ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง (ตอนที่ 1)

การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง (ตอนที่ 1)

โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ)

สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

Posted by DMH Staff/Sty-Lib

ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชาในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวเรื่อง ธรรมชาติพื้นฐานต่อไปเป็นครั้ง ๓.

ในครั้งที่ ๑ ได้พูดถึง ธรรมชาติพื้นฐาน คือการเป็นไปของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมชาติอย่างไรในครั้งที่ ๒ ได้กล่าวถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติพื้นฐาน คือความทุกข์ ในเมื่อปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ในครั้งนี้จะกล่าวถึงการดำรงชีวิตที่ถูกต้องตามธรรมชาติพื้นฐาน.

ท่านทั้งหลายจะต้องติดต่อข้อความเหล่านี้กันให้ดี ๆ ว่ามันมีธรรมชาติพื้นฐานอยู่อย่างนั้น ๆ อย่างตายตัวเมื่อไม่ทำให้ถูกต้องก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา, เราจึงต้องมีการดำรงชีวิตที่ถูกต้อง คือถูกต้องต่อธรรมชาติพื้นฐานนั่นเอง,เรียกว่า เป็นเรื่องธรรมชาติพื้นฐานไปทั้งหมด.

ในวันนี้จะได้กล่าวถึงการดำรงชีวิตที่ถูกต้องตามธรรมชาติพื้นฐาน อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างตน, เราจะต้องปรับปรุงให้ชีวิตมีการดำรงอยู่ หรือจะเรียกว่าการเป็นไปอยู่ก็ได้ ให้กลมกลืนกันกับหลักธรรมชาติพื้นฐาน.

ความหมายของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต

ในชั้นแรกนี้จะพูดกันถึงเรื่อง สิ่งที่เรียกว่าชีวิต, แล้วจึงจะค่อยพูดถึงเรื่องวิธีดำรงชีวิต โดยธรรมชาติพื้นฐาน. คำว่า ชีวิต ชีวิตนี้ พุทธบริษัทก็มีความหมายตามแบบของพุทธบริษัท, ชาวบ้านหรือนักศึกษาแขนงอื่น เขาก็มีความหมายไปตามแบบนั้น ๆ เช่น แบบวิทยาศาสตร์ คำว่า ชีวิต ก็หมายถึงความที่มันยังสดอยู่ได้ของใจกลางของเซลล์หนึ่ง ๆ ใจกลางของเซลล์หนึ่ง ๆ ยังไม่ตาย ยังประกอบกันอยู่ด้วยกันก็เป็นชีวิต, แล้วก็มีลักษณะงอกงาม นี่เรียกว่าชีวิตตามวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานอีกเหมือนกัน.

ทีนี้ชีวิต ตามความหมายในภาษาชาวบ้านนี้ก็พอจะเข้าใจกันอยู่ เพราะใคร ๆ ก็พูดเป็นทั้งนั้นแหละว่ามีชีวิตหรือมีชีวิตอย่างไร, สรุปใจความสั้น ๆ ก็คือว่ามันยังไม่ตายมันยังหายใจอยู่ มันยังกระดุกกระดิกได้อยู่, คำว่า ชีวิต ในภาษาชาวบ้านมันก็มีความหมายง่าย ๆ อย่างนี้แหละ.

ทีนี้ความหมายของคำว่า ชีวิต ขึ้นมาในรูปคำบาลีว่า อาชีโว, อาชีวะ แปลว่า ดำรงชีวิต. นี้ก็คือการดำรงชีวิตอยู่นั่นเอง เรียกว่าชีวิต เมื่อดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ก็เรียกว่ามีชีวิตอันถูกต้อง. การดำรงในที่นี้ ก็หมายถึงการกระทำที่ให้ชีวิตมันรอดอยู่ได้, ไม่ให้มันตาย, แล้วไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย ตามที่ตนต้องการ, พยายามดำรงอยู่ในลักษณะที่พอใจให้ได้มากที่สุดเท่าไรตามที่ตนต้องการ แม้ว่าชีวิตตามธรรมดาของสังขารจะมีการเปลี่ยนแปลง มีความเจ็บไข้ได้ป่วยมีทุกขเวทนา มันก็เป็นเรื่องของชีวิต. เราก็ดำรงชีวิตชนิดนั้นให้อยู่ในสภาพที่น่าปรารถนามากที่สุดเท่าที่จะมากได้

คำว่า ชีวิต ในลักษณะอย่างนี้ หมายถึงระบบการเป็นอยู่ทั้งระบบทีเดียว.

ที่นี้ ถ้าพูดตามภาษาอภิธรรม เขาก็พูดว่าการประชุมแห่งรูป แห่งจิต แห่งเจตสิก ๓ อย่างนี้ เรียกว่ามีชีวิต รูป คือร่างกายก็ยังเป็นอยู่อย่างถูกต้อง, แล้วก็มีส่วนที่เป็นจิต คือเป็นประธาน รู้สึกคิดนึกได้ นี้ก็มีอยู่อย่างถูกต้อง, แล้วก็เจตสิก คือคุณสมบัติของจิต หรือสิ่งที่ต้องเกิดกับจิตสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นรูปแบบหนึ่ง ๆ เรียกว่า เจตสิก นี้ก็อยู่อย่างถูกต้อง, เมื่ออยู่กันด้วยดี ยังอยู่กันด้วยดี ทั้งรูปทั้งจิตทั้งเจตสิก ก็เรียกว่า ชีวิต.

ทีนี้ ภาษาธรรมะที่สูงไปกว่าที่เป็นภาษาชาวบ้านพูดกัน พระคัมภีร์ก็กล่าวถึง, นักศึกษาค้นคว้าก็ค้นคว้าเรียกว่าตามแบบที่เรียกกันอย่างสมัยใหม่ว่า อภิปรัชญา, อภิปรัชญา, คำว่า ชีวิต ก็มีความหมายถึงชีวิตนิรันดร. ชีวิตที่ยังตายได้นี้ไม่เรียกว่าชีวิต ต้องเป็นชีวิตที่ตายไม่ได้อีกต่อไป, เป็นชีวิตนิรันดร นั้นจึงจะเรียกว่าชีวิต. ความหมายในความสูงสุด ยิ่งไปกว่าอภิธรรม เราจะเรียกว่าอภิปรัชญา ก็เป็นชีวิตชนิดที่เป็นนิรันดร, ชีวิตลูกนกกระจอกที่ยังตายเกิด ๆ ตายเกิดอยู่นี้ ยังไม่ใช่ชีวิต, ต่อเมื่อเป็นชีวิตนิรันดร ไม่เกิดไม่ตายไม่เปลี่ยนแปลง ไม่อะไรหมด ตอนนั้นแหละ จึงจะเรียกว่า ชีวิต,มันก็น่าสนใจอยู่.

ทีนี้ ตามความหมายหรือความมุ่งหมายของการบรรยายชุดนี้ คำว่า ชีวิต นั้น หมายถึงสิ่งที่มีปัญหาหรือมีความทุกข์, มีปัญหาหรือมีความทุกข์ หรือมีสิ่งที่ไม่พึงปรารถนามีอยู่ในตัวชีวิต. พูดให้ชัดให้ตรงลงไปก็คือตัวความทุกข์ในชีวิตนั่นแหละคือตัวชีวิต จึงพูดได้เลยว่าความทุกข์คือชีวิต, ชีวิตคือความทุกข์. เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่มีการปรุงแต่งขึ้นมา แล้วก็เปลี่ยนแปลงไป, แล้วก็เกิด – ดับ เกิด – ดับ; เอาตัวความทุกข์เป็นชีวิตก็ได้, เอาตัวชีวิตเป็นความทุกข์ก็ได้, ชีวิตกับความทุกข์ก็เลยเป็นสิ่งเดียวกัน.

นี่คำว่า ชีวิต มันมีความหมายได้หลายแง่หลายมุมอย่างนี้, ถ้าเราถือเอาสำหรับพูดจาไม่ตรงกัน มันก็พูดกันไม่รู้เรื่อง,เดี๋ยวนี้เราก็ควรจะพูดกันรู้เรื่อง เพราะว่าจะถือเอาตัวความทุกข์ในชีวิตนั่นแหละว่าเป็นชีวิต, จะต้องจัดการกับสิ่งนั้น คือให้มีการดำรงอยู่ในลักษณะที่พอทนได้ หรือไม่เป็นทุกข์.

ชีวิตควรมีอยู่โดยไม่ยึดเอาความทุกข์มาเป็นของตน.,

ชีวิตปุถุชน คนโง่เขลา ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวตน - ของตนมากเกินไป มันก็อยู่ด้วยความทุกข์ จนกระทั่งว่าตัวความทุกข์นั่นแหละเป็นตัวชีวิตไปเสียเลย. ทีนี้เขาได้ยินได้ฟังได้รับคำแนะนำสั่งสอนให้มีความรู้ความเข้าใจ ปฏิบัติไปจนความทุกข์นั้นเบาบางลง, ความทุกข์นั้นเบาบางลง จนกระทั่งไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์เลย, แม้ว่าชีวิตร่างกายมันจะเป็นทุกข์ ก็ให้มันเป็นไปตามแบบของร่างกาย, แต่จิตใจไม่รู้สึกเป็นทุกข์. พูดอย่างนี้อาจจะไม่มีใครเชื่อ หรือจะมีบางคนคัดค้านว่า มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คือ มีชีวิตอยู่ชนิดที่เป็นไปตามธรรมดาสามัญอยู่ แล้วก็ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นทุกข์เลย.

ขอทำความเข้าใจกันที่ตรงนี้แหละ ว่ามันเป็นสิ่งที่มีได้, แล้วพุทธศาสนาหรือพระธรรม นี้ก็มุ่งหมายที่ตรงนี้ มุ่งหมายที่จะทำความรู้สึกที่เป็นทุกข์นั่นแหละให้มันหมดไป ให้จิตใจมันปลีกตัวออกมาเสียได้จากความทุกข์ หรือไม่ไปยึดถือเอาความทุกข์มาเป็นความทุกข์ของตน.

นึกถึงพระอรหันต์ก่อนก็ได้ เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังเป็นคน, เป็นคน ๆ อยู่นั่นแหละ ยังต้องกินอาหาร ยังต้องอาบน้ำยังต้องถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะ ยังต้องบริหารร่างกาย ร่างกายนั้นมันยังมีโรค ภัยไข้เจ็บ; แต่ว่าท่านไม่เป็นทุกข์ เหมือนอย่างที่คนทั้งปวงเป็นทุกข์; แม้ความเจ็บปวดจะเกิดขึ้นก็รู้สึกว่า โอ้, มันก็สักว่าความเจ็บปวด ที่ความรู้สึกที่ระบบประสาทเท่านั้น ไม่มีตัวกูเป็นทุกข์, ไม่มีตัวกูเป็นเจ้าของความทุกข์ คือไม่มีตัวตน. ดังนั้นพระอรหันต์จึงมีจิตใจที่ชนะความทุกข์ เพราะว่าจิตใจนั้นอบรมเป็นอย่างดี, อบรมไว้เป็นอย่างดี มีความรู้ มีความเข้าใจ มีความเห็นแจ้งมีกำลังจิต มีอะไรทุกอย่าง พอที่จะระงับความทุกข์ ตามแบบที่คนธรรมดา ๆ เขามีอยู่นั้นเสียได้ จึงไม่มีความทุกข์ในความหมายที่ว่าน่ากลัว หรือเป็นการทนทรมาน; แม้จะมีความเจ็บปวดเป็นทุกขเวทนาบ้าง ก็มองเห็นเป็นสักว่าเวทนาเท่านั้น, นั่นเป็นสักว่าเวทนาเท่านั้น ไม่ใช่ความทุกข์ของเรา.

ข้อนี้ควรจะพยายามทำความเข้าใจให้ดี ๆ ก็จะเข้าใจเรื่องของความทุกข์ได้มากขึ้น ไม่ใช่ว่าพระอรหันต์จะไม่เจ็บไม่ไข้หรือไม่มีอาการอย่างที่เขามีกัน; แม้จะมีก็ไม่รู้สึกว่ามีตัวเราเป็นทุกข์ หรือเป็นความทุกข์ของเรา ท่านเห็นเป็นแต่เพียงว่าเวทนาที่เกิดอยู่ที่นั่น ที่อวัยวะส่วนนั้นตามธรรมชาติตามธรรมดาให้เวทนา เป็นสักแต่ว่าเวทนา เวทนาไม่ใช่ของเรา เวทนาก็ไม่ใช่ของเวทนา มันเป็นธรรมชาติธรรมดา; ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันจะรู้สึกเสมือนหนึ่งว่า เราเป็นเจ้าของเวทนานั้น, แล้วเวทนานั้นก็เป็นของเรา ถ้าอย่างนี้ก็จะต้องได้รับความทุกข์ทรมานตามแบบความหมายคนธรรมดา, พูดกันทั่ว ๆ ไปว่าเป็นทุกข์ คือ มันเป็นทุกข์หมดทั้งจิตทั้งใจ ทั้งความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา, เรากำลังเป็นทุกข์อย่างยิ่ง, เรากำลังจะตาย หรืออะไรทำนองนี้.

ถ้าแยกเวทนาออกไปเสียได้ คือไม่เป็นเรา หรือไม่เป็นของเราแล้ว ความรู้สึกมันรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง, นี่เรียกว่า ดับทุกข์กันโดยตรงในชีวิตนี้ ในอัตตภาพนี้ มันก็ทำได้อย่างนี้, คือไม่โง่ไม่หลง ไปจับฉวยเอาความเจ็บปวดนั้นมาเป็นความทุกข์ของตน ปล่อยให้เป็นสักว่าเวทนาอย่างหนึ่งในเวทนาทั้งหลาย, ให้เวทนาเป็นไปตามเรื่องของเวทนาตามธรรมชาติตามธรรมดาในโลกนี้. นี่ดำรงชีวิตในลักษณะอย่างนี้ ก็จะทำให้ชีวิตนั้นไม่เป็นทุกข์, เป็นทุกข์ก็เป็นของเวทนาของสังขารไปตามเรื่อง ไม่มาเป็นของเรา หรือไม่มาเป็นของจิตที่มีความยึดถือว่าของเรา.

*******************************************
จากหนังสือเรื่อง การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ) สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

Posted by dmhstaff/sty-lib

11 เมษายน 2554

By พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ)

Views, 4024