ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

บทเรียนไข้หวัดใหม่...ให้อะไรแก่สังคมไทย

บทเรียนไข้หวัดใหม่...ให้อะไรแก่สังคมไทย

หากย้อนไปในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างหวาดกลัวต่อการระบาดของ 'โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009' จากการออกมาประกาศเตือนขององค์การอนามัยโลก (WHO) หลังจากที่พบการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ในประเทศเม็กซิโก ซึ่งทำให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน และถึงขั้นปิดประเทศในเวลาต่อมา อีกทั้งยังมีการแพร่ระบาดไปยังประเทศข้างเคียงจนกระทั่งลุกลามไปเกือบทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย

จากเหตุการณ์การระบาดครั้งที่ผ่านมาได้สร้างความอลหม่านให้แก่กระทรวงสาธารณสุข และสร้างความตื่นตระหนกให้แก่คนไทยเป็นอย่างมาก แม้จะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้นเชื้อได้ ส่งผลให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในมาตรการป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข แม้วันนี้เหตุการณ์จะสงบลงแล้วแต่ก็ไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญได้ออกมากล่าวเตือนว่าจะมีการระบาดระลอกสองเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2552 นี้ ซึ่งหากนำประสบการณ์ด้านระบาดวิทยามาเป็นกรณีศึกษา โดยเฉพาะรูปแบบการแพร่ระบาดของโรคอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นแนวทางในการรับมือต่อการระบาดของเชื้อโรคในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ ภายในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (วช.) จึงหยิบยกประเด็น 'ไข้หวัดใหม่ให้บทเรียนอะไรแก่สังคมไทย' มาเป็นหนึ่งในหัวข้อการประชุม ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องเอสแคป ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ เมื่อปลายปี 2552 ที่ผ่านมา

ในงาน นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ยืนยันว่าการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้นยังไม่จบ และคาดว่าจะมีการระบาดระลอกสอง โดยจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา เปรียบเสมือนกับการชกมวยที่แบ่งเป็นหลายยก ซึ่งปรกติหากมีการระบาดของโรคจะใช้เวลา ประมาณ 2 ปีกว่าจะสิ้นสุด จากประสบการณ์การระบาดครั้งที่ผ่านมา ประเทศไทยโดยกรมควบคุมโรคได้มีการถอดบทเรียนการควบคุมไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไว้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องวิกฤตและความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรค

ก่อนจะพูดถึงบทเรียนดังกล่าว นพ.คำนวณ ได้เผยข้อมูลว่า จากการเก็บข้อมูลโดยกรมควบคุมโรคพบว่า ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อ Influenza A (H1N1) ระลอกแรก ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2552 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 190 คน และผู้ติดเชื้อในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม พ.ศ. 2552 รวม ประมาณ 8.4 ล้าน (13% ของประชากร) รวมมีผู้ป่วยประมาณ 6 ล้านคน (เฉพาะที่มีการรายงาน)

'จากการคาดการณ์พบว่าสถานการณ์การระบาดยังไม่จบ ซึ่งผมมักจะบอกแก่ทีมงานเสมอว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เปรียบเหมือนมวยที่จะมีหลายยก อย่างน้อย ๆ อาจจะมี 3-4 ยก ซึ่งเราได้ผ่านยกแรกมาแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 และขณะนี้อยู่ในช่วงการเฝ้าระวังการระบาดยกที่ 2 คาดว่าจะเกิดในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ทั้งนี้ หากมีการระบาดความเร็วของการแพร่กระจายเชื้อจะช้าลง เนื่องจากบางคนมีภูมิต้านทานแล้ว ฉะนั้นขนาดของปัญหาก็จะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง แต่จะมีความรวดเร็วและรุนแรงกว่ารอบแรกอย่างแน่นอน หลังจากนั้นการระบาดอาจจะหยุดไปสักระยะหนึ่งในช่วงฤดูร้อน และจากบทเรียนในอดีตสามารถคาดการณ์ได้ว่าอาจจะมีการระบาดครั้งที่ 3 และ 4 ตามมาเป็นระลอกจนกว่าการระบาดใหญ่ของเชื้อจะหมดไปกลายเป็นไข้หวัดตามฤดูกาล ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาการระบาดประมาณ 2 ปี'

เครื่องเทอร์โมสแกน-ได้แต่ภาพ แต่ไม่ได้ผล

สำหรับบทเรียนที่ได้จากประสบการณ์การรับมือของการระบาดครั้งก่อน นพ.คำนวณ สามารถถอดรหัสออกมาได้ 7 ข้อ ซึ่งบทเรียนแรก ที่หยิบยกขึ้นมาคือ 'เครื่องเทอร์โมสแกน-ได้แต่ภาพ แต่ไม่ได้ผล' ซึ่ง นพ.คำนวณ อธิบายเพิ่มเติมว่า "เราถูกหลอกว่าเครื่องเทอร์โมสแกนจะเป็นเกราะป้องกันโรค จริง ๆ แล้วต้องล้างความคิดนี้ออกไป เพราะเครื่องเทอร์โมสแกนไม่สามารถป้องกันได้ ที่ทำได้คือสร้างภาพได้แต่ไม่ได้ผล เรื่องนี้สะท้อนว่าเทคโนโลยีไม่สามารถช่วยเราได้ เนื่องจากคนเรามีความฉลาดกว่าเทคโนโลยี ซึ่งการทำงานของเครื่องเทอร์โมสแกนจะจับเฉพาะผู้ที่มีไข้สูง หากผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้ก่อนเครื่องบินจะลงเครื่องเทอร์โมสแกนก็ไม่สามารถตรวจหาเจอ และสิ่งที่ทำให้ผมตกใจมากขณะที่ไปสอบสวนโรคคือ พบว่าคำแนะนำของการกระทำเหล่านี้เป็นคำแนะนำจากแพทย์ ซึ่งวิธีนี้ไม่ได้ทำกันเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ประเทศอื่น ๆ เช่น ฮ่องกงก็ทำแบบนี้เช่นกัน"

โรคไม่รุนแรง-บอกให้หนักไว้ดีกว่าบอกว่าเบา

บทเรียนที่ 2 'โรคไม่รุนแรง-บอกให้หนักไว้ดีกว่าบอกว่าเบา' เป็นปัญหาในเรื่องของการสื่อสารที่ยังสับสน นพ.คำนวณ กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญ ซึ่งเป็นความสับสนในการสื่อสารตั้งแต่แรกที่มีการระบาด ทางการแพทย์ได้เน้นย้ำว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไม่รุนแรง โดยเชื่อว่า 'บอกให้หนักไว้ดีกว่าบอกว่าเบา' ซึ่งตอนนั้นเราสังเกตเห็นว่าประชาชนมีความตื่นตระหนก กลัวกันมากถึงขนาดมีการรังเกียจผู้ติดเชื้อ เราจึงพยายามลดการตื่นกลัวโดยการบอกว่าสถานการณ์และโรคนั้นไม่รุนแรง ซึ่งทางการแพทย์ได้เน้นย้ำว่าโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่รุนแรง หมายถึงอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า 1% แต่มุมมองชาวบ้านไม่รุนแรง คือต้องไม่มีการเสียชีวิต ดังนั้น เมื่อมีผู้ป่วยเสียชีวิตเกิดขึ้นทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น หากเกิดการแพร่ระบาดของโรคเกิดขึ้นอีกผู้ที่รับผิดชอบจะต้องบอกว่ารุนแรงไว้ก่อน

รายงานผู้เสียชีวิตรายแรก-ข้อสงสัยว่าปิดข้อมูล

เข้าสู่บทเรียนที่ 3 'รายงานผู้เสียชีวิตรายแรก-ข้อสงสัยว่าปิดข้อมูล' นพ.คำนวณ อธิบายกรณีนี้ว่า การเสียชีวิตรายแรกในโรงพยาบาลเอกชนทำให้มีการรายงานมายังกระทรวงสาธารณสุขช้า หากเสียชีวิตในโรงพยาบาลของรัฐบาลระบบการรายงานผลข้อมูลจะรวดเร็วกว่า อย่างน้อยภายใน 48 ชั่วโมงจะทราบว่ามีการเสียชีวิตแล้ว ขณะเดียวกันทางสื่อมวลชนก็ได้รับทราบข่าวนี้มาก่อน และแจ้งให้กระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบ จึงพบว่าเป็นความจริง โดยเสียชีวิตมา 8 วันแล้ว สังคมจึงตั้งข้อสังเกตว่ากระทรวงสาธารณสุขอาจกำลังปกปิดข้อมูล ปกป้องผลประโยชน์ของโรงพยาบาลเอกชน รวมถึงการพบผู้ป่วยไข้หวัด 2009 ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกก่อนหน้านี้ในกลุ่มนักเรียนไทยที่กลับมาจากประเทศเม็กซิโก ที่ก่อนหน้านี้ยืนยันแล้วว่าทุกคนปลอดภัย แต่เมื่อผลแล็บตรวจซ้ำกลับพบว่ามีเชื้อหวัด 2009 ทำให้สังคมเกิดความไม่ไว้ใจ

"ผมคิดว่าตรงนี้เป็นบทเรียนอันแสนเจ็บปวดที่เราจะต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทุกโรงพยาบาล เนื่องจากการรายงานข้อมูลผู้ป่วยอย่างเร่งด่วนเป็นเรื่องสำคัญในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเกิดโรคระบาดร้ายแรง จะอ้างว่าเป็นสิทธิของผู้ป่วยที่ไม่ต้องการเปิดเผยไม่ได้ เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 โดยใช้คำว่า 'ภาวะฉุกเฉินระดับโลก'

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ-เพื่อเฝ้าระวัง ไม่ใช่เพื่อรักษา

บทเรียนที่ 4 'การตรวจทางห้องปฏิบัติการ-เพื่อเฝ้าระวัง ไม่ใช่เพื่อรักษา' นพ.คำนวณ กล่าวว่า จากการสื่อสารกับประชาชนครั้งแรกที่ย้ำว่า ผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะติดเชื้อไข้หวัด 2009 ทุกรายต้องเก็บตัวอย่างเชื้อตรวจยืนยัน ซึ่งในขณะนั้นเราลืมบอกไปว่าเป็นการตรวจเพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวังโรคเท่านั้น ตามหลักวิชาการเมื่อเกิดการแพร่ระบาดโดยทั่วไปแล้ว ไม่ต้องเก็บตัวอย่างส่งตรวจในห้องปฏิบัติการแล้ว เพราะไม่มีประโยชน์ ให้เน้นที่การรักษาแทน เป็นเหตุทำให้เกิดปัญหาผลแล็บล่าช้า เนื่องจากประชาชนแห่ขอตรวจ ขณะที่ห้องปฏิบัติการและเจ้าหน้าที่มีจำกัด

ต่อกันที่บทเรียนที่ 5 'คำแนะนำที่มาผิดเวลา-ป่วยน้อยพักอยู่บ้าน' ซึ่งคำแนะนำที่มาผิดเวลาเกิดจากความโชคไม่ดีที่การแพร่ระบาดในระยะแรก ทั้งที่โรงเรียน และใน จ.ชลบุรี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและหายป่วยเร็ว ดังนั้น จึงได้ออกคำแนะนำว่าขอให้ผู้ป่วยสังเกตอาการในระยะแรกก่อน หากพบว่าอาการไม่ดีขึ้นจึงไปพบแพทย์ แต่คำแนะนำนี้ใช้ไม่ได้กับกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะโรคที่รุนแรง เช่น คนอ้วน หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เป็นต้น เป็นเหตุให้ผู้ป่วยรับยาโอเซลทามิเวียร์ล่าช้า ป่วยรุนแรงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ดังนั้น ต่อมาจึงมีการเน้นย้ำให้กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ไปพบแพทย์ทันทีหากมีไข้สูงเข้าข่ายสงสัยติดเชื้อหวัด 2009 ส่วนนโยบายการปิดโรงเรียนนั้นก็ไม่ใช่ทางออก จากข้อมูลพบว่าหลังจากปิดโรงเรียนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ นอกจากส่งผลให้เด็กขาดเรียน (รายงานโดยครู) แล้ว หลังจากนั้นอีกไม่กี่อาทิตย์เด็กก็จะกลับมาป่วยอีก และมีจำนวนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ บทเรียนที่ 6 'การขอความร่วมมือจากแพทย์และคลินิก-เร็วกว่านี้ได้หรือไม่' นพ.คำนวณ กล่าวว่า การขอความร่วมมือจากแพทย์และคลินิกไม่ทันกาล โดยข้อเสนอนี้มาจากนักวิชาการและแพทย์ที่เห็นตรงกันว่า ควรมีการกระจายยาโอเซลทามิเวียร์ไปยังคลินิกเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาได้สะดวกขึ้น เนื่องจากการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบางครั้งอาจไม่ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการออกมาตรการกระจายยาไปยังคลินิกค่อนข้างล่าช้า เนื่องจากนักวิชาการต่างเป็นห่วงปัญหาการดื้อยา แต่เมื่อพิจารณาแล้วการกระจายยาไปยังคลินิกจะมีประโยชน์ในการรักษาชีวิตประชาชนมากกว่าจึงได้เดินหน้าต่อ

"ส่วนบทเรียนสุดท้าย 'การจัดการภาวะวิกฤต และการขาดเอกภาพ' ไม่แต่เพียงเฉพาะภาพรวมระดับประเทศเท่านั้น แต่รวมถึงในกระทรวงสาธารณสุขด้วย ซึ่งการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดต้องมีการสั่งการแบบเฉียบพลัน และต้องใช้หลักวิชาการนำ แต่ที่ผ่านมาค่อนข้างมีปัญหาในการประสานงาน และควรมีแผนปฏิบัติการสั่งการแบบวันต่อวัน" นพ.คำนวณ กล่าว

"เราเห็นแล้วว่าการระบาดของโรคมันแพร่กระจายรวดเร็วไปทั่วโลก แม้ว่าจะรู้ล่วงหน้าและมีการจัดการที่ดี เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องถอดบทเรียนการระบาดครั้งนี้ เพื่อในอนาคตหากต้องเผชิญกับโรคใหม่ ๆ จะได้มีการตั้งรับที่ดีขึ้น"

ทั้งนี้ นพ.คำนวณ จึงเสนอว่าควรมีการจัดตั้ง 'ศูนย์ปฏิบัติการโรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำ' ซึ่งได้มีการจัดทำเป็นข้อเสนอในที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 นี้ด้วย และกล่าวเพิ่มเติมว่ายังมีบทเรียนที่น่าสนใจเพิ่มเติม คือในช่วงที่ไข้หวัด 2009 มีการระบาดอย่างมาก ทำให้แพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยบางราย โดยคิดว่าเป็นอาการป่วยของโรคไข้หวัด 2009 จากอาการมีไข้สูงต่อเนื่อง ปวดเมื่อยตามร่างกาย แต่ต่อมาภายหลังกลับพบว่าเป็นการป่วยด้วยโรคอื่น ๆ เช่น เลปโตสไปโรซิส ไข้เลือดออกที่มีไข้สูงเช่นกัน เป็นเหตุให้ผู้ป่วยรับการรักษาช้า ป่วยนานหลายวัน และมีบางรายเสียชีวิตเพราะรักษาไม่ถูกโรค แต่กลับได้รับยาโอเซลทามิเวียร์แทน ดังนั้น ผู้ป่วยหรือญาติเองต้องบอกรายละเอียดประวัติ ไม่เพียงแต่อาการ แต่ต้องรวมถึงกิจกรรมและสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยด้วย

"มีผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นนักศึกษาเสียชีวิตด้วยโรคเลปโตสไปโรซิส (โรคฉี่หนู) แต่เบื้องต้นหมอวินิจฉัยว่าเป็นหวัด 2009 เพราะมีอาการคล้ายกัน และขณะนั้นก็มีผู้ป่วยที่มาด้วยโรคหวัดจำนวนมาก ซึ่งหากผู้ป่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ไปรับน้องและลุยโคลนในหนองน้ำ และคนรอบข้างไม่มีใครป่วยเป็นโรคหวัด 2009 หมอก็จะวินิจฉัยโรคได้ถูก" นพ.คำนวณ กล่าว

มองอนาคตโรคระบาดใหม่ อาจซับซ้อนรุนแรงกว่าเดิม

เมื่อถามว่าในอนาคตเราอาจจะต้องพบเจอกับโรคใดอีกบ้าง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา นพ.คำนวณ ได้ให้คำตอบกับเรื่องนี้ว่า คงไม่สามารถบอกได้ว่าโรคใดจะมา แต่การระบาดครั้งนี้จะรวดเร็ว รุนแรง และสลับสับซ้อนมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน อาทิ เมื่อครั้งโรคซาร์สระบาด คนส่วนใหญ่คิดว่าหนักหนามาก แต่จริง ๆ แล้วมีผู้ป่วยจากโรคซาร์สเพียง 9 คนเท่านั้น โรคไข้หวัดนกซึ่งมีความรุ่นแรงมากกว่าซาร์ส ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล มีผู้เสียชีวิต 25 คน ในระยะเวลาการระบาด 3 ปี ส่วนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จากระยะเวลาการระบาดเพียงแค่ 6 เดือน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 190 คน ผู้ติดเชื้ออีกกว่า 6 ล้านคน โรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ไม่ทราบว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือจะมีความสลับซับซ้อนกว่าตัวเก่า เหตุที่ทำให้โรคมีความซับซ้อนเกิดจากวิถีชีวิตของมนุษย์เองมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น เช่น มีการเคลื่อนที่จากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้มนุษย์ยังเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เช่น นำเอาสัตว์ที่อยู่ในป่าเข้ามาเลี้ยงไว้ใกล้ตัว รวมทั้งมนุษย์นั้นต้องการเสรีภาพ ไม่ต้องการให้ใครมาจำกัด ดังนั้น เมื่อเชื่อมั่นว่าจะมีการระบาดระลอกสอง เราต้องเตรียมความพร้อมโดยการพัฒนาตนเองให้เร็วกว่าเชื้อโรค แต่สิ่งที่เราต้องการพัฒนาคือการสร้างความเข้มแข็งในทุกระดับ ซึ่งการรับมือในระดับชุมชนนั้นเป็นประโยชน์มาก ทำให้ท้องถิ่นรวมทั้งภาครัฐบาลมีความเข้มแข็งขึ้นในเชิงวิชาการ

ทั้งนี้ นพ.คำนวณ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 แม้หลังจากนี้การแพร่ระบาดจะลดลงจนกระทั่งไม่แตกต่างจากโรคไข้หวัดตามฤดูกาล เพราะตามธรรมชาติของโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อมีจำนวนคนที่มีภูมิต้านทานโรคมากขึ้นจะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง รวมทั้งผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตก็ลดลงด้วย เชื่อว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะไม่รุนแรง ความน่ากลัวของโรคนี้ลดลง แต่สำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะโรครุนแรง ยังควรที่จะตระหนักต่อโรคและไม่ควรประมาทเหมือนเดิม

ผู้แทน WHO ชี้เตรียมรับมือการระบาดของโรคใหม่ ๆ

ด้าน คุณชวลิต ตันตินิมิตกุล สำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ทางระบาดวิทยาของไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั่วโลก ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2552 พบว่า จำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสมทั้งหมดมีมากกว่า 650,000 ราย จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมทั้งหมดมีมากกว่า 8,768 ราย จำนวนประเทศ/เขตปกครอง ที่รายงานองค์การอนามัยโลก ทั้งหมด 207 ประเทศ/เขตปกครอง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันองค์การอนามัยโลกมีการเฝ้าระวังเกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่ ซึ่งอาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ อาทิ ภาวะโรคร้อนที่ส่งผลให้เชื้อโรคมีการเปลี่ยนไปตามภูมิอากาศ

"คงยากที่จะบอกว่าในอนาคตเชื้อโรคตัวใดจะมีการระบาด แต่ที่บอกได้คือการระบาดของเชื้อโรคตัวใหม่นั้นจะต้องมีความรุนแรง ซับซ้อนและรวดเร็วมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างการเกิดการระบาดของโรคซาร์สในอดีต ซึ่งคิดว่ามีการระบาดกันในวงกว้างแล้ว จากนั้นมีการระบาดของไข้หวัดนกที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และล่าสุดมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เพียงไม่ถึง 6 เดือน ก็พบผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อทั่วโลกจำนวนมากเช่นกัน

ทั้งนี้ สิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสนใจคือ การเตรียมรับมือกับการระบาดของโรคใหม่ ๆ ซึ่งหากดูตามสถิติที่ผ่านมาเชื่อว่าโรคจะมีความสลับซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งนี้ อาจจะเพราะมนุษย์ทำให้วิถีชีวิตตัวเองสลับซับซ้อน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องการดำเนินชีวิต การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ นอกจากนี้มนุษย์ยังเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมด้วย กล่าวคือ ในอดีตมนุษย์จะมีการไปล่าสัตว์ในป่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร แต่ในปัจจุบันมนุษย์นำสัตว์ป่าต่าง ๆ เหล่านั้นเข้ามาเลี้ยงในเมือง ฉะนั้นความใกล้ชิดของมนุษย์กับสัตว์ป่าจึงทำให้เกิดโรคใหม่ ๆ ขึ้นอย่างมากมาย โดยที่บางครั้งยังไม่สามารถที่จะรู้ตัวได้ว่ามีการเกิดโรคนั้นกับตัวเอง และเมื่อทราบก็อาจจะยังไม่มียาที่เข้ามาช่วยในการรักษา ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ในปัจจุบันคือต้องเรียนรู้ในการติดตามข่าวสารทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อให้รู้เท่าทันโรคต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งกับตัวเองและสังคมต่อไปได้ในอนาคต" คุณชวลิต กล่าว

ประสบการณ์ตรงที่เรียนรู้จากไข้หวัดใหม่

ว่าที่ ร.ต.อุดม สุวรรณพิมพ์ นักวิชาการสุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ถอด อ.เถิน จ.ลำปาง ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า ในพื้นที่ตำบลแม่ถอด แม้ว่าจะไม่มีแผนยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานที่ชัดเจน แต่ก็มีทีมงานที่เข้ามาร่วมกันทำงานอยู่แล้ว ซึ่งจะติดตามข่าวจาก 2 ด้าน ได้แก่ 1. กระแสจากรัฐบาลผ่านทางจดหมายขอความร่วมมือต่าง ๆ และ 2. กระแสที่มาจากประชาชน จากหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และเมื่อ 2 กระแส ตรงกัน จากนั้นจะทำความเข้าใจว่ามีสาเหตุการเกิดจากอะไร แล้วนำปัญหาต่าง ๆ ที่ได้รับรู้มาปรับเปลี่ยนเป็นวิชาการให้ประชาชนได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าทางองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ถอดจะมีการร่วมมือของทีมงานเป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีปัญหาติดขัดอยู่บ้างในช่วงแรก โดย ว่าที่ ร.ต.อุดม เล่าให้ฟังว่า "ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงแรกนั้นจะเป็นประเด็นว่าใครจะเริ่มก่อน ใครจะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งอาจเกิดจากความเข้าใจผิดหรือเข้าใจไม่ตรงกันมากกว่า ดังนั้น จึงใช้กองทุนหลักประกันสุขภาพของตำบลเป็นกลไกในการเปิดเวทีเพื่อพูดคุยหาทางแก้ไขกันในแต่ละกลุ่มองค์กร จากนั้นจึงนำความแตกต่างของแต่ละกลุ่มองค์กรมาเป็นจุดแข็งเพื่อป้องกันการเกิดความแตกแยก และแบ่งให้กลุ่มองค์กรรับผิดชอบในส่วนที่ตนชำนาญการ เช่น เรื่องของข้อมูลข่าวสาร เรื่องของสถิติทางวิชาการ เรื่องขององค์ความรู้ เรื่องของยุทธวิธีและกระบวนการ"

"เรามีการซ้อมแผนในการรับมือกับไข้หวัดใหญ่ โดยตั้งเป็นยุทธการต้านไข้หวัดใหญ่ เพื่อประกาศสงครามระหว่างไข้หวัดกับพื้นที่ และแม้ว่าพื้นที่ของแม่ถอดจะไม่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ แต่เราก็ยังมีการรณรงค์เรื่องของการป้องกันและฝึกทักษะการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง โดยเน้น 3 ก 1 ล ที่ประกอบด้วย ก ใกล้ตา เน้นการดูแลตนเองและคนใกล้ชิด เช่น คนในครอบครัว เครือญาติ รวมถึงคนข้างบ้าน เพื่อให้ปลอดภัยจากโรคไข้หวัดใหญ่ ด้วยการเฝ้าระวังความผิดปรกติของตัวเองและครอบครัว รวมถึงกลุ่มเสี่ยงที่เป็นคนใกล้ชิด ก ใกล้ใจ เน้นการดูแลดำเนินการอย่างเป็นระบบ สร้างระบบการประสานงานแบบเบ็ดเสร็จ เห็นตัวตน ก ใกล้ชิด มีการดำเนินกิจกรรมของทีมงานอย่างต่อเนื่อง เข้าถึง จับต้องได้ เกาะติดกระแสและเผยแพร่ทันที และ ล ลุย สร้างความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ ทั้งในระดับพื้นที่และฝ่ายสนับสนุน มีการตรวจเช็กความพร้อมของสิ่งสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง การจัดทำทะเบียนคุมสิ่งสนับสนุน ทั้งเจลล้างมือ อุปกรณ์ทำความสะอาด น้ำยาทำความสะอาด สื่อสุขศึกษา รวมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผ่านการคำนวณอัตราการสิ้นเปลืองต่อนาทีต่อชั่วโมงเรียบร้อยแล้ว"

อย่างไรก็ตาม การทำงานของทีมงานบางครั้งก็ต้องดำเนินการภายใต้คำสั่งของส่วนกลาง ซึ่ง ว่าที่ ร.ต.อุดม กล่าวว่า "การทำงานส่วนใหญ่จะเน้นประเด็นของส่วนกลางเป็นหลัก แต่วิธีการที่จะเข้าถึงประชาชนจะเป็นวิธีการของทีมงานเอง สิ่งที่เห็นได้ชัดคือจะไม่มีการแจกหน้ากากอนามัยให้ประชาชนตามที่ส่วนกลางสั่ง แต่จะเก็บไว้เพื่อแจกเมื่อมีการระบาดจริงในพื้นที่เท่านั้น ดังนั้น ปัจจุบันยังไม่มีการระบาดหน้ากากอนามัยที่ได้รับมาเราก็ยังเก็บไว้และจะแจกจ่ายให้ประชาชนหากมีการระบาดในครั้งต่อไป ส่วนเจลล้างมือเราก็จะมียุทธวิธีเก่าแลกใหม่ เพื่อเป็นการประเมินว่าประชาชนมีการนำไปใช้จริง และเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณได้อีกด้วย"

ด้าน คุณเยาวลักษณ์ อรัญรัตน์โสภณ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ต.เหมืองใหม่ จ.สมุทรสาคร เล่าถึงประสบการณ์การรับมือจากสถานการณ์การระบาดในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ตัวอย่างว่า ช่วงแรกที่มีการแพร่ระบาดหนักทำให้เกิดความหวาดกลัวและวิตกกังวลต่อประชาชนในพื้นที่อย่างมาก อีกทั้ง จ.ราชบุรี พื้นที่ใกล้เคียงยังเป็นจังหวัด ที่มีอัตราการตายสูงที่สุดในประเทศ ยิ่งทำให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นกลัวมากยิ่งขึ้น ในชั่วโมงเร่งด่วนนั้นชุมชนได้ลุกขึ้นมาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ชุมชนปลอดภัยจากโรคไข้หวัด 2009 ทำให้ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล และประชาชนทุกคนลุกขึ้นมาตั้งรับกับสถานการณ์ โดยการรับข้อมูลข่าวสาร และเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์มาตลอดอย่างใกล้ชิด มีการรับและกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารจากภายนอก พร้อมกับเผยแพร่ความรู้และข้อมูลข่าวสารให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนได้รับรู้และตระหนักในการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากไข้หวัดใหญ่ 2009 มาโดยตลอด จากเวทีสัญจรของชุมชน

คุณเยาวลักษณ์ เผยอีกว่า ในช่วงที่มีการระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ทางชุมชน ต.เหมืองใหม่ จ.สมุทรสาคร ใช้เครื่องมือทางบริหารจัดการที่เรียกว่า แผนที่ทางเดินของยุทธศาสตร์ (Strategic Route Map-SRM) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการยุทธศาสตร์การพัฒนาสาธารณสุข และกระบวนการจัดการนวัตกรรม (Innovation Management) เพื่อการพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืนไปในทิศทางเดียวกัน โดยแผนที่ทางเดินยุทธ ศาสตร์จะเป็นเครื่องมือสื่อสารของทุกชุมชน ท้องถิ่น และองค์กร เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกัน อีกทั้งกำหนดบทบาทของแต่ละภาคส่วน รวมทั้งบทบาทของตนเองว่ามีหน้าที่ใดในกระบวนการทำงาน สามารถเชื่อมต่อได้กับใคร ทำให้เกิดการประสานงานระหว่างองค์กรอย่างเป็นเจ้าของร่วมกันที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ที่มีความรุนแรง ซึ่งมีการระบาดในวงกว้างไปทั่วโลกและสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้

"ทั้งนี้ ยังมีการกำหนดให้มีการซ้อมแผนปฏิบัติการระดับตำบล โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ร่วมกับองค์กรยูนิเซฟ และ จ.สมุทรสาคร ตามมาตรการการพัฒนาระบบและมาตรการป้องกันดูแลสุขภาพของประชาชนให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ให้แก่ชุมชนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ จ.สมุทรสงคราม ได้คัดเลือกให้ 'ต.เหมืองใหม่' เป็นตำบลนำร่องในการซ้อมแผนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างท้องถิ่น โดยมุ่งหวังให้ประชาชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ถูกต้องในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นเจ้าของ ด้วยการคิดเอง ทำเอง พึ่งตนเองอย่างพอเพียง มีการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ภายใต้การสนับสนุนของภาคีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง"

ถือว่า ต.เหมืองใหม่ เป็นชุมชนเข้มแข็งที่ลุกขึ้นมาดำเนินงานด้านสุขภาพด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอแผน หรือคำสั่งจากส่วนกลาง ซึ่งจากผลการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการสะท้อนการทำงานด้านสุขภาพเชิงบูรณาการ

ดังนั้น การดูแลสุขภาพของคนในชุมชน มิใช่กิจกรรมที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ อสม. เพียงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการบริการกิจกรรม การดูแลที่ได้รับจากครอบครัว เพื่อนบ้าน กลุ่มองค์กรชุมชนต่าง ๆ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรทางศาสนา และที่สำคัญคือบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีมิติเชื่อมโยงกับระบบการบริการสาธารณสุข ทั้งในมิติของการพึ่งพาและมิติที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันในรูปประชาคม เป็นการดำเนินงานที่เราเรียกว่า 'ระบบสุขภาพภาคประชาชนที่แท้จริง'

*******************************************

ข้อมูลจาก สรรพสาร วงการแพทย์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 311, วันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 17-20.

3 เมษายน 2553

By สรรพสารวงการแพทย์

Views, 4316