ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

โรคอ้วน

โรคอ้วน

จากนิตยสารวงการแพทย์ ฉบับที่ 307

ขณะนี้ความอ้วนหรือโรคอ้วน เป็นปัญหาอย่างมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ในประเทศต่าง ๆ เหล่านี้มีผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินไปถึง 40-50% ของประชากรทั้งหมด ประเทศไทยดูเผิน ๆ ก็ไม่ค่อยจะมีคนอ้วนมากนัก ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าคนไทยมีโครงร่างที่ไม่ใหญ่ แต่ถ้าดูให้ละเอียดเราก็จะเห็นได้ว่าคนไทยก็อ้วนเหมือนกัน แต่อาจไม่อ้วนมากเท่าฝรั่ง

เมื่อไหร่จึงจะเรียกว่าอ้วน ความอ้วนเกิดจากอะไร มีอันตรายหรือไม่ มีอันตรายอย่างไร มีประโยชน์หรือไม่อ้วนหรือไม่คงดูได้จากหลายอย่าง เช่น ดูที่น้ำหนักตัว ดูที่พุง ดูที่อัตราส่วนของพุงต่อเอว (ซึ่งพุงควรจะเล็กกว่าเอว) ดูได้จาก Body Mass Index (BMI) หรือดัชนีมวลกาย ซึ่งก็คือน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรกำลังสอง ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีน้ำหนักตัว 80 กิโลกรัม และสูง 1.78 เมตร (คือผมนั่นเอง) จะมีดัชนีมวลกายเท่ากับ 80 หารด้วย 1.782 เท่ากับ 80 หารด้วย 3.1684 ซึ่งก็คือ 25.25 ซึ่งจะ หนักไปหน่อย โดยปรกติผู้ชายไทยควรจะอยู่ระหว่าง 20-24 หญิงไทย 20-23 ถึงแม้องค์การอนามัยโลกจะให้ค่าปรกติอยู่ที่ 20-24.9 แต่ผมว่าสูงไป นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ชาวฝรั่งเสียชีวิต จากสาเหตุต่าง ๆ ที่มาจากความอ้วนมากมาย

แต่ การดู BMI ว่าหนักเกินปรกติหรือไม่ เป็นการดูแบบคร่าว ๆ ต้องนำส่วนอื่นมาประกอบด้วย เช่น ที่พุงอ้วนหรือไม่ (ไขมันที่หน้าท้องมีความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน) ถึงแม้ BMI จะมีค่าปรกติ แต่ถ้าพุงใหญ่เกินไปก็ยังอ้วนอยู่ดี BMI อาจมีค่าสูงกว่าปรกติ แต่ไม่อ้วนก็ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะร่างกายมีกล้ามเนื้อมาก แต่มีไขมันน้อย ความอ้วนเกิดจากการที่เรารับประทานอาหารมากกว่าที่ร่างกายใช้ ร่างกายจึงสะสมพลังงานที่รับประทานมากไปไว้ในรูปแบบของไขมัน อาหารที่ให้พลังงานมีอยู่ 3 ชนิด คือ ไขมัน แป้ง และโปรตีน ซึ่งให้พลังงาน 9, 4, 4 กิโลแคลอรี ตามลำดับ ต่อ 1 กรัม ส่วนวิตามิน เกลือแร่ และน้ำไม่ให้พลังงาน จะเห็นได้ว่าไขมันให้พลังงานมากที่สุดต่อ 1 กรัม (จึงเป็นสารอาหารที่ทำให้อ้วนง่ายที่สุด)

ถ้ารับประทานอาหารเท่ากับที่ร่างกายใช้ น้ำหนักจะอยู่เท่าเดิม แต่อาจจะยังอ้วนอยู่ เพราะมี 'ของเก่า' ซึ่งสะสมไว้มาก แต่ถ้ารับประทานอาหารมากกว่าที่ร่างกายใช้จะทำให้อ้วนขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามถ้ารับประทานน้อยกว่าที่ร่างกายใช้น้ำหนักจะลดลง ฉะนั้นโดยสรุปคนที่อ้วนเกิดจากการรับประทานมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการใน วันหนึ่ง ๆ ร่างกายจะใช้พลังงานดังนี้ หนึ่ง เพื่อความอยู่รอดของชีวิต เช่น หัวใจจะต้องเต้น ปอดจะต้องหายใจ ถึงแม้จะหลับ สอง การเคลื่อนไหวของร่างกายในกิจวัตรประจำวัน เช่น เดิน เขียนหนังสือ ทำงาน รับประทานอาหาร และสาม เป็นส่วนที่สำคัญสำหรับการที่จะอ้วนหรือไม่ก็คือ การออกกำลังกาย การใช้พลังงานในส่วนนี้จะมีความแตกต่างกันได้อย่างมาก

ความอ้วนทำให้มีปัญหาต่าง ๆ ตามมาได้อย่างมากมาย เช่น ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต หลอดเลือดดำอุดตันที่ขา (และอื่น ๆ) และหลุดไปอุดตันหลอดเลือดใหญ่ที่ปอด เบาหวาน ระดับไขมันในเลือดผิดปรกติ กระเพาะอาหารเลื่อนขึ้นมาในทรวงอก นิ่วในระบบทางเดินน้ำดี มะเร็งของลำไส้ใหญ่ เต้านม ตับอักเสบจากไขมันในตับ คนอ้วนถ้าเป็นโรคตับอ่อนอักเสบจะมีโอกาสเป็นรุนแรงกว่าคนที่ผอม หอบ นอนกรน ซึ่งถ้าหยุดหายใจด้วยอาจทำให้มีอันตรายได้ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต สมองเสื่อม ฯลฯ เส้นประสาทถูกกด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นหมัน ภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ ข้อกระดูกเสื่อม ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ซึมเศร้า ขี้กังวล แต่ที่สำคัญที่สุดก็คงจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นกลุ่มโรคที่ทำให้ประชากรชาวไทยเสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน (coronary artery disease หรือ coronary heart disease, CHD) เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคหัวใจ และความจริงหลอดเลือดค่อย ๆ ตีบมาตั้งแต่อายุยังน้อยอยู่ เช่น 20 ปี แต่เนื่องจากยังตีบไม่มากจึงยังไม่มีอาการ เพราะมักมีอาการเมื่อหลอดเลือดตีบมาก เช่น หลอดเลือดบางหลอดอาจต้องตีบถึง 50-80% ก่อนที่จะมีอาการ ฉะนั้นอย่ารอจนมีอาการ เพราะถึงไม่มีอาการหลอดเลือดก็ตีบบ้างแล้ว ควรเริ่มต้นปฏิบัติตนเอง หาช่องทางที่จะทำให้หลอดเลือดไม่ตีบเพิ่มขึ้น ทำให้หายตีบ หรือทำให้หัวใจสร้างหลอดเลือดใหม่ (สร้างทางเบี่ยง)

ปัจจัย เสี่ยงต่าง ๆ ที่ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน คือ กรรมพันธุ์ เพศชาย อายุ บุหรี่ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ความอ้วน เบาหวาน ไม่ออกกำลังกาย และอุปนิสัย ซึ่งเกี่ยวกับกรรมพันธุ์เราช่วยไม่ได้ ถ้าบิดามารดาเราเป็นโรคนี้ เรามักจะมีสิทธิเป็น โรคนี้มากกว่าผู้ที่บิดามารดาไม่เป็นโรคนี้ แต่ถ้าเรารู้เรายังสามารถหาทางป้องกันได้ไม่มากก็น้อย เพศชายจะเป็นโรคนี้มากกว่าเพศหญิง แต่เฉพาะในช่วงที่เพศหญิงยังมีประจำเดือนเท่านั้น โรคนี้จะพบมากขึ้นในผู้สูงอายุ กรรมพันธุ์ เพศชาย อายุเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ผ่อน หนักให้เป็นเบาได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เราสามารถป้องกันได้ทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย ด้วยการรับประทานอาหาร ออกกำลังกายที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ และปรับเปลี่ยนนิสัยตนเองให้เหมาะสม

ป้องกันไว้ดีกว่าครับ ถูกกว่า ได้ผลดีกว่า ถ้าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ถึงไม่ตายก็จะต้องเจ็บตัว เสียเงิน เสียเวลาทำงาน และสมรรถภาพร่างกายจะไม่เหมือนเดิมครับ

*******************************************

ข้อมูลจากสรรพสาร วงการแพทย์ ฉบับ 307

7 มีนาคม 2553

By วงการแพทย์

Views, 9091