ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

รู้จัก....ความเครียด

รู้จัก ....ความเครียด

โดย DMH Staffs

รู้จัก ความเครียด

ให้คุณอ่าน หัวข้อข้างล่างนี้ แล้วสำรวจดูว่าในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมามีเหตุการณ์ในข้อใด จาก 20 ข้อคำถามที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เกิดขึ้นกับตัวคุณบ้าง ถ้าข้อไหนไม่ได้เกิดขึ้นให้ข้ามไปไม่ต้องตอบ แต่ถ้ามีเหตุการณ์ใน ข้อใดเกิดขึ้นกับตัวคุณให้ ประเมินว่าคุณมีความรู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์นั้น

1. กลัวทำงานผิดพลาด

2. ไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

3. คอรบครัวมีความขัดแย้งเรื่องเงินหรือเรื่องงานในบ้าน

4. เป็นกังวลเรื่องสารพิษ หรือมลภาวะในอากาศ น้ำ เสียง และดิน

5. รู้สึกว่าต้องแข่งขันหรือเปรียบเทียบ

6. เงินไม่พอใช้จ่าย

7. กล้ามเนื้อตึงหรือปวด

8. ปวดหัวจากความตึงเครียด

9. ปวดหลัง

10 ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง

11. ปวดศรีษะข้างเดียว

12. รู้สึกวิตกกังวล

13. รู้สึกคับข้องใจ

14. รู้สึกโกรธ หงุดหงิด

15. รู้สึกเศร้า

16. ความจำไม่ดี

17. รู้สึกสับสน

18. ตั้งสมาธิลำบาก

19. รู้สึกเหนื่อยง่าย

20. เป็นหวัดบ่อยๆ

คะแนนความเครียด 1 คะแนน หมายถึง ไม่รู้สึกเครียด

คะแนนความเครียด 2 คะแนน หมายถึง รู้สึกเครียดเล็กน้อย

คะแนนความเครียด 3 คะแนน หมายถึง รู้สึกเครียดปานกลาง

คะแนนความเครียด 4 คะแนน หมายถึง รู้สึกเครียดมาก

คะแนนความเครียด 5 คะแนน หมายถึง รู้สึกเครียดมากที่สุด

คลิกที่นี่เพื่อทำแบบประเมิน online

การแปลผล
คะแนนรวมไม่เกิน 100 คะแนน โดยผลรวมที่ได้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้

คะแนน 0 – 24 เครียดน้อย

คะแนน 25 – 42 เครียดปานกลาง

คะแนน 43 – 62 เครียดสูง

คะแนน 63 ขึ้นไป เครียดรุนแรง

ผลการประเมิน มี 4 ระดับคือ

1. ความเครียดในระดับต่ำ หมายถึงความเครียดขนาดน้อย ๆ และหายไปในระยะ เวลาอันสั้นเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ความเครียดระดับนี้ไม่คุกคามต่อการดำเนินชีวิต บุคคลมีการปรับตัวอย่างอัตโนมัติ เป็นการปรับตัวด้วยความเคยชินและการปรับตัวต้องการพลังงานเพียงเล็กน้อยเป็น ภาวะที่ร่างกายผ่อนคลาย

2. ความเครียดในระดับปานกลาง หมายถึง ความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิต ประจำวันเนื่องจากมีสิ่งคุกคาม หรือพบเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในสังคม บุคคลจะมีปฏิกิริยาตอบสนองออกมาใน ลักษณะความวิตกกังวล ความกลัว ฯลฯ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติทั่ว ๆ ไปไม่รุนแรง จนก่อให้เกิดอันตรายแก่ ร่างกาย เป็นระดับความเครียดที่ทำให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้น

3. ความเครียดในระดับสูง เป็นระดับที่บุคคลได้รับเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความ เครียดสูง ไม่สามารถปรับตัวให้ลดความเครียดลงได้ในเวลาอันสั้นถือว่าอยู่ในเขตอันตราย หากไม่ได้รับการ บรรเทาจะนำไปสู่ความเครียดเรื้อรัง เกิดโรคต่าง ๆ ในภายหลังได้

4. ความเครียดในระดับรุนแรง เป็นความเครียดระดับสูงที่ดำเนินติดต่อกันมา อย่างต่อเนื่องจนทำให้บุคคลมีความล้มเหลวในการปรับตัวจนเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดแรง ควบคุมตัวเอง ไม่ได้ เกิดอาการทางกายหรือโรคภัยต่าง ๆ ตามมาได้ง่าย

แม้ว่าภาวะเครียดจะไม่เกิดอันตรายร้ายแรง แต่ผู้ป่วยที่มีอาการเครียด หากไม่รีบรักษา อาจส่งผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน อาทิ โรคหัวใจ, โรคความดัน โลหิตสูง, โรค หอบหืด, โรค ปวดศีรษะไมเกรน เป็นต้น...นอกจากนี้ โรคดังกล่าวยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานลดลง เพราะโรคเครียด ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการวิตกกังวลมากเกินปกติ บางคนมีอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น ตื่นเต้น ตกใจง่าย เหงื่อออกมากผิดปกติ ปวดศีรษะ แน่นหน้าอก แน่นท้อง ชาตามตัว เป็นต้น

การรักษาโรคเครียดแบบผิดๆ!!!...การแก้ปัญหาเมื่อเกิดความเครียด มีด้วยกันหลายวิธี แต่หลายคนมักเลือกที่ใช้วิธีการรักษาแบบผิด ๆ เมื่อเกิดอาการเครียด โดยเลือกที่จะดื่มเครื่องดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ ด้วยความเชื่อที่ว่า “เหล้า บุหรี่ ช่วยผ่อนคลายใจชั่ววูบหนึ่ง” ...แต่หารู้ไม่ว่า!!!...เพียงแค่คุณได้สัมผัสกับแอลกอฮอล์และควันบุหรี่ เท่ากับว่า คุณได้เปิดประตูต้อนรับโรคร้ายสารพัด อย่างแรงก็ “มะเร็ง” เข้ามาสู่ร่างกายคุณโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้คนที่ป่วยอยู่แล้ว จะส่งผลต่อเซลล์มะเร็งมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

คำแนะนำสำหรับผู้มีความเครียดระดับสูง และรุนแรง

1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ (อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง) และหากจำเป็นควรได้รับยากจากแพทย์เพื่อลดความเครียด

2. การพูดคุยกับคนที่ใกล้ชิดหรือไว้ใจ เป็นการระบาย

3. การออกกำลังกายเพื่อสะสมสารสุข (เอนดอร์ฟิน) แทนคอร์ติซอล (ซึ่งเป็นสารเครียด) โดยทำอย่างน้อยวันเว้นวัน วันละ 30 นาที ก็เพียงพอ

4. เลือกกิจกรรมที่ชอบ เช่น ฟังเพลง ทำสมาธิ

5. ฝึกมองโลกเชิงบวก เพราะถ้าสามารถปฏิบัติได้สม่ำเสมอจะทำให้เกิดเป็นนิสัยได้ การมองโลกเชิงบวกจะทำให้คนเรามองเห็นทางออกในทุกปัญหา ทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความหวัง ในทางตรงข้าม การมองโลกในทางลบจะมองเห็นปัญหาในทุกทางออก

6. การสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชน เพื่อเป็นแหล่งช่วยเหลือซึ่งกันและกันในภาวะวิกฤต

7. ถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อการรักษา เพราะความเครียดขั้นรุนแรงนำไปสู่โรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายได้

Posted by DMH Staff/Sty-Lib

30 October 2553

By DMH staffs

Views, 19768