ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) 10 กันยายน

วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day)

โดย กรมสุขภาพจิต

วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day)

ทุกวันที่ 10 กันยายน ของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญคือ เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) โดยประกาศเป็นครั้งแรกเมื่อ ปี ค.ศ. 2003 (ซึ่งก็ตรงกับปี พ.ศ. 2546 ของไทย)

และในปีนี้หัวข้อในการรณรงค์ของโลกเนื่องในวันฆ่าตัวตายลก 10 กันยายน 2553 คือ
"Many Faces Many Places; Suicide Prevention Across The World"

สถานการณ์การฆ่าตัวตาย

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตาย กล่าวว่า ในปีหนึ่งจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเวลาจะพบว่ามีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ทุก 40 วินาที และทุก 1 รายที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ จะมีผู้คนญาติใกล้ชิดอีกกว่า 20 รายพยายามฆ่าตัวตาย (WHO-SUPRE 2009)

ข้อมูลล่าสุด จากการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตาย โดย กรมสุขภาพจิต ได้รายงานอัตราฆ่าตัวตายของประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลสุดท้ายที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2551 อัตราฆ่าตัวตาย อยู่ที่ 5.96 ต่อประชากร 1 แสนคน ปี พ.ศ. 2552 อัตราฆ่าตัวตายลดลงมา อยู่ที่ 5.73 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งเมื่อเทียบกับอัตราฆ่าตัวตายของโลก เท่ากับ 16 ต่อประชากรแสนคน และอัตราฆ่าตัวตายปกติมีค่าไม่เกิน 6.5 ต่อประชากรแสนคน อัตราฆ่าตัวตายเสี่ยง มีค่าอยู่ระหว่าง 6.5-13 และอัตราฆ่าตัวตายสูง มีค่ามากกว่า 13 ต่อประชากรแสนคน (WHO-2009) ซึ่งประเทศไทยโดยรวมในขณะนี้มีอัตราฆ่าตัวตายไม่ถึง 6.5 ถือว่าปกติ ซึ่งเป็นผลจากที่กรมสุขภาพจิตได้พยายามแก้ไขเรื่องนี้และติดตามต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2542 หลังวิกฤติต้มยำกุ้งและเกิดวิกฤติสุขภาพจิต อัตราฆ่าตัวตายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือเท่ากับ 8.6 ต่อประชากรแสนคน

ในขณะที่ประเทศต่างๆในเอเชีย โดยเฉพาะ จีน ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ อัตราการฆ่าตัวตายอยู่ในเกณฑ์สูงมาก ถือว่าไทยประสบความสำเร็จในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตาย ขณะที่บางประเทศอัตราการฆ่าตัวตายเป็นเลขสองหลักอยู่ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตาย 24.1 ตนต่อประชากรแสนคน ประเทศศรีลังกา 21.6 คนต่อประชากรแสนคน ประเทศสหรัฐอเมริกา 10.5 คนต่อประชากรแสนคน ประเทศสวีเดน 13.5 คนต่อประชากรแสนคน

การฆ่าตัวตายในประเทศกำลังพัฒนา

จากการศึกษาของ Vijayakumar และคณะในปี ค.ศ. 2002-2004 (Vijayakumar and John, 2006 ; WHO, 2008) โดยทุนสนับสนุนของโครงการจัดลำดับความสำคัญเพื่อควบคุมโรค (Disease Control Priorities Project: DCPP) ซึ่งผู้สนับสนุนรายใหญ่คือมูลนิธิของ นายบิลล์ เกตต์ จากไมโครซอฟท์ ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) ทำการศึกษาวิจัยการฆ่าตัวตายในประเทศกำลังพัฒนา พบว่า อัตราการฆ่าตัวตายในปัจจุบันสูงขึ้นในหลายพื้นที่ในประเทศกำลังพัฒนา เกี่ยวข้องกับระบบข้อมูลไม่สมบูรณ์ (under report data) การนับจำนวนประชากรในบางประเทศก็ไม่ถูกหลักสากล เช่น บางพื้นที่ในชนบทของประเทศอินเดียและจีน ไม่สามารถนับจำนวนประชากรที่แท้จริงได้ รวมทั้งผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จไม่ได้เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพจิต ซึ่งไม่ได้รับการตรวจยืนยันทางจิตเวช การไม่บันทึกข้อมูลเพราะการฆ่าตัวตายเป็นความผิดทางกฎหมายในบางประเทศในเอเชีย (Abraham and others, 2006) การมีอคติ (stigma) และการไม่มีระบบบันทึกข้อมูลการตายที่มีประสิทธิภาพ (Joseph and others, 2003) ทำให้ตัวเลขการฆ่าตัวตายมีความคลาดเคลื่อนถึงกว่าร้อยละ 20-200 โดยที่สาเหตุการฆ่าตัวตายในประเทศตะวันตก มุ่งประเด็นการฆ่าตัวตายมีสาเหตุหลักจากปัญหาทางจิตเวช ในทางตรงข้ามแนวโน้มสาเหตุการฆ่าตัวตายในประเทศตะวันออก ให้ความสำคัญกับปัญหาสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อมีความเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายมาก ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนักวิจัยหลายคน ที่สรุปไปในทำนองเดียวกันว่า ปัจจัยทางด้านสังคมเป็นสาเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายมากกว่าปัจจัยอื่น และมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าสาเหตุการฆ่าตัวตายของประชากรในประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้ชี้บ่งว่าเป็นปัญหาทางด้านความเจ็บป่วยทางจิตเวชแต่เพียงเรื่องเดียว มีหลายรายงานการศึกษาค้นพบว่า ในหลายประเทศปัญหาการฆ่าตัวตายเกี่ยวข้องกับระยะเวลาการเกิดความเครียด โดยพบว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จนั้น มีการเผชิญความเครียดในชีวิตเป็นระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ ความเครียดเรื้อรังจึงเป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่การฆ่าตัวตาย ความเครียดมีสาเหตุจาก ฐานะทางเศรษฐกิจ ภาวะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ความล้มเหลวในชีวิตคู่ การถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ ความยากจน โดยนักวิจัยยืนยันว่า สาเหตุการฆ่าตัวตายนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย (WHO 2004: 3-5)

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย

1. ปัจจัยทางชีวภาพ/การแพทย์ (Biological Factors)

การฆ่าตัวตายมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งทางด้านสังคม จิตวิทยา และปัจจัยทางด้านชีวภาพ โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากที่สุดคือการเจ็บป่วยทางจิตเวช (Persaud 2008 : 254) การศึกษาทางการแพทย์ พบว่าผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 9 ใน 10 มีความเจ็บป่วยทางจิตเวชอย่างใดอย่างหนึ่งขณะทำการฆ่าตัวตาย โดยมีสาเหตุสำคัญคือภาวะซึมเศร้าและการติดสุรา (WHO-SUPRE 2007) แม้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าอารมณ์เศร้าและการติดสุรา น่าจะมีสาเหตุจากจิตใจและสังคมสิ่งแวดล้อม แต่จากการศึกษาพบว่าอารมณ์เศร้าที่มีอาการรุนแรงหรือที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย เช่นมีอาการหวาดระแวงมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากกรรมพันธุ์ และนักวิทยาศาสตร์ยังตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองของผู้มีอาการซึมเศร้า ซึ่งแสดงถึงกระบวนการทางชีวภาพ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะซึมเศร้า และพบว่าการรักษาด้วยยาเพื่อปรับการทำงานของระบบสารเคมีในสมอง ช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วกว่าการรักษาทางจิตใจ โดยเฉพาะหากมีอาการรุนแรงหรือมีอาการทางจิตจำเป็นต้องได้รับยาในการรักษา แต่การรักษาจะได้ผลดีที่สุดและช่วยป้องกันไม่ให้กลับเป็นซ้ำ หากให้การรักษาทั้งทางยาและทางจิตใจควบคู่ไป โดยการช่วยเหลือทางจิตใจ จะเน้นการปรับวิธีคิดเพิ่มทักษะในการแก้ปัญหาและการสร้างสัมพันธภาพ ภาวะซึมเศร้าเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายที่พบมากที่สุด โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการรุนแรงและมีประวัติทำร้ายตนเองมาก่อน

ขณะเดียวกันปัญหาติดสุราเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายประมาณ 1 ใน 4 โดยเฉพาะผู้ดื่มสุราที่มีปัญหาสุขภาพร่างกาย มีปัญหาชีวิตสมรส ปัญหาในการทำงาน มุมมองทางการแพทย์เชื่อว่า ผู้ป่วยทางจิตเวชที่คิดฆ่าตัวตายนั้นเมื่อรักษาจนภาวะทางจิตดีขึ้น ส่วนใหญ่ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายจะลดลง การรักษาที่ถูกต้องร่วมกับการสร้างความเข้มแข็งทางใจของกลุ่มเสี่ยงจึงมีความสำคัญในการป้องกันการฆ่าตัวตาย

2. ปัจจัยทางจิตใจ สังคม วัฒนธรรม (Psycho-Sociocutural Factors

แม้ว่าการฆ่าตัวตายจะมีสาเหตุและความเป็นมาแตกต่างกัน แต่มักจะมีปัจจัยทางสังคมร่วมกัน เช่นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความรักความสัมพันธ์ สังคมที่มีความสับสนวุ่นวาย เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สมาชิกในสังคมจะเกิดความรู้สึกแปลกแยก ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ขาดความหมายของการมีชีวิตอยู่ การฆ่าตัวตายในสังคมนั้นจะเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับสังคมที่เน้นความเป็นตัวของตัวเอง แข่งขัน ค่านิยมต่างๆสั่นคลอน ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยกถือเป็นสาเหตุสำคัญทางสังคมของการฆ่าตัวตาย

โครงสร้างวัฒนธรรม สื่อมวลชน พฤติกรรมเลียนแบบ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

วัฒนธรรมประเพณี โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางวัฒนธรรม ส่งผลต่อการฆ่าตัวตายของประชากรในสังคม มีการศึกษาในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศตะวันออกที่สรุปตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเป็นตัวสร้างแรงกดดันให้วิถีชีวิตดำเนินไปด้วยความยากลำบาก ดังเช่นการฆ่าตัวตายในเมืองเชนไนของอินเดีย มาจากการเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรมตะวันตกกระทบวิถีชีวิตแบบตะวันออก มีผู้คนฆ่าตัวตายยกครัวในหลายหมู่บ้าน ส่งผลให้อัตราฆ่าตัวตายในอินเดียปีนั้นสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ (Gehlot P.S, Nathawat S.S. 1983)

เช่นเดียวกับในประเทศจีน พบการฆ่าตัวตายในเพศหญิงสูงกว่าในเพศชาย (ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาของประเทศอื่นๆทั่วโลก) นั่นเป็นเพราะว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากลักษณะทางวัฒนธรรมความเชื่อ จากการศึกษาของ Dr.Jie Zhang และคณะ เมื่อปี ค.ศ. 2002 พบว่า วัฒนธรรมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อรูปแบบการฆ่าตัวตายในสังคมของจีน จากประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อของชาวจีนถือชายเป็นใหญ่ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมระหว่างปี ค.ศ. 1966-1976 รัฐบาลโดยเหมาเจ๋อตุง มีนโยบายให้ความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย หญิงจีนหลายคนเป็นทหารตำแหน่งสูงในกองพลเรดการ์ดของกองทัพประชาชน แต่ความเชื่อเดิมจากวัฒนธรรมขงจื้อ หญิงคือช้างเท้าหลัง จึงทำให้มีความขัดแย้งในใจของหญิงจีนเป็นจำนวนมากในการปรับตัวให้เท่าเทียมชาย การฆ่าตัวตายจึงเป็นทางเลือกที่หลายคนเลือกปฏิบัติและมักจะเป็นที่ยอมรับกันโดยเฉพาะในหมู่ชาวชนบท ซึ่งได้สอดคล้องกับวรรณกรรมโบราณที่โด่งดังและมีอิทธิพลต่อความเชื่อของชาวจีน ดังเช่นเรื่องความรักในหอแดง ที่บันทึกความรักของหญิงชายที่เลือกการฆ่าตัวตายเป็นทางออกของปัญหาที่ดีที่สุด วรรณกรรมเรื่องนี้ถือเป็นความเชื่อพื้นฐาน ที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมต่อแนวคิดการฆ่าตัวตายของประชากรส่วนหนึ่งอย่างมาก โดยเฉพาะในประชากรเพศหญิงที่อยู่ในสังคมชนบท การศึกษาน้อย (WHO-Suicide Prevention in Asia, 2008)

ซึ่งในเรื่องนี้องค์การอนามัยโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาด้านวัฒนธรรมกับพฤติกรรมการฆ่าตัวตายเป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของการรณรงค์เพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตายในปีที่ผ่านมา 2009 ว่า การป้องกันการฆ่าตัวตายในวัฒนธรรมที่ต่างกัน (Suicide Prevention in Difference Culture)

สำหรับประเทศไทย แม้ว่าเราจะประสบความสำเร็จด้วยดีในการแก้ปัญหาฆ่าตัวตายในภาพรวมของประเทศ แต่ในรายละเอียดแล้วยังประสบปัญหาในบางพื้นที่โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือตอนบน ที่มีอัตราฆ่าตัวตายสูง นั่นคือมากกว่า 13 ต่อประชากรแสนคน ตลอดมา แม้ว่าตัวเลขอัตราฆ่าตัวตายจะลดลงจากในตอนต้นที่ดำเนินโครงการในปี พ.ศ. 2544 แล้วก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ ผู้เกี่ยวข้องก็ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของปัญหาดังเช่นที่เกิดในหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เป็นต้น จึงได้มีความพยายามหาสาเหตุของปัญหา และจากการศึกษาของอภิชัย มงคล และคณะ ทำการศึกษา การป้องกันการฆ่าตัวตายในเขตภาคเหนือตอนบน 4 จังหวัดที่มีอัตราฆ่าตัวตายสูงสุดของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2550 คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และพะเยา โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงด้านวัฒนธรรม ในช่วงปี พ.ศ. 2551-2552 และผลการศึกษาพบว่า วัฒนธรรมเป็นได้ทั้งปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยปกป้องการฆ่าตัวตายของประชาชนในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย (อภิชัย มงคล และคณะ: ผลงานวิชาการดีเด่นประเภทโปสเตอร์ที่ประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุขประจำปี 2553)

ข่าวสาร สื่อมวลชน และการเลียนแบบ

ขณะเดียวกันสื่อสารมวลชนและการเลียนแบบส่งผลต่อการฆ่าตัวตายเช่นกัน ข้อมูลองค์การอนามัยโลกและสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายนานาชาติ ได้นำเสนอข้อมูลว่าจากการศึกษาทบทวนเป็นระบบ พบว่า กว่าห้าสิบรายงานการศึกษาที่สรุปว่า การนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายทางสื่อมีผลชี้นำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบการฆ่าตัวตาย (WHO UPDATE-2008 : p6) และผลการศึกษาของ David P. Phillips พบว่าหลังจากที่มีการนำเสนอข่าวสารผ่านหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์เรื่องการฆ่าตัวตาย และวิธีการอย่างละเอียด อัตราการฆ่าตัวตายจะสูงขึ้นทันทีในปีนั้นๆ โดยใช้วิธีการอย่างเดียวกับข่าวสารที่ได้รับ ซึ่งแสดงถึงการมีพฤติกรรมเลียนแบบหลังมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ ภายในสิบวัน จะมีผู้ฆ่าตัวตายรายใหม่เกิดขึ้น และการฆ่าตัวตายที่เกิดตามมามักใช้วิธีการเดียวกัน (Phillips 1974)

ปัจจัยทางจิตใจ

ผู้คิดฆ่าตัวตายมักมองตนเองว่าเป็นคนไร้ค่าไม่มีความสามารถ มองสังคมรอบตัวว่าขาดความเป็นธรรมและไม่ให้อภัยต่อความผิดพลาดของตน เกิดความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง เบื่อหน่ายเศร้าใจและทุกข์ระทมใจเป็นอย่างมาก ผู้คิดฆ่าตัวตายมักเป็นผู้ที่ขาดทักษะในการแก้ปัญหาในการดำรงชีวิต จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ใช้ทักษะการแก้ปัญหาเชิงรุก จะเครียดน้อยกว่าผู้เลี่ยงปัญหาหรือเน้นแต่การบรรเทาด้านอารมณ์ การตัดสินใจฆ่าตัวตาย จึงเป็นเหมือนทางออกเพื่อหนีจากปัญหาที่เขามองไม่เห็นทางแก้ไข

การฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นทุกรายมักมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องหลายประการ การให้ความช่วยเหลือผู้คิดฆ่าตัวตายและป้องกันการฆ่าตัวตายจึงต้องเข้าใจปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตของบุคคลผู้นั้นอย่างรอบด้าน

ปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย

จากรายงานขององค์การอนามัยโลก รายงานว่าปัญหาทางจิตเวช เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับปัญหาฆ่าตัวตาย ดังนั้นการป้องกันและการรักษาโรคทางจิตเวชจึงเป็นแนวทางการแก้ปัญหาและการป้องกันการฆ่าตัวตายที่ได้ผลที่สุด จากการศึกษาการวินิจฉัยทางจิตเวชของผู้ที่ฆ่าตัวตาย 5,588 รายพบว่า ผู้ที่ฆ่าตัวตายสูงสุดเจ็บป่วยด้วยโรคซึมเศร้า รองลงมาคือโรคทางจิตเวชอื่นและบุคลิกภาพผิดปกติ และอันดับสามคือผู้ติดสุราและสารเสพติด โดยผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นเพศชาย ผู้สูงอายุ อยู่คนเดียว และมีโรคเจ็บป่วยทางกายเรื้อรังร่วมด้วย (WHO/MNH/MND/ 93.24 2004 : 5)

สำหรับผู้อยู่ในภาวะสูญเสียบุคคลใกล้ชิด และมีอารมณ์เศร้าขึ้นๆลงๆ อยู่ในครอบครัวที่บุคคลเคยพยายามฆ่าตัวตาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติดอื่นบ่อยๆ เป็นความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายมากที่สุด (Andrew and Cheng 2000)

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีข้อสรุปของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา ระบุในเอกสารแผนยุทธศาสตร์ป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย (U.S. Public Health Service 1999: 8-9) ว่า ปัจจัยเสี่ยงของการฆ่าตัวตายที่สำคัญคือ

• การเคยทำร้ายตนเองมาก่อน

• การมีปัญหาสุขภาพจิตโดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าและโรคจิตอารมณ์แปรปรวน

• การมีปัญหาสุขภาพจิตร่วมกับการใช้สารเสพติด

• มีประวัติการฆ่าตัวตายในครอบครัว

• อยู่ในภาวะสิ้นหวัง การอยู่อย่างโดดเดียว ถูกตัดขาดจากผู้คน

• บุคลิกภาพแบบก้าวร้าวและหุนหันพลันแล่น

• มีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลทางจิตเวช

• เกิดความสูญเสียทางด้านความสัมพันธ์ ด้านสังคม ด้านการงาน และด้านการเงิน

• การเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย

• การเข้าถึงเครื่องมือทำร้ายตนเองได้ง่ายโดยเฉพาะปืน

• การไม่เต็มใจรับความช่วยเหลือ เพราะอับอายเรื่องสุขภาพจิตและใช้สารเสพติด

• อิทธิพลการฆ่าตัวตายของผู้ที่ตนรักเช่น ดารา สมาชิกในครอบครัว เพื่อนสนิท ทั้ง

ที่เป็นประสบการณ์ที่ตนใกล้ชิด หรือจากการได้รับสื่อต่างๆ

• อิทธิพลความเชื่อและศาสนาบางอย่างเช่นเชื่อว่า การฆ่าตัวตายเป็นวิธีการ

แก้ปัญหาที่น่ายกย่อง

• การระบาดของภาวการณ์ฆ่าตัวตายในท้องถิ่น

ปัจจัยปกป้องการฆ่าตัวตาย

ในยุทธศาสตร์การป้องกันการฆ่าตัวตายของสหรัฐ (U.S. Public Health Service 1999: : 10) ได้ให้ความสำคัญปัจจัยปกป้องที่สำคัญไว้สองประเด็นคือ

ปัจจัยปกป้องภายใน ประกอบด้วย ลักษณะทางพันธุกรรมของบุคคลและ ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะทางจิตวิทยาส่วนบุคคล ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะคุ้มภัยทางใจ เช่นทัศนคติ พฤติกรรม ความเชื่อทางศาสนา และสิ่งปลูกฝังทางใจที่ได้รับการสั่งสอนมา รวมเป็นพลังสำคัญอย่างหนึ่งในการลดภาวะเสี่ยงและป้องกันการฆ่าตัวตายได้ แต่การต่อต้านการฆ่าตัวตายในทางบวกไม่สามารถป้องกันการฆ่าตัวตายได้

ปัจจัยปกป้องภายนอก ประกอบด้วย

• การมีคลินิกบริการด้านสุขภาพจิตและยาเสพติดที่มีประสิทธิภาพพอ

• สามารถเข้าถึงบริการการได้ง่าย

• เข้มงวดการเข้าถึงวิธีการตายที่ถูกใช้บ่อยๆ เช่นการเข้าถึงอาวุธปืน

• การมีปัจจัยเกื้อหนุนทางครอบครัวและชุมชน

• มีความเชื่อมโยงกันระหว่างบริการด้านสุขภาพจิตและบริการด้านการแพทย์

• เรียนรู้ทักษะในการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้ง และการทะเลาะวิวาท

• วัฒนธรรมและความเชื่อ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้ห่างไกลจากการฆ่าตัวตาย และ

สร้างเสริมความมั่นคงทางจิตใจได้ด้วย

กรมสุขภาพจิตได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ และได้ดำเนินโครงการดูแลช่วยเหลือและป้องกันปัญหานี้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 (ก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะประกาศให้มีวัน World Suicide Prevention Day) จนถึงปัจจุบัน จัดให้มีระบบการบริหารจัดการความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยสร้างระบบบันทึกข้อมูล การเฝ้าระวัง และการศึกษาวิจัยปัญหาในแง่มุมต่างๆ เพื่อนำมาใช้วางแผนการดำเนินการช่วยเหลือและป้องกันปัญหาต่อไป

*******************************************

ด้วยความปราถนาดี กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

Posted by DMH Staff/Sty-Lib

10 กันยายน 2553

By กรมสุขภาพจิต

Views, 8318