ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง (ตอนจบ)

การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง (ตอนจบ)

โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ)

สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

Posted by DMH Staff/Sty-Lib

ปฏิบัติอยู่โดยหลักเพิกถอนกรรมเก่า

เอ้า, ทีนี้ก็พูดเลยว่า จะปฏิบัติในลักษณะที่เป็นการเพิกถอนกรรมเก่า ข้อนี้บางคนไม่ทราบแล้ว บางคนก็ทราบมาผิดๆ ที่ว่าอะไรๆ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของกรรมทั้งนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด, ที่ว่าอะไรๆ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของกรรมทั้งนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด,เข้าใจผิดกันอยู่เป็นพื้นฐาน แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สุข-ทุกข์มิใช่เป็นผลของกรรมเก่า, ความสุข-ความทุกข์ที่ได้รับมิใช่เป็นผลของกรรมเก่า, แต่มันเป็นผลของการปฏิบัติผิดหรือปฏิบัติถูกต่อกฎของอิทัปปัจจยตา ถ้าปฏิบัติผิดต่อกฎของอิทัป ปัจจยตา ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ต้องเป็นทุกข์แหละถ้าปฏิบัติถูกต่อกฏอิทัปปัจจยตา ที่นี่เดี๋ยวนี้ แล้วมันไม่เป็นทุกข์ดอก, แม้ว่ากรรมเก่ามันจะมีมาจริง ก็เอาให้มันมาเถอะ จะต้อนรับด้วยกฏอิปปัจจยตา, ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตาอยู่เสมอ ในขณะที่อารมณ์มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, มีผัสสะแล้ว มีสติปัญญา มีวิชชากำกับกับผัสสะอย่างนี้แล้ว จะไม่มีทุกข์, แม้ว่ากรรมเก่ามันจะมีมา มันก็ทำให้เป็นทุกข์ไม่ได้

นี้เป็นเรื่องที่สังเกตเห็นว่า เข้าใจผิดกันอยู่มากอะไรก็กรรมเก่า, ยอมแพ้กรรมเก่า, แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้ว่าเป็นเพราะกรรมเก่า, สุข-ทุกข์มิใช่เป็นผลของกรรมเก่า, แต่เป็นผลของการปฏิบัติผิดหรือปฏิบัติถูก ต่อกฏอิปปัจจยตา ที่นี่และเดี๋ยวนี้นั่น เราจะปฏิบัติชนิดที่ว่ากรรมเก่าทำอะไรไม่ได้เราจะดำรงชีวิต ปฏิบัติตนอยู่ในลักษณะที่กรรมเก่าทำอะไรไม่ได้, มีแต่กรรมใหม่ที่ทำใหม่ถูกต้องดียิ่งๆ ขึ้นไป ปฏิบัติอย่างนี้แหละวิเศษ

ปฏิบัติในลักษณะเพิกถอนอำนาจของผีสางเทวดา

นี้ต่อไปอีกว่า จะปฏิบัติในลักษณะที่มันเพิกถอนอำนาจของผีสางเทวดาพระเป็นเจ้าในที่สุด, ปฏิบัติเพิกถอนชนะอำนาจของผีสางเทวดาต่ำๆ ผีโง่ๆ ผีเด็กๆ ผีต่ำๆ จนถึงเทวดา จนถึงพระเจ้า จนถึงพระเป็นเจ้า จนถึงเป็นจอมพระเป็นเจ้า ก็ทำอะไรเราไม่ได้; เพราะเรามีเครื่องมือคืออิทัปปัจจยตา พระเจ้าเหล่านั้นจะสาปให้เราเป็นอะไรไม่ได้ สาปไม่ได้ เพราะเรามีหลักอิทัปปัจจยตา, ถืออยู่เป็นหลักว่าปฏิบัติอย่างนี้มันไม่มีทุกข์ มันไม่เกิดทุกข์, ต่อเมื่อเราปฏิบัติผิด, ปฏิบัติผิดต่อกฏของอิทัปปปัจจยตาเสียเอง ถ้าอย่างนี้แล้วต้องเป็นทุกข์ ไม่ต้องมีผีสางเทวดาที่ไหนเข้ามาให้โทษดอก, ไม่มีพระเจ้าที่ไหนมาสาปแช่งดอก มันก็เป็นทุกข์เสียเอง; เพราะปฏิบัติผิดต่อกฏอิทัปปัจจยตา คือปฏิบัติไปในทางที่ให้เกิดทุกข์ขึ้นมา ขอให้เราปฏิบัติชนิดที่ว่าเพิกถอนอำนาจผีสางเทวดาพระเป็นเจ้า พระอะไรเสียได้, อยู่ด้วยความถูกต้องตามกฏอิทัปปัจจยตา

นี่คือหลักปฏิบัติ ที่เมื่อกล่าวเอาผลเป็นหลักปฏิบัติเพื่อได้ผลอย่างนี้

ปฏิบัติชนิดที่ขับไล่ โชคชะตาราศี

ทีนี้ก็พูดเสียเลยว่า เราจะปฏิบัติชนิดที่ไล่หรือตะเพิดไล่โชคเคราะห์ชะตาราศี, ที่หมอดูว่าโชคร้าย ชะตาร้าย อะไรร้าย ชะตาราศีร้ายโชคร้าย เราตะเพิดไปให้หมดได้ ด้วยการปฏิบัติให้ถูกต้องต่อกฎของอิทัปปัจจยตา แล้วมันเป็นทุกข์ไม่ได้, ฉะนั้นก็เลิก เลิกกันที เรื่องโชคดี-โชคร้าย เรื่องดวงดี-ดวงเสีย ดวงอะไรนี้ เลิกกันที; เพราะว่าเราปฏิบัติตามกฎ ของอิปปัจจยตาอย่างถูกต้องแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีความหมาย ดังนั้นเราปฏิบัติในลักษณะที่ว่า ไม่มีโชคดีโชคร้ายกะเรา, เราอยู่เหนือ เหนืออำนาจของโชค ของเคราะห์ ของไสยศาสตร์ทั้งหลาย

นี่ก็คล้ายกับว่า ปฏิบัติจนอยู่นอกอำนาจของดวงดาวของเคราะห์ชะตาราศีอะไร, กระทั่งอยู่นอกเหนืออำนาจของผีสางเทวดา พระเป็นเจ้าที่ยังกินสินบนน่ะ พูดอย่างนี่ไม่ใช่ด่าเขาพูดตามความจริง, พระเป็นเจ้าถ้าตามแบบที่พูดกล่าวๆ กันนั้นกินสินบนทั้งนั้น, ต้องมีบนบานบูชายัญอย่างนั้นอย่างนี้, หรือจะต้องอ้อนวอน จะต้องอ้อนวอนก็กินสินบนชนิดหนึ่งเหมือนกัน ถ้าต้องอ้อนวอนแล้วพระเจ้าจึงจะช่วยน่ะ พระเจ้ากินสินบน คือการอ้อนวอนนั้นแหละ, พระเจ้าอย่างนี้เรามีการปฏิบัติชนิดที่จะออกมาเสีย ออกมาเสียจากอำนาจของพระเจ้า

หลักสำคัญต้องดำเนินชีวิตตามกฏอิทัปปัจจยตา

ทีนี้ก็รวมความว่า เราจะต้องปฏิบัติดำเนินชีวิต ชนิดที่ไม่ให้ผิดต่อกฎของอิทปปัจจยตา มาจบกันที่นี่เราจะต้องปฏิบัติดำเนินชีวิตไม่ให้ผิดกฎของอิทปปัจจยตา แล้วมันจะแก้ได้หมด ศึกษาเรื่องอิทัปปัจจยตาให้ดีๆ ควบคุมผัสสะไว้ได้เสมอไป, ไม่ให้เกิดตัณหาอุปาทาน ไม่ให้เกิดทุกข์เลยเพราะปฏิบัติไม่ให้ผิดต่อกฎของอิทัปปจจยตา แล้วจะแก้ปัญหาได้หมด นี่ใจความสำคัญมันมาอยู่ที่ตรงนี้แล้วว่า ปฏิบัติถูกต้องโดยหลักพื้นฐาน ก็คือ ปฏิบัติอย่าให้ผิดต่อกฎของอิทัปปัจจยตาที่เป็นความดับทุกข์, ให้มันเป็นความหยุด ความทุกข์ ดับความทุกข์ ไล่ตะเพิดความทุกข์ออกไปเสียหมดสิ้น

ปฏิบัติให้เกิดผลเป็นอยู่ดีไม่มีทุกข์ในสามภูมิ

ทีนี้ก็ดูผลที่น่าชื่นใจในขั้นสุดท้าย ว่าเราจะต้องปฏิบัติให้มีความเป็นอยู่ที่ดีที่สุดในทั้ง ๓ ภูมิ, ในทั้ง ๓ ภูมิ: กามาวจรภูมิ คือยังต้อง อยู่ด้วยกามคุณ นี้ภูมิหนึ่ง ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ให้มันเกิดเป็นพิษเป็นโทษขึ้นมาได้ ยังเป็นปุถุชน เป็นสัตว์ธรรมดาอยู่ ยังต้องเกี่ยวข้องกับกามคุณ ก็ปฏิบัติอย่าให้โทษมันเกิดขึ้นมาได้ อันเนื่องมาจากกามคุณ, คือ ปฏิบัติธรรมะ อย่างน้อยที่สุดก็กุศลกรรมบถ ๑๐ นั่นแหละ ถ้าปฏิบัติได้ตามนั้นแล้ว แม้จะเป็นผู้ครองเรือนบริโภคกามก็ไม่มีโทษอะไร และปฏิบัติให้ถูกต้องแม้ในชั้น รูปาวจรภูมิ คือ เหนือกามขึ้นไป ไปเป็นพรหมเป็นพรหมมีรูปก็โดยกฏอิทัปปัจจยตาอีกนั่นเอง, ไม่มีความทุกข์ในภูมินั้นๆ แม้ว่าจะละจากกามเสียแล้ว ไปอยู่ในสภาพที่ไม่มีกาม มีแต่รูปบริสุทธิ์ รูปธรรมบริสุทธิ์ก็ยังได้ ก็ไม่มีทุกข์

ทีนี้ สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง อรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิภูมิที่ไม่มีรูป: ที่เรียกกันว่าอรูปพรหมนั้น ฉกามาพจรนั้นมีกามคุณ, รูปพรหมไม่มีกามคุณ อรูปพรหมไม่มีกามคุณแปลว่าจะสูงขึ้นไปอยู่ในภูมิไหนใน ๓ ภูมินั้น ก็ไม่มีความทุกข์ไม่มีความผิดพลาดในภูมินั้นๆ มีแต่จะก้าวล่วงขึ้นไป ก้าวล่วงขึ้นไป,จนถึงออกไปจากภูมิเหล่านี้ไปสู่โลกกุตตรภูมิ ออกไปเสียจากภพนั้น ๓ นี้ได้ ออกไปเสียจากกามภพ รูปภพ อรูปภพ, แล้วก็ไปสู่โลกกุตตรภูมิ ซึ่งมิใช่ภพ

ในชีวิตประจำวันต้องได้ชิมรสนิพพาน

ทีนี้ จะให้มาในชีวิตประจำวันมากขึ้น ก็ขอให้มีการปฏิบัติในลักษณะที่ได้ชิมรสพระนิพพานล่วงหน้า, ชิมรสพระนิพพานล่วงหน้าอยู่เป็นประจำ คือมีชีวิตชนิดที่กิเลสไม่ครอบงำ แล้วก็รู้สึกได้ด้วยตนเองว่าเมื่อกิเลสไม่ครอบงำแล้วมันมีชีวิตอย่างไร เป็นอย่างไร, นี่มีชีวิตเย็นอย่างนี้เป็นนิพพานล่วงหน้า เป็นนิพพานชิมลองกันก่อน, ระวังรักษากาย วาจา ใจ ให้ดี อย่าให้กิเลสเกิดขึ้นครอบงำได้ แล้วมันก็จะมีความเย็นเป็นความหมายของนิพพาน ตามมากตามน้อยอยู่ในการประพฤติกระทำนั้นๆ แปลว่าเราปฏิบัติชนิดที่เป็นการดื่ม หรือชิมรสของพระนิพพานล่วงหน้าอยู่เป็นประจำ, แล้วก็พอใจมากขึ้นก็ปฏิบัติมากขึ้น จนกว่าจะได้นิพพานชนิดถาวร คือกิเลสไม่เกิดอีกต่อไป เดี๋ยวนี้ว่าเมื่อกิเลสไม่เกิดเราชิมรสของพระนิพพานเป็นการล่วงหน้า, แล้วทำให้กิเลสเกิดน้อยลง ก็มีชิมรสของพระนิพพานมากขึ้น สามารถควบคุมไม่ให้กิเลสเกิดได้เป็นวันๆ เดือนๆ อย่างนี้ ก็ชิมรสของพระนิพพานได้เป็นวันๆ เดือนๆ จนกว่าจะทำให้กิเลสหมดไปไม่มีมาอีก, นี่เป็นการหลุดพ้นจริง เข้าถึงซึ่งภาวะแห่งพระนิพพานอันสมบูรณ์โดยแท้จริง

นี่คือแบบการดำรงชีวิตชนิดพื้นฐาน ในความหมาย หลาย ๆ แง่ หลาย ๆ มุม ต่างแง่ต่างมุม, เอามาใคร่ครวญพิจารณาดูให้ดี แล้วก็จะเห็นว่า เป็นการครองชีวิตแบบพื้นฐานทั้งนั้นแหละ, แม้จะมีการครองชีวิตแบบชิมรสพระนิพพานล่วงหน้าอยู่เป็นประจำวันก็เป็นพื้นฐานเพราะมันเป็นพื้นฐานอย่างนั้นจริงๆ เมื่อมีรสของพระนิพพาน คือ ว่างจากกิเลสไม่มีกิเลสรบกวน อยู่เป็นพื้นฐานแล้วก็ไม่ต้องกลัว, มันก็ก้าวหน้าๆ ก้าวหน้าไปจนถึงนิพพานที่สมบูรณ์

เราจึงควรสนใจให้เป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องมีชีวิตปัจจุบันประจำวันนี้ ให้เป็นการชิมรสของพระนิพพานล่วงหน้า, ล่วงหน้าอยู่เรื่อยๆ ไปเถิด จะเป็นผลดี คือจะก้าวไปโดยเร็ว จะก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้โดยเร็ว เมื่อกิเลสเกิดขึ้น ก็รู้จักว่ามันเป็นอย่างไร รู้จักทำให้กิเลสเกิดขึ้นเมื่อกิเลสไม่เกิด ก็รู้จักว่ามันมีผลอย่างไร, มันเป็นอย่างไร นั่นแหละชิมรสพระนิพพานล่วงหน้า เป็นระยะ เป็นคราวๆ เป็นครั้งคราวๆ จนกระทั้งมันสมบูรณ์เลย ไม่เป็นครั้งคราว, ติดต่อเนื่องกันไปไม่ขาดตอนเลย เพราะว่ากิเลสมันหมดไปเพราะได้ทำให้กิเลส ไม่ส่งเสริมไม่ให้ปัจจัยแก่กิเลสจนกิเลสมันผอมและตายไป, นี้เราเรียกว่าปฏิบัติโดยหลักพื้นฐานแท้ๆ เป็นหลักพื้นฐานแท้ๆ

นี่ก็ได้อธิบายมาพอสมควรแก่เวลาแล้วว่า จงมีชีวิตชนิดที่เป็นการปฏิบัติ มีหลักฐานถูกต้อง, ถูกต้องตามหลักพื้นฐานของธรรมชาติเป็นอย่างนี้ อยู่โดยอริยมรรค มีองค์ ๘, อยู่โดย ศีล สมาธิ ปัญญา, อยู่โดยถูกต้องตามหลักของสมถะ-วิปัสสนา, อยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐, แล้วปฏิบัติโดยหลักที่ถูกต้องกับข้อที่สิ่งทั้งปวงที่ยึดถือไม่ได้, แล้วปฏิบัติโดยวิธีที่ไม่ต้องเกิดความรักโกรธ เกลียด กลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ ปฏิบัติอยู่โดยหลักที่เพิกถอนกรรมเก่า กล้าท้าทายกรรมเก่า ปิดประตูกรรมเก่า, ไม่ให้ตามมารังแกได้, แล้วก็ปฏิบัติชนิดที่ตะเพิดไล่โชคเคราะห์ ชะตาราศีผีสางเทวดา พระเป็นเจ้าที่ยังกินสินบนออกไปให้หมดสิ้น, แล้วก็ดำเนินชีวิตอย่าให้ผิดแบบอทัปปัจจยตา, อย่าให้ผิดกฏอิทัปปัจจยตา ก็จะได้อย่างที่ว่ามานั้น จะเป็นผู้ที่ได้ดีที่สุดไม่ว่าจะตั้งอยู่ในภพไหน, ยังมีชีวิตเป็นกามาวจรภูมิ รูปวจรภูมิ อรูปวจรภูมิ ก็สามารถดำรงอยู่โดยไม่ต้องเป็นทุกข์เลย, แล้วก็ได้รับพระนิพพานล่วงหน้า พระนิพพานชิมลองอยู่เป็นประจำ เป็นประจำแล้วก็เจริญงอกงามยิ่งขึ้นๆ จนเป็นนิพพานที่สมบูรณ์ มันก็ทันเวลา เสร็จได้ในชีวิตประจำวันนี้ก่อนแต่จะเข้าโลงไป ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ, ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ควรจะได้รับ, ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา

การบรรยายนี้ ก็สมควรแก่เวลาและเรี่ยวแรง ของผู้บรรยาย จึงต้องขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคณสาธยายมีเนื้อความส่งเสริมกำลังใจ ส่งเสริมกำลังสติปัญญา ของท่านทั้งหลาย ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าไปในทางแห่งการปฏิบัติดังกล่าวมาแล้วนั้นทุกประการ ณ กาลบัดนี้.

*******************************************

จากหนังสือเรื่อง การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ) สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

Posted by dmhstaff/sty-lib

9 May 2554

By พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อฺทปญฺโญ)

Views, 3501