ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ข่าวประชาสัมพนธ์วันฆ่าตัวตายโลก

ข่าวประชาสัมพนธ์วันฆ่าตัวตายโลก


วันนี้ (2 ก.ย.๒๕๕๔) นายแพทย์อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตจะจัดงานเนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลกที่จะถึงในอีกไม่กี่วันนี้ โดยเป็นงานเสวนาวิชาการ "วันรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ๑๐ กันยายน๒๕๕๔" ที่กรมสุขภาพจิต นนทบุรี ซึ่งมีการจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยปีนี้นับเป็นปีที่ ๘ ของการจัดณรงค์ดังกล่าว วัตถุประสงค์เพื่อให้ทั่วโลกตระหนักว่าปัญหาการฆ่าตัวตายสามารถป้องกันได้ โดยการให้ข้อมูลพัฒนาการศึกษาและการฝึกอบรม รวมไปถึงการลดอคติต่อปัญหาดังกล่าว ในปีนี้มีแนวคิดหลักคือ “การป้องกันการฆ่าตัวตายในหลากสังคม หลายวัฒนธรรม” ซึ่งสองปีที่ผ่านมาได้มีการตั้งแนวคิดหลักดังกล่าวขึ้น แต่ในรายละเอียดมีประเด็นที่น่าสนใจ เพราะความแตกต่าง ทางวัฒนธรรมนั้น ยังรวมถึงความแตกต่างด้านเศรษฐานะ มุมมองด้านอคติ หรือแม้แต่ในบริบทเดียวกันก็อาจมีความแตกต่างกันไปตามเวลา และเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว



องค์การอนามัยโลก ประมาณการไว้ว่าใน แต่ละปีจะมีคน ๑ ล้านคนเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย และมีการคาดการณ์ไว้ว่า ในปี ค.ศ.๒๐๒๐(พ.ศ.๒๕๖๓) จะมีคนเสียชีวิตด้วยปัญหาดังกล่าว ๑.๕๓ ล้านคน นอกจากนี้สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายของอเมริกา ประมาณอัตราส่วนของผู้ที่พยายามทำร้ายตัวเองแต่ไม่สำเร็จมีสูงกว่าผู้ที่ทำสำเร็จถึง ๒๕ เท่าทีเดียว ปัญหานี้ยังส่งผลกระทบถึงครอบครัวและผู้คนรอบข้างอีกประมาณ๑๐ - ๒๐ล้านคนในแต่ละปี

แม้ว่าการศึกษาอัตราการฆ่าตัวตายในแต่ละประเทศอาจมีความน่าเชื่อถือแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ แต่สำหรับประเทศไทย โดย กรมสุขภาพจิต ได้ดำเนินการโครงการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ทำให้อัตราการ ฆ่าตัวตายลดลงตามลำดับ โดยล่าสุดในปี พ.ศ.๒๕๕๓ มีตัวเลขอยู่ที่ ๕.๙๐ ต่อประชากรแสนคน นอกจากนี้กรมสุขภาพจิตได้ศึกษาวิจัยเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่ที่ยังคงมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงอยู่ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก ทำให้ได้เหตุของความแตกต่างด้านภูมิภาค วัฒนธรรม พฤติกรรมการหาทางออกของปัญหา เช่น การพูดคุย การดื่มสุรา เป็นต้น



ในประเทศต่างๆทั่วโลก ได้มีการดำเนินยุทธศาสตร์การป้องกันการฆ่าตัวตาย แต่มีบางประเทศเท่านั้นที่คำนึงถึงประเด็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมและอื่นๆ แม้ปัญหาการฆ่าตัวตายจะค่อนข้างซับซ้อนและมีสาเหตุปัจจัยหลายอย่าง แต่ก็มีเหตุปัจจัยร่วม ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักการและแนวทางในการดำเนินงานได้คือ


๑. การปฏิสัมพันธ์กันของผู้คน ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีและสุขภาวะ ดังนั้น ชุมชนสังคม ควรมีความเอื้ออาทรต่อกัน


๒. การให้ความรู้แก่บุคลากรสาธารณสุขและหน่วยบริการทางสังคม ในการช่วยเหลือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย


๓. การควบคุมการเข้าถึงอุปกรณ์ในการทำร้ายตนเอง เช่น อาวุธปืน ยาฆ่าแมลง และสถานที่อันตราย เช่น ตึกสูง เป็นต้น ยังคงเป็นอีกกลวิธีหนึ่งที่ได้ผลในการป้องกัน


๔. การให้ความรู้แก่สื่อมวลชน ในการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายอย่างถูกต้องเหมาะสม


๕. การให้ความช่วยเหลือบุคคลผู้สูญเสียคนที่รักไปจากการฆ่าตัวตาย


จะเห็นได้ว่า ในขณะหนึ่งของความคิดของการทำร้ายตนเอง คนคนนั้นเขาอาจไปรำพึงรำพันกับ ช่างตัดผม คนขับแท็กซี่ ฯลฯ ดังนั้น ดูเหมือนว่า ทุกคนในสังคมมีโอกาสและสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้คิดทำร้ายตัวเองให้รอดชีวิตมาได้ ทุกเมื่อ


ในประเทศไทย กรมสุขภาพจิต ได้ดำเนินการโครงการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย ปีนี้เป็นปีที่ ๑๓ แล้ว ทำให้คนไทยซึ่งต้องเผชิญภาวะวิกฤตต่างๆ ทั้งเกิดจากภัยธรรมชาติ และจากน้ำมือมนุษย์ สามารถช่วยกันแก้ไขและเยียวยาจิตใจมาได้ อย่างไรก็ตามในปีนี้ นอกเหนือจากการเสวนาวิชาการที่


กรมสุขภาพจิต ในวันจันทร์ที่ ๕ กันยายนนี้แล้ว ใน วันพฤหัสบดีที่ ๘ กันยายน กรมสุขภาพจิตและบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ภายใต้แนวคิด “รักตัวเองบ้าง...นะ” ณ CENTRAL WORLD PLAZA โดยมีรูปแบบสนทนาแลกเปลี่ยนจากวิทยากรผู้มีชื่อเสียง ที่สามารถผ่านวิกฤตชีวิตมาได้ด้วยการมีสติ รู้จักรัก และให้กำลังใจตัวเอง


ในงานดังกล่าวจะเริ่มตอนบ่าย โดยจะมีภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านการป้องกันการฆ่าตัวตายมาจัดแสดงนิทรรศการ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ อาทิ เช่น รู้จักแบบคัดกรองผู้ที่เสี่ยงต่อปัญหาดังกล่าว (SU-๙) ชมสื่อหนังสั้น ฯลฯ ในปีหน้ากรมสุขภาพจิต ก็ยังคงดำเนินการจัดโครงการดังกล่าวต่อไป โดยจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสู่การเป็นประเด็นของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รู้จักเข้าใจ และได้ช่วยเหลือผู้มีปัญหาได้อย่างทันท่วงที จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมดังกล่าว เพราะว่าวันหนึ่งท่านอาจจะได้มีโอกาสช่วยชีวิตคนโดย ไม่ทันตั้งตัวก็ได้

2 กันยายน 2554

By กรมสุขภาพจิต

Views, 2596