ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

สมองเด็กไทย...รอไม่ไหวแล้ว

สมองเด็กไทย...รอไม่ไหวแล้ว



เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่สำรวจไอคิวเด็กไทย ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก คาดรู้ผลปี 54 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวโครงการ “สมอง เด็กไทย…รอไม่ไหวแล้ว” จัดโดยกรมสุขภาพจิต ว่า การสำรวจระดับสติปัญญาหรือไอคิวเด็กไทยเมื่อปี 2552 พบว่า ไอคิวเฉลี่ยเด็กไทยอยู่ที่ 91 จุด เกือบตกมาตรฐานสากลที่ 90-110 จุด ถือเป็นสัญญาณที่น่าห่วง โดยได้มีการศึกษาพบว่าสาเหตุที่คนมีไอคิวต่ำเพราะขาดไอโอดีน ที่ผ่านมาจึงได้ดำเนินมาตรการในการเพิ่มไอคิว อาทิ แจกไอโอดีนและโฟเลทเม็ดให้กับหญิงตั้งครรภ์ การกำหนดให้เกลือ น้ำปลา และซีอิ๊วต้องเติมไอโอดีน เป็นต้น นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมสุขภาพจิตดำเนินการสำรวจไอคิวของเด็กไทยทั่วประเทศ โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานสากลในการสำรวจเป็นครั้งแรก คาดว่า จะทราบผลภายในเดือนมกราคมนี้ ซึ่งจะทำให้ทราบค่าเฉลี่ยไอคิวในรายภาคและรายจังหวัด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาไอคิวเด็กไทยในอนาคต ทั้งนี้ หากเด็กไทยมีไอคิวดีก็จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศโดยใช้บุคลากร เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ



นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า แบบสำรวจไอคิวครั้งนี้เรียกว่าแบบสำรวจเอสพีเอ็ม พาราเลล (spm:Standard Progressive Matrices Parallel) ถือเป็นแบบสำรวจที่เป็นมาตรฐานสากล โดยกรมจะดำเนินการสำรวจในเด็กไทยระดับประถมศึกษา – มัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนทุกสังกัด ทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศประมาณ 1 แสนคน ซึ่งนับเป็นการสำรวจไอคิวครั้งใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีประเทศใช้แบบสำรวจนี้สำรวจไอคิวเด็กมากที่สุดเพียง 6 หมื่นคนเท่านั้น โดยแบบสำรวจจะเป็นลักษณะไม่ใช้ภาษา แต่จะให้เด็กดูรูปแล้วเลือก ในการสำรวจจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ด้วยการส่งนักจิตวิทยาคลินิก เข้าไปทดสอบเด็ก จะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีต่อเด็ก 1 คน ข้อมูลที่ได้หากพบว่าจังหวัดใดเด็กมีไอคิวต่ำ จะได้ตระหนักและมีมาตรการในการแก้ปัญหา


“การแก้ปัญหาสติปัญญาจะช่วยแก้ปัญหาความยากจน เพราะจะสามารถใช้สมองคิดและพัฒนาตนเองได้ ซึ่งการทำให้สติปัญญาดีมีหลายปัจจัย แต่จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกสรุปว่า การพัฒนาโดยเสริมไอโอดีนให้เพียงพอ เป็นการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ปัญหาได้เกินครึ่งและเป็นวิธีที่ถูกที่สุด โดยภาพรวมการที่ร่างกายได้รับไอโอดีนในปริมาณสูงไม่ส่งผลเสีย เพราะประชาชนในประเทศญี่ปุ่น มีค่าเฉลี่ยไอโอดีนในปัสสาวะถึง 20 เท่า ก็ไม่เกิดผลอะไร อย่างไรก็ตาม มีการพบว่าบางประเทศที่ให้ไอโอดีนมากและรุนแรง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ไทรอยด์เป็นพิษ แต่ไม่ได้เกิดกับทุกคน จะเกิดเฉพาะประชาชนในชุมชนที่เคยมีการขาดไอโอดีนรุนแรงมาก และคนที่มีคอพอก ซึ่งประเทศไทยไม่ประสบปัญหานี้” นพ.อภิชัยกล่าว



นพ.อภิชัย กล่าวด้วยว่า ค่าเฉลี่ยไอคิวของประชากรโลกอยู่ที่ 100 จุด โดยมีข้อมูลว่าประชากรในเมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน มีระดับไอคิวสูงที่สุดในโลก และในพื้นที่บริเวณสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น จะมีไอคิวสูง มีการให้เหตุผลว่าอาจจะเป็นเพราะบริเวณประเทศเหล่านี้เป็นโลกใหม่ที่มีเกลือ และไอโอดีนในธรรมชาติสูง



ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ผลของการเสริมไอโอดีน จะช่วยเพิ่มระดับไอคิวเด็ก 0-2 ปี ให้อยู่ที่ 100 จุด ภายใน 2 ปี และภายใน 5-6 ปี จะเพิ่มไอคิวเด็ก 3-12 ให้อยู่ในระดับ 100 จุด แต่หากขากไอโอดีนจะทำให้พัฒนาการ สติปัญญา การเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไม่ดีเท่าที่ควร นพ.อุดม เพชรสังหาร รองประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท รักลูก กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า การเพิ่มไอคิวให้กับเด็กถือเป็นสิ่งที่ดี แต่จะต้องพัฒนาเรื่องความเป็นคน ความคิดสร้างสรรค์และการล้มแล้วลุกได้ให้กับเด็กด้วย เนื่องจากปัจจุบันเด็กไทยเกิดใหม่น้อย แต่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ในอนาคตเด็กจะมีภาระที่ต้องแบกรับสูงมาก ขณะเดียวกันจะต้องเผชิญกับความผันผวนของโลกและเศรษฐกิจ

Posted by DMH Staff/Sty-Lib

30 ตุลาคม 2553

By DMHStaff

Views, 8750