ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง (ตอนที่ 2)

การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง (ตอนที่ 2)

โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ)

สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

Posted by DMH Staff/Sty-Lib

ทุกชีวิตต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด และทั้งหมดทั้งสิ้นด้วยของพระพุทธศาสนา คือการไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรโดยความเป็นของเรา เป็นหลักพื้นฐานทั่วไป ตั้งแต่ต้นที่สุด จนปลายที่สุด; จะขอยกตัวอย่าง ว่าแม้แต่เด็ก ๆ ก็ควรจะมีความรู้เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น มิฉะนั้นมันจะดิ้นรนเป็นทุกข์เมื่อมีความเจ็บปวดมากเกินไป, หรือว่าแม้เมื่อของเล่น เช่น ตุ๊กตา เป็นต้น ของเขาแตก เขาก็จะร้องไห้เหมือนกับจะตาย, หรือว่าเด็ก ๆ ที่ยึดมั่นถือมั่นเกินไป พอสอบไล่ตกก็ร้องไห้เหมือนจะตายหรือบางทีก็ไปฆ่าตัวตายเสีย ก็เคยได้ยินว่ามีเหมือนกันในบางกรณี นี่เพราะยึดมั่นถือมั่นเกินไป.

“ อย่าหมายมั่นอะไร ให้เป็นตัวตน-ของตนมากเกินไป

จนต้องเป็นทุกข์ทุกคราว ที่สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลง”


ดังนั้นแม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็ควรจะมีความรู้เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นไว้เป็นพื้นฐาน อย่าหมายมั่นอะไร ให้เป็นตัวตน-ของตนมากเกินไป จนต้องเป็นทุกข์ทุกคราวที่สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป. ให้ตั้งตนอยู่ในสภาพที่ถูกต้องหรือพอดี; อะไรมีจะต้องกิน จะต้องใช้ จะต้องทำ ก็กิน ก็ใช้ ก็ทำ ก็เกี่ยวข้องไปตามสมควร แต่ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นหรือหมายมั่นให้เป็นตัวตนหรือของตน จนกระทั่งว่าพอสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงหรือแตกดับลงไป ก็เป็นทุกข์เหลือประมาณ คือ เกินจำเป็น ถึงกับไปฆ่าตัวตายอย่างนี้; นี่แม้แต่เรื่องเด็ก ๆ แม้แต่พวกเด็ก ๆ ก็ควรจะมีความรู้เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น.

ถ้าเป็นคนหนุ่มคนสาวขึ้นมา ก็ยิ่งจะต้องมีความรู้เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น มิฉะนั้นจะมีเรื่องที่ต้องให้ร้องไห้มากเกินไป, มีเรื่องที่จะต้องฆ่าตัวตายมากเกินไป, แล้วเหมือนกับที่ฆ่าตัวตายกันอยู่เป็นประจำ เรียกว่าผิดหวังอย่างยิ่งในเรื่องของความรัก แล้วก็ฆ่าตัวตายทีนี้มาถึงคนที่อยู่เป็นคู่ผัวตัวเมีย สามีภรรยากันแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องยึดมั่นถือมั่น. นี้อาจจะต้องมีความรู้เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น; ถ้ามันผิดหวังเกี่ยวกับเรื่องภรรยาสามี ก็ไม่ต้องฆ่าตัวตาย, แล้วก็ไม่ต้องฆ่าคนอื่นให้ตายด้วย. เดี๋ยวนี้พอมีเรื่องขึ้นมา มันก็ฆ่าตายทุกคน แล้วก็ฆ่าตัวเองตาย. นี่เรียกว่ามันเกินไป เพราะมันมีความยึดมั่นถือมั่น.

ทีนี้เป็นคนสูงอายุแล้ว เขาก็จะต้องรู้จักปล่อยวางไปตามลำดับ, ไม่ยึดมั่นถือมั่น; มิฉะนั้นมันก็จะต้องมีความทุกข์เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ. กระทั่งว่าเป็นคนแก่คนเฒ่า กำลังจะเข้าโลงอยู่แล้ว ก็ต้องรู้จักสลัดความยึดมั่นถือมั่นให้ลดน้อยลงก็จะเป็นสุข, จะเป็นคนแจ่มใสสดชื่น เหมือนกับว่ากลับหนุ่มขึ้นมา คือโดยจิตใจนั้นมันกลับหนุ่มขึ้นมา; แม้ร่างกายจะชรา จะเหี่ยวแห้ง แต่จิตใจนั้นมันจะหนุ่มขึ้นมา คือ เป็นความสงบ ไม่มีทุกข์ร้อน ไม่ดิ้นรนเพราะมีความรู้เรื่องนี้ เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น, เป็นผู้ยิ้มเยาะได้ในทุกกรณีไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น.

จึงหวังว่าท่านทั้งหลายจะได้มองเห็นว่า เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นจำเป็นสำหรับทุกคน; มิใช่ว่าจะเอาไว้สอนแต่บางคน หรือสอนคนที่สูงอายุแล้ว. เมื่ออาตมานำเรื่องนี้เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นออกมาเผยแผ่นี้ ก็ถูกคัดค้าน ถูกตัดพ้อ ถูกต่อว่า ถูกด่า ถูกประณาม ว่าบ้าแล้ว เอาเรื่องที่ไม่ควรจะเอามาสอนก็เอามาสอน, เรื่องที่ไม่ควรจะเอามาสอนคนตามธรรมดาก็เอามาสอน, ข้อนั้นมันเป็นความโง่ของคนที่พูดเช่นนั้นเอง. เขาไม่รู้ว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นความรู้ที่สำคัญที่จะต้องรู้แม้แต่เด็ก ๆ ได้รู้เรื่องนี้ตามสมควรแก่อัตตภาพ จะได้มีความทุกข์น้อยลง.

ยิ่งกว่านั้นมันก็จะเป็นจุดตั้งต้นที่ดี คือเขามีความรู้ที่เป็นจุดตั้งต้นถูกต้อง แล้วตั้งต้นที่ดี, ความรู้เรื่องนี้ก็จะเจริญงอกงามไปตามลำดับ อายุมากเข้า เขาก็จะรู้จักทำให้ยึดมั่นถือมั่นน้อยเข้า ๆ บางทีจะทันกับเวลาสุดท้าย คือหมดความยึดมั่นถือมั่นเสียได้ก่อนแต่ที่จะตายเข้าโลง, นี่มันเป็นความดีอย่างนี้ หัวใจของพุทธศาสนามันก็ไม่มีเรื่องอื่นนอกจากเรื่องนี้ คือการรู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, สอนลูกเด็ก ๆ สอนเด็กโต สอนหนุ่มสาว สอนพ่อบ้านแม่เรือน สอนคนแก่คนเฒ่าให้รู้เรื่องนี้ นั่นแหละคือการสอนพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง, เป็นพุทธศาสนาจริงเป็นหัวใจพุทธศาสนาจริง ให้รู้ไว้จริง ก็จะไม่เสียทีที่ว่า เราเป็นพุทธบริษัท นับถือพระพุทธศาสนา.

การดำรงชีวิตชนิดมีหลักพื้นฐานถูกต้อง

เดี๋ยวนี้ก็มาถึงข้อที่ว่า จะต้องดำรงชีวิตที่ถูกต้องตามแบบพื้นฐานนั้นอย่างไร, เมื่อมีชีวิตตามธรรมดามันมีการเปลี่ยนแปลง แล้วผู้ไม่รู้ก็มีความทุกข์ หรือดิ้นรน ขึ้นลงไปตามความเปลี่ยนแปลง, ไม่ว่าขึ้นไม่ว่าลงมันเหนื่อยทั้งนั้นแหละ กระโดดขึ้นหรือกระโดดลงมันเหนื่อยทั้งนั้นความยินดี – ยินร้ายมันเหนื่อยเท่ากัน, ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัวอะไรต่าง ๆ มันมีความเหนื่อยเท่ากัน, มันไม่ใช่ความสงบหรือพักผ่อน เราจะต้องรู้จักจัด รู้จักทำ ให้ชีวิตนี้มีความพักผ่อน คือความสงบ อย่ากระโดดโลดเต้นไปตามสังขาร ที่เข้ามาในรูปแบบของอารมณ์ต่าง ๆ มายั่วยุให้ขึ้นให้ลง เกิดความยินดี – ยินร้าย.

ดำรงชีวิตอยู่ชนิดที่โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์.

เมื่อถามว่า จะดำรงชีวิตอย่างไร จึงจะถูกต้องตามหลักพื้นฐานนั้น ? เรามีหลักพระบาลี ถือเป็นหลัก คือบาลีพระพุทธองค์ตรัส เมื่อจวน ๆ จะปรินิพพานอยู่แล้ว แก่สุภัททะ ปริพพาชกว่า สเจเม สุภทฺท ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยํ อสุญโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส, แปลว่า ดูก่อนสุภัททะ ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จะเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระตรัสเป็นหลักกลางที่สุด กลาง ๆ ที่สุดว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์; เมื่อถามว่า จะดำรงชีวิตอย่างไร, เราก็จะตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า ดำรงชีวิตชนิดที่โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์.

ขอให้ทุกคนมีความมุ่งหมาย มีความตั้งใจ ที่จะดำรงชีวิตของตน ดำรงชนิดที่โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์. ใครเขาจะหาว่าอวดดี จะเป็นพระอรหันต์ ก็ได้ ไม่เป็นไร; เพราะว่าการดำรงชีวิตชนิดนั้นมันดับทุกข์ มันป้องกันความทุกข์มันจะดับทุกข์ได้สิ้นเชิง. ถือเป็นหลักครั้งแรกว่า จะดำรงชีวิตชนิดที่โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. นี่คือดำรงชีวิตที่ถูกต้องตามหลักพื้นฐาน. คำพูดนี้ใช้เป็นหลักพื้นฐานได้ทั่วไป ได้ตลอดตั้งแต่ต้นจนปลาย.

เป็นอยู่โดยอริยมรรคมีองค์ ๘.

เอ้า, ทีนี้ก็ต้องถามกันต่อไปว่า ดำรงชีวิตอย่างไรโลกจึงจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ? มันก็ตามหลักพระพุทธศาสนานั่นแหละที่ใกล้ชิดที่สุด ที่ใกล้ชิดที่สุดที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่มากที่สุด ก็คือ ดำรงชีวิตตามอัฏฐังคิกมัคค์ ดำรงชีวิตตามอัฏฐังคิกมรรค.

เรื่องนี้ก็พูดมาหลายครั้งหลายหนแล้วตามหนทางมีองค์ ๘ ประการ. ตามหนทางที่มีองค์ประกอบ ๘ ประการนั่นแหละเรียกว่าอัฏฐังคิกมรรค. แต่ว่า ๘ ประการนั้นต้องถูกต้อง หมายความว่าเป็นองค์ที่ประพฤติกระทำอย่างถูกต้อง ตามหลักที่บัญญัติไว้ในธรรมวินัยนี้, องค์ ๘ ประการนั้น ก็ได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไป ๆ ไป แล้วก็หลายคน หรือส่วนมากก็ท่องได้ คือสวดมนต์บทนี้ได้ เรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ แต่อาจจะไม่มองให้ไกลให้กว้างออกไป ถึงว่ามันเป็นอะไรอยู่ในฐานะเช่นใด จะช่วยได้อย่างไร, ก็เพียงแต่ท่องได้เป็นนกแก้วนกขุนทอง ถ้าอย่างนี้มันก็ไม่พอ, จะต้องรู้ จะต้องเข้าใจให้แจ่มแจ้ง ว่ามรรคมีองค์ ๘ ประการนั้น คือ ประกอบอยู่ด้วยความถูกต้อง ๘ ประการ

ถูกต้องกลุ่มที่ ๑ คือถูกต้องทางความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความเข้าใจ, นี่เรียกว่า สัมมาทิฐิ – ถูกต้องของทิฐิ.

ครั้นถูกต้องของทิฐิแล้ว ก็มีความถูกต้องของความประสงค์ หรือความต้องการ, เรียกว่าสัมมาสังกัปโป. สัมมาสังกัปโป แปลว่า มีความประสงค์ถูกต้อง มีความปรารถนาถูกต้อง สังกัปปะนั้นมิได้แปลว่า ความคิดเหมือนกับที่บางคนพูด แปลสัมมาสังกัปปะว่าความคิดถูกต้อง นั้นไม่ถูกตามตัวหนังสือ, สังกัปปะ แปลว่า ความปรารถนา ก็คือความคิดชนิดหนึ่ง นั่นเอง, ความคิดชนิดที่เป็นความปรารถนา ก็เรียกว่าสังกัปปะ คือมุ่งหมายจะได้หรือใฝ่ฝันจะได้, นั่นแหละ คือสังกัปปะ เราจะต้องสังกัปปะที่ถูกต้อง.

ข้อนี้ไม่เป็นไร ถ้ามีทิฐิ คือความคิดเห็นหรือความรู้หรือความเชื่อ หรือความเข้าใจ ถูกต้องเป็นข้อแรกแล้วความประสงค์ หรือ ความใฝ่ฝันปรารถนา มันก็ย่อมจะถูกต้องเพราะมันเป็นไปตามอำนาจของสัมมาทิฐิ คือจิตมันมีความรู้อย่างไร มันก็ต้องการอย่างนั้นแหละเป็นธรรมดา

ทีนี้ กลุ่มที่ ๒ ก็มี ความถูกต้องทางวาจา คือ การพูดจา เรียกว่า สัมมาวาจา คำพูดที่เอามาใช้พูดก็ถูกต้อง วิธีพูดก็ถูกต้อง ทำความสัมพันธ์กันด้วยคำพูดที่ถูกต้องนี้อย่างหนึ่ง เรียกว่าถูกต้องทางวาจา.

แล้วก็ ถูกต้องทางการงานที่ทำ เรียกว่า สัมมากัมมันโต ระบุเป็นการสมาทานดำรงอยู่ในศีลทางกายทุกข้อ ๆ ศีลทางกายมีกี่ข้อก็ทุกข้อ ปฏิบัติได้ดีแล้วก็เรียกว่ามีความถูกต้องในทางกาย คือทางการงาน.

แล้วก็ มีการดำรงชีวิตถูกต้อง ต้องมีการดำรงชีวิต ต้องมีการเพิ่มปัจจัยแก่ชีวิต ก็มีการเพิ่มปัจจัยให้แก่ชีวิตอย่างถูกต้อง คือดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ซึ่งเรียกว่าสัมมาอาชีโว.

กลุ่มนี้ก็มี ๓ : สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว. เป็นกลุ่มศีล.

ทีนี้ต่อไป กลุ่มที่ ๓ : สัมมาวายาโม มีความพากเพียรพยายามอยู่อย่างถูกต้อง; นี่ก็ต้องมีสติ ควบคุมมันไว้ ให้มันมีความพากเพียรอย่างถูกต้อง. ก็มีสัมมาสติ มีความพากเพียรไม่ย่อหย่อน แล้วก็มีสติควบคุมความเพียรนั้นไว้ ให้อยู่ในสภาพที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า สัมมาสติ. ครั้นแล้วก็ใช้กำลังจิตทั้งหมดตั้งมั่นอยู่ในความถูกต้อง เรียกว่า สัมมาสมาธิ.

นี่ขอให้ช่วยสนใจให้มาก จนเข้าใจกันเป็นอย่างดีอย่าให้เพียงแต่ท่องได้: ถ้าเพียงแต่ท่องได้ มันไม่สำเร็จประโยชน์อะไรนัก. ขอให้รู้จักจนประพฤติอยู่อย่างครบถ้วนให้ชีวิตนี้มีการประพฤติกระทำอยู่อย่างครบถ้วน ตามความถูกต้อง ๘ ประการนี้มันฟังง่ายกว่าที่จะพูดว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ, แต่มันก็เรื่องเดียวกันแหละ. อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ก็เพราะมันมีความถูกต้อง ๘ ประการนี้ รวมตัวกันเข้าเป็นเสมือนหนึ่งหนทาง, แต่เป็นหนทางแห่งชีวิต เรียกว่า ทางแห่งชีวิตที่ถูกต้อง ประกอบอยู่ด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้. นี่เรียกว่าหลักพื้นฐานของการดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง.

ขอร้องเป็นพิเศษว่า จงได้พยายามทำความเข้าใจเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ จนประพฤติปฏิบัติอยู่ที่เนื้อที่ตัว มองไปก็ให้เห็นว่า โอ, มันมีความถูกต้อง ๘ ประการนี้อยู่ในเรา.

*******************************************

จากหนังสือเรื่อง การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ) สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

Posted by dmhstaff/sty-lib

19 เมษายน 2554

By พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ)

Views, 3960