ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง (ตอนที่ 3)

การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง (ตอนที่ 3)

โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ)

สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

Posted by DMH Staff/Sty-Lib

เป็นอยู่โดย ศีล สมาธิ ปัญญา

ทีนี้ก็จะพูดต่อไปตามหลักที่ใช้พูด ความถูกต้อง ๘ ประการนั้น ก็คือสิ่งที่เรียกว่าศีล สมาธิ และปัญญา หากแต่ว่ากลับหัวกลับหางกันเสีย : เอาปัญญามาพูดก่อน คือ สัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปโป นี้ปัญญา, แล้วสัมมาวาจาสัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโวนี้เป็นศีล, แล้วสัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้สมาธิ

ข้อนี้อาตมาก็ถูกด่า พวกตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์เขาหาว่าเราสอนผิด ที่มาแนะขึ้นมาว่าต้องปัญญามาก่อน ปัญญามาก่อนศีล มาก่อนสมาธิ นี้ไม่ใช่เราว่าเอาเอง; พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นหลักในอริยมรรคมีองค์ ๘ ว่าองค์ทั้ง ๘ นั้นองค์ที่เป็นปัญญาต้องมาก่อน, แล้วองค์ที่เป็นศีลตามมา องค์ที่เป็นสมาธิตามมา เพื่อจะได้ถูกต้อง ถ้าไม่มีปัญญามาก่อนแล้ว ศีลจะไม่ถูกต้อง, มันจะเหวี่ยงออกนอกลู่นอกทาง เข้ารกเข้าพงไป หรือจะยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป จนเป็นสีลัพพัตตปรามาสไปเสียหมด, ประพฤติปฏิบัติอะไรก็เป็นสีลัพพัตตปรามาสไปเสียหมด คือยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นของวิเศษศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ มีเดช มีปาฏิหาริย์ เกินกว่าเหตุผลที่มีอยู่

เช่นว่า ศีล จะช่วยละกิเลสชั้นนอก ๆ ก็จัดให้เป็นเรื่องขลัง เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์, เป็นเรื่องที่จะทำให้ได้อำนาจอันลึกลับ อันเร้นลับอะไรไปนั่น, นี่ถือศีลผิดความประสงค์มุ่งหมายอันแท้จริงของศีล ก็กลายเป็นสีลัพพัตตปรามาส คือความโง่ของคนนั้นมันลูบคลำศีลจนสกปรกไปเสีย, กลายเป็นเรื่องขลังเรื่องศักดิ์สิทธิ์เรื่องนอกลู่นอกทางไปเสีย, ถ้าปัญญามาก่อนมันทำอย่างนั้นไม่ได้

ฉะนั้น จึงเอาปัญญามาก่อน ปัญญารู้อะไรเป็นอย่างไร กระทั่งปัญญาสูงสุดที่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ มันก็ไม่ต้องยึดมั่นศีลให้เป็นของสกปรกเรื่องศีลนี้จำไว้ง่าย ๆ ว่า จงสมาทานศีล อย่าอุปาทานศีล คืออย่ายึดมั่นถือมั่นศีลด้วยอุปาทาน, แต่ให้สมาทานศีล คือถือเอาด้วยดี ถือไว้อย่างถูกต้อง, ปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้อง นี้เรียกว่าสมาทาน ถ้าอุปาทาน แล้วก็มันยึดเอาศีลนี่เป็นเรื่องขลัง เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องผิดธรรมดาแล้วก็อวดดีอวดเด่นจะยกตนข่มท่านเพราะมีศีลด้วยอุปาทาน

จำไว้ ๒ คำง่าย ๆ ว่า อุปาทาน นั้นยึดมั่นถือมั่นใช้ไม่ได้ สมาทานนั้น แปลว่า ถือเอาไว้อย่างดี นี้ใช้ได้ ฉะนั้นทำอะไรทุกอย่าง ก็จงทำอย่างวิธีสมาทาน คือถือเอาไว้เป็นอย่างดี อย่าทำด้วยวิธีอุปาทาน คือยึดมั่นถือมั่น มันจะเป็นทุกข์ไปตั้งแต่ต้นมือ เพราะมันหนักด้วยความยึดมั่นถือมั่นเพราะความโง่

คำว่า ยึดมั่นถือมั่น, นั้นปัญญาจะถือเอาไว้แต่พอดี มันจะถือไว้อย่างดี ถ้าถือด้วยสติปัญญาก็จะเป็นสมาทาน, แยกคำว่าอุปาทาน กับคำว่า สมาทาน ให้ออกจากกันเสียอย่างนี้ก็จะปลอดภัย

นี่ก็ชี้ให้เห็นว่า เรื่อง อริยอัฏฐังคิกมัคค์นั้น ก็คือเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ว่ากลับลำดับกันอยู่ ที่เรากล่าวว่า ศีล สมาธิ ปัญญา, ศีล สมาธิ ปัญญา นี้กล่าวตามลำดับชั้น ลำดับค่าสูงต่ำ หรือกล่าวตามหลักวิชาการ แต่ถ้ามาเป็นการปฏิบัติ เป็นวิธีการของการปฏิบัติแล้ว ต้องว่าปัญญา ไม่เคยมีปัญญามานำหน้าของศีล ของสมาธิแล้ว ศีล สมาธินั้นก็เฉออกข้างทางออกนอกลู่นอกทาง ไปเป็นสีลัพพัตตปรามาสหมด

แต่ถ้ามีปัญญาหรือสัมมาทิฐิควบคุมอยู่ มันไม่ไปมันอยู่ในร่องในรอย ปัญญาก็จูงศีล สมาธิ ให้ได้ทำหน้าที่ยิ่ง ๆ ขึ้น, เมื่อสมาธิทำหน้าที่ยิ่งขึ้น ก็ส่งเสริมให้ปัญญามีกำลังมากขึ้น, ปัญญามีกำลังมากขึ้นแล้ว ก็นำศีล สมาธิ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องยิ่งขึ้นไปอีก สูงขึ้นไปอีก, ศีล สมาธิสูงขึ้นไปอีกก็ส่งเสริมให้เกิดปัญญาที่สูงขึ้นไปอีก, ปัญญาก็สามารถนำศีล สมาธิ ได้สูงยิ่งขึ้นไปอีก จนกระทั่งวาระสุดท้าย คือสูงสุด คือหลุดพ้น

นี่เรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ากล่าวโดยวิชาการก็เรียงลำดับว่า ศีล สมาธิ ปัญญา, ถ้ากล่าวโดยปฏิบัติการโดยพฤตินัยแล้วก็จะพูดว่า ปัญญา ศีล สมาธิ; แต่เราไม่ค่อยได้ยิน และพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ในรูปของอริยมรรคมีองค์ ๘, ๘ ประการนั้นท่านตรัสปัญญา ศีล สมาธิ, ปัญญา ศีล สมาธิ, แต่เราไม่ได้ยินว่าอย่างนั้น เราได้ยินว่า สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโตสัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ไปเสียก็เลยไม่รู้ ไม่ได้สังเกตเพราะว่าเป็นคนที่ไม่สังเกต ถ้าเป็นคนสังเกตสักหน่อยก็จะพบได้ด้วยตนเองว่า ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านจะตรัสไว้ในฐานะเป็นทางปฏิบัติแล้วท่านก็ตรัสเป็นลำดับเป็นปัญญา ศีล สมาธิ โดยนัยดังที่กล่าวมานี้

ทีนี้ก็มีเรื่องที่จะต้องทราบต่อไปอีกว่า ในองค์ทั้ง ๘ นั้น, องค์ทั้ง ๘ นั้น องค์ที่เป็นประธาน เป็นเจ้าของเรื่องก็คือสมาธิ คือสัมมาสมาธิ; จะเข้าใจได้ง่ายก็เปรียบด้วยกองทัพ, สมาธินั้นเปรียบเหมือนกับกองทัพหลวง ที่มีแม่ทัพบัญชางานกองทัพหลวง กองทัพที่เป็นประธาน ส่วนสัมมาทิฐิก็เป็นกองทัพหน้ากองที่ต้องไปข้างหน้านำไปข้างหน้า หาวิธีการที่จะให้การรบนั้นดำเนินไปด้วยดี ก็ติดต่อกับกองทัพหลวง กองทัพหลวงก็มีแผนดำเนินงานไปที่กองทัพหน้าได้รายงานไว้อย่างถูกต้องอย่างไร นี้จึงต้องมีสัมมาทิฐิ คือความถูกต้องเป็นกองทัพกองเสบียงอาหารอะไรไปตามเรื่อง, รวมกันหมด ๘ องค์พอดี ก็สำเร็จประโยชน์

เมื่อทำหน้าที่กันจริง ๆ องค์ทั้ง ๘ ทำหน้าที่กันจริง ๆ ก็ปรากฏเป็นว่า องค์ ๗ ข้างต้นนั้นเป็นบริวารขององค์สุดท้าย, องค์สุดท้ายคือสมาธิ แล้วองค์ ๗ องค์ข้างหน้านั้นเป็นบริวารของสมาธิ อย่างนี้เรียกว่า อริยสัมมาสมาธิมีบริขาร ๗, ถ้าว่ามันทำครบ เมื่อมันครบทั้ง ๘ องค์ แล้วในลักษณะที่ทั้ง ๗ องค์นั้นเป็นบริวารของสมาธิแล้ว, สมาธินั้นจะเปลี่ยนชื่อเป็นอริยสัมมาสมาธิมีบริขาร ๗; ก่อนนี้มีชื่อว่าสัมมาสมาธิยังไม่เต็มยศ โดยแจกเป็นองค์ ๆ องค์ๆ คล้ายกันมีน้ำหนักเท่า ๆ กัน แต่ครั้นประกอบกันทำหน้าที่สมบูรณ์เสร็จแล้ว ทั้ง ๗ องค์นั้นแวดล้อมหรือส่งเสริมสมาธิ, สมาธิก็ทำหน้าที่รบข้าศึก คือกิเลส ได้สำเร็จ, สัมมาสมาธิได้รับการเชิดชูยกขึ้นสูงกว่า เป็นอริยสัมมาสมาธิมีบริขาร ๗, องค์ ๗ ข้างต้นเป็นบริวารของสัมมาสมาธิในลักษณะอย่างนี้

ถ้ารู้เรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้วก็รู้เรื่องอริยสัมมาสมาธิมีบริขาร ๗ นี่ไว้ด้วย มี ๘ ก็จริง แต่พอมีทำหน้าที่คุมกันเป็นกองทัพแล้วมันยกสมาธิขึ้นเป็นหลัก เป็นขุน เป็นขุนพล เป็นจอมทัพ นอกนั้นก็แวดล้อมจอมทัพ จอมทัพก็ทำหน้าที่กำจัดข้าศึก, หมายความว่า สมาธิในที่นี้มีปัญญาอยู่ในสมาธินั้นด้วย ฉะนั้นจึงสามารถกำจัดข้าศึก สัมมาสมาธิมีปัญญาของสัมมาทิฐิเข้ามาเป็นกำลังสำหรับแหวกไปฟันฝ่าไป มันก็ทำได้นอกนั้นก็ร่วมมือช่วยเหลือให้สำเร็จประโยชน์

นี่ถ้าดูให้ดี ก็จะมองเห็นเป็นว่า ในเรื่องของชีวิตนี้มีการต่อสู้เหมือนกับการทำสงคราม, การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องระหว่างกิเลสกับโพธิ, ระหว่างความรู้กับความไม่รู้, หรือระหว่างความทุกข์กับจิตที่มีปัญญา

ถ้าดำรงชีวิตได้อย่างนี้ ก็เรียกว่าดำรงชีวิตถูกต้องโดยหลักพื้นฐาน, ชีวิตเป็นไปในลักษณะที่ทำลายกิเลสอยู่เรื่อยไปเปรียบเหมือนกองทัพที่มีอาวุธสำคัญรุกไล่ข้าศึกถอยไป, หรือเหมือนกับว่ามันพ่นไฟไปข้างหน้า อะไร ๆ ก็วินาศไปตามลำดับสมาธิมีกำลังอย่างนี้

ดังนั้นเป็นอันว่า จะเรียกอัฏฐังคิกมัคค์, อริยอัฏฐังคิกมัคค์ก็ดี จะเรียกว่า อริยสัมมาสมาธิมีบริขาร ๗ ก็ดี, มันก็เรื่องเดียวกัน แต่ถ้าเราพูดเป็นองค์ ๆ เป็นอัฏฐังคิกมรรคมีองค์ ๘ เป็นองค์ ๆ อย่างนี้ ก็ยังไม่ได้สู้รบตบมืออะไร, แต่พอกลายเป็นอริยสัมมาสมาธิมีบริขาร ๗ กลายเป็นเวลาที่สู้รบตบมือกับข้าศึก, ทำลายล้างข้าศึกอย่างยิ่ง สิ่งเดียวเท่านั้นแหละ เมื่ออยู่กันเป็นองค์ ๆ ก็เหมือนกับพักผ่อนอยู่, พอลุกขึ้นต่อสู้กิเลส องค์สุดท้ายเป็นแม่ทัพ ขุนพล องค์ ๗ องค์ที่เหลือเป็นบริวาร นี่คือหลักพื้นฐานของการดำรงชีวิตโดยหลักพื้นฐาน

เป็นอยู่โดยถูกต้องตามหลักสมถะ – วิปัสสนา

แต่ก็ยังมีเรื่องพิเศษที่ควรจะทราบ เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดก็ได้ แต่ก็ควรจะทราบว่า บางทีพระพุทธเจ้าทรงแสดงอัฏฐังคิกมัคค์โดยถ้อยคำอันอื่น คือโดยถ้อยคำว่า สมโถ จ วปสฺสนา จ อย่างนี้ก็มี คือเมื่อจะแสดงว่าอะไรเป็นความดับทุกข์ดับกิเลส ดับทุกข์ ดับปัญหาต่าง ๆ ในบางแห่งแทนที่จะตรัสว่าอัฏฐังคิกมัคค์ ตรัสว่า สมโถ จ วิปสฺสนา จ ก็มี แปลว่า สมถะด้วย วิปัสสนาด้วย, มีเพียง ๒ เท่านั้น ไม่มีศีล

ทีนี้บางคนจะสงสัย หรือนักค้านโง่ ๆ นั้นจะค้านพระพุทธเจ้า ว่าทำไมไม่พูดถึงศีล เล่า ? ถ้าในกรณีอย่างนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงศีล เพราะเอาศีลไปบรรจุไว้ในสมถะเสียแล้ว, ศีลรวมอยู่ในระบบสมถะเสียแล้ว มันจึงยังเหลือแต่สมถะด้วยวิปัสสนาด้วย, ๒ อย่างเท่านั้น นี่อย่างนี้เราจะต้องเข้าใจกันไว้ให้ดี ๆ ว่า พระพุทธเจ้านั้นต้องตรัสถูกต้องเสมอแหละ; แม้บางทีจะตรัสเพียง ๒ บางทีจะตรัสเพียง ๓ บางทีขยายออกเป็น ๘ มันก็เรื่องเดียวกันทั้งนั้นแหละ

ถ้าจัดเป็น ๘ แล้ว ก็องค์มรรคมีองค์ ๘, ถ้าจัดเป็น ๓ ก็ศีล สมาธิ ปัญญา, ถ้าจัดเป็น อีกระบบหนึ่ง เรียกชื่อว่า สมถะและวิปัสสนา เพียง ๒ อย่างเท่านั้น ศีลอยู่ในสมถะ ศีลรวมอยู่ในสมถะ, เป็นบริวาร คือรวมอยู่ในคำว่า สมถะก็ได้ คือความสงบทางกาย ทางวาจา ทางจิต แล้วก็มีปัญญาที่เป็นวิปัสสนาเห็นแจ้งตลอดสิ่งทั้งปวง ถ้าพูดเพียง ๒ เรื่อง, แม้จะพูดเพียง ๒ เรื่องว่าสมถะและวิปัสสนา มันก็หมดเหมือนกัน สามารถที่จะทำลายความทุกข์ได้ด้วยกันเหมือนกัน ฉะนั้น จะพูดสั้น ๆ ว่า ดำรงชีวิตด้วยสมถะและวิปัสสนา ก็เรียกว่าดำรงชีวิตถูกต้องตามหลักพื้นฐาน อยู่นั่นเอง

นี่อาตมาได้แสดงมาโดยหัวข้อ ว่าจะกล่าวโดยอัฏฐังคิกมัคค์ก็ได้, หรือจะกล่าวโดยอริยสัมมาสมาธิมีบริขาร ๗ ก็ได้, โดย ศีล สมาธิ ปัญญาก็ได้, โดยสมถะและวิปัสสนาก็ได้, มันเท่ากันเลย มันเหมือนกันเลย แต่เรียกชื่อไม่เหมือนกัน เรียกชื่อยาวสั้นกว่ากันแจกมากแจกน้อยกว่ากัน, แต่เป็นเรื่องเดียวกันและเท่ากัน เอาทั้งหมดมาแบ่งเป็นสมถะและวิปัสสนามันก็ได้ ๓ เรื่อง, เอามาแบ่งเป็น ๘ มรรคมีองค์ ๘ มันก็ได้ ๘ เรื่อง: แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเดียวกันเท่ากัน, พูดต่างกันโดยวิธีสำหรับพูด, แต่ตัวเรื่องที่พูดนั้นมันเท่ากัน

ปฏิบัติอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐

ทีนี้ก็จะได้บอกกล่าวกันต่อไป ถึงชื่อของธรรมะอื่นๆ ซึ่งเป็นหลักดำรงชีวิต, เป็นหลักดำรงชีวิตถูกต้องโดยพื้นฐาน ขอให้จำคำนี้ไว้ให้ดีๆ หลักดำรงชีวิตอย่างถูกต้องโดยพื้นฐานโดยธรรมชาติพื้นฐาน กล่าวมาแล้ว ๓ พวก ๓ หมวด

ทีนี้จะกล่าวถึงหมวดอื่นบ้าง ก็คือหมวดที่เรียกว่า กุศลกรรมบถ นี้ก็คือความถูกต้องทางกาย ทางวาจา และทางใจ กายกรรม ๓ อย่าง วจีกรรม ๔ อย่าง, มโนกรรม ๓ อย่าง ซึ่งชินหูหรือว่าชินตา อ่านกันมามากแล้วให้มันถูกต้องทางกาย ทางวาจา ทางใจ แม้จะไม่กล่าวถึงมรรค ผล นิพพานแต่ก็เป็นมรรค ผล นิพาน อยู่ในตัว ถ้ามีความถูกต้อง ทางกายแล้ว ทางวาจาแล้ว ทางจิตแล้ว มันก็ไม่ไปไหน, สมถะ–วิปัสสนาก็ย่อมจะเกิดขึ้นมาเอง, นี่เป็นขั้นพื้นฐานที่สุด เพราะฉะนั้นหลักกุศลกรรมบถ ๑๐ จึงถูกจัดไว้เป็นหลักพื้นฐานสำหรับระดับทั่วไป ในระดับต่ำ ระดับชาวบ้าน, ระดับฆราวาสครองเรือนก็กล่าวเป็นหลักอย่างนี้; แต่อย่าลืมว่าโดยหลักกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่างนี้ มันขึ้นไปได้ถึงเรื่องสมถะและ วิปัสสนา; โดยเฉพาะมโนกรรมที่ไม่โลภ เพ่งเล็ง, ที่ไม่พยาบาท ที่ไม่เบียดเบียนนั้น, เป็นความถูกต้องทางจิตซึ่งเมื่อมีความถูกต้องอย่างนี้แล้ว มันย่อมมีความเป็นสมาธิ เป็นสมถะ เป็นวิปัสสนา ไปตามลำดับ โดยที่จะรั้งไว้ไม่อยู่, แต่เมื่อกล่าวโดยหลักพื้นฐานขั้นต้นๆ ก็กล่าวไว้อย่างนี้ก่อนให้มันอยู่ในระดับง่าย สำหรับเด็ก ๆ หรือสำหรับคนที่แรกตั้งต้น, แต่อย่าลืมว่า ถ้ามันตั้งต้นได้แล้วมันเอาไว้ไม่อยู่ดอกมันต้องไปจนถึงสุดท้ายด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นอย่าดูถูกกุศลกรรมบถ ๑๐ ว่ามันตื้นหรือมันง่าย หรือว่ามันปักหลักอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน, อย่างนั้นก็ไม่ไช่; ลองเจริญกุศลกรรมบถ ๑๐ ให้ถูกต้องสิ มันก็ไปจนถึงสมาธิ, จนถึงวิปัสสนาได้ด้วย

ปฏิบัติให้ถูกต้องกับการที่สิ่งทั้งปวงยึดถือเป็นตัวตนไม่ได้

ทีนี้ ก็จะกล่าวไปในรูปแบบที่เรียกว่า เอาเปรียบในการกล่าวก็ได้ โดยวิธีที่เหมาะกับการที่ทุกสิ่งยึดถือไม่ได้ นี้หมายความว่า ถ้าเขาถามว่าท่านปฏิบัติอย่างไร? เราก็ตอบอย่างไม่มีทางผิด ว่าปฏิบัติโดยแนวที่เหมาะสมกับการที่ทุกสิ่งมันยึดถือว่าตัวตนไม่ได้, ธรรมชาติพื้นฐานมันมีอยู่ว่า ธรรมชาติทั้งหลายมันเป็นสิ่งที่ว่าเป็นตัวตนไม่ได้ ฉะนั้นเราปฏิบัติอะไรก็ตาม ให้มันเหมาะเข้ากันได้กับเรื่องที่ว่าทุกสิ่งยึดถือเป็นตัวตนได้; นี้คือธรรมชาติ ธรรมชาติมันมีมาในลักษณะที่ว่า ยึดถือเอาเป็นตัวตนไม่ได้, ให้เป็นสักแต่ว่าธรรมชาติ ถ้ายึดถือเป็นตัวตนมันก็ฝืนกระแส มันก็สู้รบกับธรรมชาติ, มันก็ตายเปล่า; ฉะนั้นปฏิบัติให้คล้อยให้ถูกต้องกับข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงยึดถือว่าเป็นตัวตนไม่ได้

เรื่องสิ่งทั้งปวงยึดถือว่าเป็นตัวตนไม่ได้นี้พูดมากมายแล้ว และเข้าใจว่าพอจะเข้าใจกันได้ ว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, สิ่งปรุงแต่นั้นคือสังขาร สังขาร แปลว่าปรุงแต่ง เรียกสั้นๆ ว่าสิ่งปรุงแต่งทีนี้คำว่า สิ่งปรุงแต่งนั้นมีความหมาย ๒ ความหมายคือว่ามันถูกปรุงแต่งมาโดยสิ่งอื่น คำว่า ปรุงแต่ นั้นมีทั้งฝ่ายกระทำ และฝ่ายถูกกระทำ; ฝ่ายถูกกระทำก็ถูกปรุงแต่งมาแล้วก็เรียกว่าสังขาร, แล้วมันยังมีหน้าที่ปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไปอีกก็ยังเรียกว่าสังขาร; ฉะนั้นสังขารจึงมีความหมายเป็นทั้งฝ่ายถูกกระทำ และฝ่ายกระทำ,พูดภาษาไวทยากรณ์ เป็นทั้งกัตตะและเป็นทั้งกัมมะ

สิ่งที่เป็นสังขาร คือสิ่งปรุงแต่งนั้น ไม่มีอะไรที่ยึดถือเอาเป็นตัวตนได้ คือเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนั้นเราจะต้องวางหลักปฏิบัติการเป็นอยู่ของเรา ให้สมคล้อยกับความจริงข้อนี้ คือความจริงที่ว่า สิ่งทั้งปวงยึดถือตัวตนไม่ได้, พอมีหลักผิดไปจากนี้ มันก็กัดเอาทันที, สังขารที่เราไปยึดเอาเป็นตัวตน มันจะกัดย้อนกลับมา กัดเอาทันที, นั่นแหละ คือความทุกข์

จงปฏิบัติชนิดที่ว่าเข้ากันได้กับกฎของธรรมชาติอันเด็ดขาด ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงยึดถือว่าตัวตนไม่ได้, นี้คือหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่มีบาลีว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย-ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น; ธรรม ในที่นี้หมายถึงสิ่ง, สิ่ง ในที่นี้หมายถึง สังขารและเลยไปถึง วิสังขาร ก็ได้ แม้ที่เป็นวิสังขารมิใช่สังขาร ก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน เพราะมันเป็นตัวธรรมชาติเอง สังขารก็เป็นสังขาร, วิสังขารก็เป็นวิสังขาร จะมายึดมั่นเป็นตัวเป็นตนของตนไม่ได้; ดังนั้นพระนิพพานก็เป็นพระนิพพานจะมาเป็นตัวตนของใครไม่ได้

ทีนี้ที่เกี่ยวกับเรื่องของคน ๆ หนึ่ง มันก็มีว่า จิตมีความรู้สึกนึกคิด, มันคิดนึกไปในทางยึดมั่นถือมั่นมันก็เป็นความยึดมั่นถือมั่น; แต่เมื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงยึดถือไม่ได้จิตนี้ก็ไม่ควรยึดถือสิ่งใดว่าเป็นตัวตน, แม้แต่ว่าร่างกายนี้, แม้แต่ชีวิตนี้แม้ แต่อัตตภาพนี้, จิตนี้ไม่ควรยึดมั่นว่าของตนนี้ สิ่งที่นอกออกไป เช่น บุญ กุศล สวรรค์ นิพานด้วยก็ได้ ว่าเป็นธรรมชาติ ตามธรรมชาติ, ไม่อาจจะยึดถือว่าเป็นตัวตนของตนเอง พระนิพพานเป็นวิสังขาร ไม่มีความทุกข์เลยแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจจะถูกยึดถือว่าเป็นตัวตน หรือของตนให้แก่ใครได้, คงเป็นพระนิพพานถาวรอยู่ตลอดกาล

นี้สรุปความสั้นๆ ว่าจะต้องปฏิบัติให้เหมาะกับการที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ เป็นอยู่โดยไม่ต้องรัก โกรธ เกลียด กลัวฯลฯ

ทีนี้ก็จะพูดต่อไปอีก ต่อไปอีกให้มันฟังง่ายขึ้นไปอีกจะปฏิบัติในลักษณะที่ ไม่มีอะไรที่จะต้องไปรัก ไปโกรธ ไปเกลียด ไปกลัว ไปอาลัยอาวรณ์ไปหึงไปหวง ไปอิจฉา ริษยา, ปฏิบัติโดยหลักที่ไม่ต้องมีอะไรที่จะต้องเข้าไปรัก ไปโกรธ ไปเกลียด ไปกลัว เป็นต้น

แล้วก็เลยไปถึงว่าประหลาด หรืออัศจรรย์ น่าอัศจรรย์ถ้ายังเห็นเป็นของประหลาดอยู่ คนนั้นยังโง่อยู่ ถ้ายังเห็นเป็นของคนน่าอัศจรรย์อยู่ก็คนนั้นมันยังโง่อยู่, ระวังให้ดี เรื่องนี้อาจจะกล่าวรวมไปถึงว่า แม้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็เถอะ ก็เป็นตามธรรมชาติ ตามกฎเกณฑ์ของท่าน, ไม่น่าประหลาด ไม่น่าอัศจรรย์ แต่ยกเว้นให้สำหรับพูดตามธรรมดา พูดภาษาชาวโลกก็ได้ยินอุบาสกอุบาสิการ้องตะโกนว่า พระพุทธเจ้าน่าอัศจรรย์จริง, พระธรรมน่าอัศจรรย์จริง, พระสงฆ์น่าอัศจรรย์จริง, นี้ก็ไม่เป็นไร, นี้พูดตามความรู้สึก, เรื่องอย่างนี้บ่อย บาลีนี้ พระพุทธเจ้าน่าอัศจรรย์จริงนี้ พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัส, พระพุทธเจ้าจะตรัสอย่างนั้นไม่ได้ แต่เราๆ ชาวโลกนี้ พอรู้จัก พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เข้าก็รู้สึกว่าน่าอัศจรรย์ น่าอัศจรรย์ น่าอัศจรรย์ ก็ตะโกนออกมา, นี้ก็แปลว่า เป็นความรู้สึกเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงของธรรมชาติ, โดยความจริงของธรรมชาติสิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็สักว่าเป็นธรรมชาติ

ทีนี้ จะให้เห็นไปถึงข้อที่ว่า ไม่มีอะไรที่จะควรเรียกว่าน่าอัศจรรย์ หรือน่าอัศจรรย์ ในโลกนี้เวลานี้, เขาทำอะไรได้ซึ่งคนทั้งหลายเป็นผู้หลงว่าน่าอัศจรรย์ น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งจึงไปซื้อทีวีมา, จึงไปซื้อวีดีโอมา, ไปซื้อรถยนต์มา, ไปซื้ออะไรต่างๆ ทีว่ามันน่าอัศจรรย์, นี้คือความโง่ ถ้ารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้น่าอัศจรรย์ ก็เรียกว่าความโง่ยังเหลืออยู่มาก; แต่ถ้ารู้ว่ามันเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง, ของที่เห็นว่าน่าอัศจรรย์สักเท่าไรจะไปโลกพระจันทร์กันได้, หรือว่าจะทำอะไรอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์อะไรก็ตาม ถ้ายังรู้สึกว่าน่าอัศจรรย์อยู่ก็คือมันยังโง่อยู่ถ้ารู้สึกว่าเช่นนั้นเอง, เมื่อประกอบกันเข้าแล้วมันเป็นเช่นนี้เอง, เมื่อปรุงแต่กันเข้าแล้ว มันเป็นเช่นนี้เอง, อย่างนี้เรียกว่าไม่โง่ ฉะนั้นจะต้องปฏิบัติจนถึงขนาดที่เรียกว่า ไม่มีอะไรที่เรียกว่าประหลาด หรือน่าอัศจรรย์หรือน่ากลัว น่าตกใจ เอาที่เป็นอย่างง่ายๆ กันคิดว่าอย่างนั้นมันเรื่องบางคนไม่รู้เรื่อง, เอาอย่างง่ายๆ เช่นว่า เมื่อผ่าท้องนะชำแหละผ่าท้องคน หรือผ่าท้องสัตว์ เช่น วัว เช่น ควาย เช่น หมู ออกมากระจาย

“ถ้ามีความรู้อย่างถูกต้องว่าเช่นนั้นเองแล้ว ก็จะไม่มีอะไรที่น่าประหลาด หรือที่น่าตกใจ หรือน่ากลัว นี้เรื่องธรรมดาแท้ๆ เรื่องตลอดกาลด้วย”

แผ่ออก, เด็กๆ กลัวทั้งนั้นแหละ ถึงคนใหญ่บางคนก็กลัว, บางคนก็อาเจียน เพราะมันน่ากลัวหรือมันประหลาด ถ้ายังรู้สึกน่ากลัวหรือน่าประหลาด อย่างนี้ก็คือยังไม่รู้อะไร, ถ้ารู้สึกถึงที่สุด มันก็จะไม่มีอะไรที่น่ากลัว, นี้เพียงแต่เห็นเลือดมากสักหน่อยก็เป็นลมแล้ว, มันไม่มีความรู้ที่ถูกต้องว่า มันเช่นนั้นเอง; ฉะนั้นมันมีความรู้อย่างถูกต้องว่าเช่นนั้นเองแล้ว ก็จะไม่มีอะไรที่น่าประหลาดหรือที่น่าตกใจ หรือน่ากลัว, นี้เรื่องธรรมดาแท้ๆ เรื่องตลอดกาลด้วย การที่ได้ผ่าคนหรือผ่าสัตว์คนที่ไม่เคยเห็นมันก็น่ากลัว มันก็รู้สึกกลัว มันก็ตกใจ มันก็ประหลาด, จะมีอะไรก็ตามมันเป็นเช่นนั้นเองทั้งนั้น ฉะนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจ ไม่ต้องอัศจรรย์ ไม่ต้องอัศจรรย์ใจไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว

นี่เราจะปฏิบัติโดยหลักที่ว่าเราไม่ต้องรัก ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องเกลียดไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาลัยอาวรณ์ไม่ต้องวิตกกังวลไม่ต้องอิจฉาริษยา ไม่ต้องหึง ไม่ต้องหวง ไม่ต้องฆ่าตัวตายในที่สุด นี่เรียกว่าแสดงโดยผลที่มันจะได้รับ จากการปฏิบัติที่ถูกต้อง

*******************************************

จากหนังสือเรื่อง การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ) สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

Posted by dmhstaff/sty-lib

25 April 2554

By พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ)

Views, 2949