทำกิจกรรมประกอบกับคำวินิจฉัยแพทย์แล้วมีความเห็นว่า บุคคลนั้นหายจากความเจ็บป่วย และหากบุคคลนั้นยังคงกระทำเหมือนหรือราวกับว่าตนเองยังมีความเจ็บป่วยอยู่ สังคมก็จะผลักดันให้บุคคลนั้นดำเนินชีวิตหรือมีการปฏิบัติตนเช่นเดียวกับบุคคลปกติอื่นๆ ที่ไม่มีความเจ็บป่วย

ดังนั้นความเจ็บป่วยในทางสังคมวิทยาการแพทย์จึงมิใช่เพียงแต่การเกิดขึ้นของความผิดปกติหรือเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางกาย หากแต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งสังคมจะเป็นผู้กำหนดว่าสิ่งนั้นหรืออาการนั้นเป็นความผิดปกติหรือไม่ ความผิดปกตินั้นเป็นความเจ็บป่วยหรือไม่ และสังคมจะคาดหวังรวมทั้งถ่ายทอดให้บุคคลมีทัศนะทางลบต่อความเจ็บป่วย กำหนดท่าทีที่ควรจะเป็นในการตอบสนองความเจ็บป่วย รวมไปถึงกำหนดบุคคลที่เป็นตัวแทนของสังคมในการจัดการกับความเจ็บป่วยด้วย และยิ่งไปกว่านั้นความผิดปกติทางกายที่เกิดขึ้นนั้นได้ส่งผลกระทบที่แตกต่างกันต่อบุคคลต่างกลุ่มกัน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อการให้ความหมายความเจ็บป่วย การตอบสนองต่อความเจ็บป่วย รวมทั้งผลกระทบทางสังคมเศรษฐกิจที่มีต่อบุคคลต่างกลุ่มกัน การกล่าวถึงความเจ็บป่วยในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมจึงเป็นการกล่าวถึงมิติทางสังคมในสุขภาพและความเจ็บป่วย และเป็นการกล่าวถึงอิทธิพลทางสังคมที่มีต่อสุขภาพและความเจ็บป่วย

ปรากฏการณ์ทางสังคมของสุขภาพยังแสดงให้เห็นในความต่างของอายุขัยเฉลี่ยของประชากร การสำรวจสถานสุขภาพของประชากรในประเทศต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของอายุขัยเฉลี่ยของประชากรในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ดังเช่นในประเทศออสเตรเลีย ชายจะมีอายุเฉลี่ย 75.9 ปี ขณะที่หญิงมีอายุขัยเฉลี่ย 81.5 ปี ในประเทศมาเลเซีย ชายจะมีอายุขัยเฉลี่ย 69.3 ปี และหญิงมีอายุขัยเฉลี่ย 74.1 ปี ส่วนในประเทศไทย ชานมีอายุขัยเฉลี่ย 70 ปี และหญิงมีอายุขัยเฉลี่ย 75 ปี (องค์การอนามัยโลก 2000) ความแตกต่างของอายุขัยเฉลี่ยประชากรไม่ได้เป็นผลมาจากความแตกต่างทางยีนหรือพันธุกรรม หากแต่เป็นผลมาจากเงื่อนไขทางสิ่งแวดล้อมทางสังคม เงื่อนไขการทำงาน สภาพที่พักอาศัยของประชากรในแต่ละประเทศ งานสำรวจทางประชากรพบว่า อายุขัยเฉลี่ยประชากรมีการเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงเวลาที่สั้น และช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินกว่าที่ยีนของมนุษย์จะดำเนินการปรับเปลี่ยนได้ เช่น การสำรวจสุขภาพในประเทศออสเตรเลียพบว่า ประชากรจากประเทศกำลังพัฒนาที่ย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ในประเทศออสเตรเลียจะมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าประชากรในประเทศของตนเอง และประชากรที่ย้ายถิ่นเข้ามาอยู่เป็นช่วงระยะเวลานานจะมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าประชากรที่เพิ่งย้ายถิ่นเข้า การศึกษาสถานสุขภาพของชาวพม่าที่อพยพเข้ามาเป็นแรงงานในประเทศไทยก็แสดงผลในทางเดียวกัน (ธารา บัวคำศรี, 2540)

*******************************************

ข้อมูลจากหนังสือสังคมวิทยาการแพทย์, โดย ดร.เทพินทร์ พัชรานุรักษ์ หน้า 2-4

2 มีนาคม 2552

By ดร.เทพินทร์ พัชรานุรักษ์

Views, 13627