ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

5 ความสุขที่คุณต้องสร้าง..

5 ความสุขที่คุณต้องสร้าง..

Posted by

DMH Staff/Sty-Lib

เรื่องความสุข มีการพูดถึงในสังคมไทย โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ เนื่องจากผลพวงของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้คนทั่วไปมีรายได้มากขึ้น มีความเป็นอยู่ดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย วิถีชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้องปรับตัวมาก และเกิดความเครียดมากบ้าง น้อยบ้าง คนเราก็เลยหวนคิดว่า เราอยู่กันนี้..มีความสุขเพิ่มกันไหม ผลการพัฒนาที่ดีและสมบูรณ์นั้น นอกจากความเจริญที่ได้มาแล้ว ประชาชนก็ต้องเป็นสุขด้วย

รู้จักความสุขกันแค่ไหน

คิดว่าคงไม่ต้องนิยามคำว่า "ความสุข" หรอก เพราะว่า คนส่วนใหญ่พอจะนึกได้ เข้าใจได้ว่า ความรู้สึกเป็นสุขนั้นเป็นอย่างไร เพียงแต่ว่า จะรู้สึกเป็นสุขมาก ๆ หรือรู้สึกเป็นสุขพอประมาณ อยู่กับเราชั่วประเดี๋ยว หรือ อยู่กับเราอย่างยาวนาน....

อีกอย่างคือ ความรู้สึกเป็นสุขนั้น เราเป็นผู้ทำให้เกิด.. หรือว่า ผู้อื่น? สิ่งอื่นทำให้เราเป็นสุข ในทางสุขภาพจิตก็คิดเห็นว่า คนเราก็ควรมีความสุขพอประมาณ ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ รู้สึกเป็นสุขส่วนใหญ่ของการดำรงชีวิต และควรเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากภายใน..จึงจะเป็นความสุขที่มีวุฒิภาวะและยั่งยืน

มีนักจิตวิทยาตะวันตกกล่าวไว้ว่า "ความสุขของคนเรานั้น มีอิทธิพลมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมถึงร้อยละ 50 " แปลว่า คนที่มีความสุขนั้น เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว.. ถึงครึ่งหนึ่ง. อีกร้อยละ 35-40 เป็นจากวิธีคิด การกระทำ หรือเรียกว่า ปัจจัยภายในบุคคลอีกร้อยละ10-15 เป็นจากสถานการณ์ชีวิต หรือปัจจัยภายนอก

ฉะนั้น คนที่มีความสุข นอกจากจะมีคุณสมบัติมาแต่เกิด(พันธุกรรม) เราก็สามารถฝึก หัก สร้างวิธีคิดที่ดี ๆ หรือความคิดแง่บวก กระทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ ให้เกิดเป็นความภูมิใจในตนเอง รวมทั้งการจัดการกับสิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ ให้รู้สึกเป็นสุข..คนเราก็มีความสุขได้ทุกคน.

คนไทยมีความสุขแค่ไหน..

พ.ศ. 2552 สถาบัน New Economic Foundation ใช้เกณฑ์จัดอันดับความสุขโลก (Happy Planet Index) ซึ่งมีเกณฑ์จัดเกณฑ์ในการพิจารณา 7 หัวข้อ คือ..

1. ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้

2. ความเข้มแข็ง ในการรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

3. ความเข้มแข็งทางสุขภาพอนามัย

4. ความเข้มแข็งทางสุขภาพจิต

5. ความเข้มแข็งทางการทำงานและสวัสดิการแรงงาน

6. ความเข้มแข็งทางสังคม ความปลอดภัย การหย่าร้าง ความขัดแย้ง

7. ความเข้มแข็งทางการเมือง

เกณฑ์ทั้ง 7 ข้อนี้ เมื่อประเมินแล้ว ประเทศไทยอยู่ใน "อันดับที่ 41" ตามหลังจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และลาว แต่ดีกว่า..สิงคโปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น หรือบางชาติในแถบตะวันตก เช่น อังกฤษ อิตาลี เยอรมรี หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งลำดับเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับ

จากการจัดทำครั้งแรก พ.ศ. 2549 ประเทศที่มีความสุขที่สุดคือ "ประเทศภูฏาน" ต่อมาก็ "ประเทศวานูอาตู" และในปี 2552 เป็น "ประเทศคอสตาริกา" นั่นหมายความว่า "ความสุขของประเทศพัฒนาได้และเห็นผลเร็ว" จึงพบความแตกต่างกันในแต่ละปี

ชีวิตที่เป็นสุขของคนไทย

สำหรับประเทศไทยเอง โดยกรมสุขภาพจิต ได้ให้คำจำกัดความว่า คนที่มีความสุขคือ คนที่มีสุขภาพจิตดีนั่นเองและได้แบ่งองค์ประกอบของสุขภาพจิต หรือสภาพชีวิตที่เป็นสุข 4 องค์ประกอบดังนี้

1. สภาพจิตใจ หมายถึง สภาพจิตใจที่เป็นสุขหรือทุกข์

2. สมรรถภาพของจิตใจ หมายถึง ความสามารถในการสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น และการจัดการกับปัญหา

3. คุณภาพของจิตใจ หมายถึง คุณลักษณะที่ดีงามของจิตใจ ในการดำเนินชีวิต เช่น ความภาคภูมิใจ ความรัก ความเมตตา กรุณา

4. ปัจจัยสนับสนุน หมายถึง ปัจจัยที่สนับสนุนในบุคคลที่มีสุขภาพจิตดี เช่น ครอบครัว ชุมชน ศาสนา ตลอดจนสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ

จากแนวคิดดังกล่าว จึงได้ทำการพัฒนาเป็นเครื่องมือประเมินสุขภาพจิตของคนไทย หรือเรียกว่า "แบบประเมินความสุข" จำนวน 15 ข้อ ซึ่งส่งผลของการประเมิน ก็จะมี 3 แบบ คือ สุขน้อย สุขปานกลาง (สุขปกติทั่วไป) และสุขมาก และได้นำไปวัดคนไทยทั่วประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2551 , 2552 , 2553 พบว่า คะแนนความสุขอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างไปทางสูง และคนไทยมีแนวโน้มมีความสุขมากขึ้น

คนไทยจังหวัดไหน สุขมาก-สุขน้อย...

พ.ศ. 2553 จังหวัดที่มีค่าคะแนนความสุขมากที่สุด หรือจังหวัด"สุขมาก" 5 ลำดับ คือ พังงา ตรัง มหาสารคาม นราธิวาส ตาก

ส่วนจังหวัด"สุขน้อย" 5 ลำดับ แต่มี 6 จังหวัดคือ สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ภูเก็ต สระแก้ว แม่ฮ่องสอน และ นครนายก ซึ่งผลสำรวจ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ และยังแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพจิตกับปัจจัยระดับบุคคล สังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

- เพศชายมีความสุขมากกว่าเพศหญิง

-ผู้ที่มีสมรสมีความสุขมากกว่าคนเป็นโสด หม้าย หย่า หรือ แยกกันอยู่

-ผู้ไม่ได้เป็นหัวหน้าครัวเรือน มีความสุขมากกว่าหัวหน้าครัวเรือน

-อาชีพเกษตรกร ที่ไม่มีหนี้ (อาชีพที่มั่นคง) มีความสุขมากกว่าอาชีพอื่นๆ

-รอบครัวที่มีเวลาให้แก่กัน มีความสุขมากกว่า ครอบครัวที่มีเวลาให้กันน้อย..

-ผู้ที่ให้บริจาค หรือให้ความช่วยเหลือผู้อื่น มีความสุขมากกว่า

-ผู้ที่เคร่งศาสนาหรือปฏิบัติตามหลักศาสนา มีความสุขมากกว่า

กรณีรายได้ ผู้ที่มีรายได้มากกว่ารายจ่ายเป็นสุขมากกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย

และพบว่ามีความสุขมากขึ้น เมื่อมีรายได้มากขึ้น แต่จนถึงระดับหนึ่งมีรายได้มากขึ้น ความสุขก็ไม่ได้มากขึ้น กลับค่อย ๆ ลดลงด้วย ซึ่งเห็นได้จากจังหวัดที่มีรายได้สูงกลับมีความสุขน้อย.

สร้างสุขได้อย่างไร

นพ.สุจริต สุวรรณชีพ จิตแพทย์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ผู้มีส่วนพัฒนาแบบประเมินความสุข ได้กล่าวแบ่งความสุขตามลักษณะสาเหตุที่ทำให้เกิดความสุข ดังนี้

1. สุขสนุก เป็นความสุขที่เกิดจากความสนุกสนาน เช่น การเล่นต่างๆ เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ดูตลก ฟ้อนรำ กินอาหาร ดื่มสุรา หรือเล่นกีฬา

ความสุขประเภทนี้เป็นความสุขระยะสั้น ๆ ผ่านเวลาระยะหนึ่งก็คลายไป อยากสุขอีก ก็ออกไปหาความสนุกอีก

2. สุขสบาย เป็นความสุขที่เกิดจากความสะดวก สบาย ผ่อนคลาย เช่น การพักผ่อนหย่อนใจ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สะดวก สบาย ก็เป็นความสุขระยะสั้น เช่นเดียวกัน เมื่อพบกับความเครียดก็ไม่สุข

3. สุขสง่า เป็นความสุขที่เกิดจากความสำเร็จ ความภาคภูมิใจ การเป็นแบบอย่างที่ดี เช่น การประดิษฐ์นวัตกรรม การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยดี การที่ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือการได้รับรางวัลเป็นที่ยกย่อง เป็นความสุขระยะกลาง ค่อนข้างยาวนานกว่า

4. สุขสงบ เป็นความสุขที่เกิดจากความสงบไม่แก่งแย่ง ช่วงชิง พอเพียง เช่น การพึงพอใจในชีวิตปฏิบัติตามหลักศาสนา การนั่งสมาธิ หรือการมีสติ ความสุขนี้ค่อนข้างมั่นคง และยาวนาน

5. สุขสว่าง เป็นความสุขที่เกิดจากการใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ หรือความสำเร็จให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือสังคมในวงกว้าง ซึ่งเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่และยาวนานเช่นกัน

ปราชญ์ชาวบ้านชี้ทางสร้างสุข

นอกจากนี้ มีข้อสรุปจากการประชุมของปราชญ์ชาวบ้าน ที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น แบ่งความสุขออกเป็น 8 หมวดได้แก่..

1. หลักประกันในชีวิต ได้แก่ การมีบ้าน และ ที่ทำกินเป็นของตนเอง อาหารสมบูรณ์ มีเงินทองใช้สอย

2. ร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ได้แก่ การมีสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี ปลูกสมุนไพรไว้รักษา เวลาเจ็บป่วย

3. ครอบครัวอบอุ่น ได้แก่ ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าสมาชิกไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ขยันทำมาหากิน ผัวเดียวเมียเดียว ครอบครัวมีเวลาให้กัน

4. ชุมชนเข้มแข็ง ได้แก่ มีการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ผู้นำเป็นตัวอย่างที่ดี ชุมชนช่วยเหลือกัน และมีความสามัคคี

5. สิ่งแวดล้อมดี ได้แก่ การมีดิน น้ำ ป่าที่อุดมสมบูรณ์ อากาศดีไม่เป็นพิษ มีถนน น้ำประปา และไฟฟ้า สิ่งแวดล้อมน่าอยู่

6. มีอิสรภาพ ได้แก่ สามารถทำทุกอย่างได้ดังใจและสบายใจ ไม่เดือดร้อนผู้อื่น ไม่มีหนี้สิน ไม่ถูกผู้อื่นครอบงำทางความคิด ประกอบอาชีพได้อิสระ

7. มีความภาคภูมิใจ ได้แก่ งานที่ทำประสบความสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง ได้ทำตัวอย่างแก่ผู้อื่น ได้ถ่ายทอดความรู้ความคิดที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น

8. มีธรรมะในการอยู่ร่วมกัน ได้แก่ การทำบุญ-ทำทาน พอใจในสิ่งที่มี อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ได้เข้าวัดฟังธรรม

นอกจากนี้แล้ว ปราชญ์บางท่านยังแบ่งความสุขเป็น "ความสุขจากภายใน กับ ความสุขจากภายนอก" บางท่านก็แบ่งเป็น "สุขร้อน กับสุขเย็น" หรืออีกหลาย ๆ แบบ

ในฐานะจิตแพทย์ ก็อยากให้ท่านทั้งหลายเห็นความสุข และมีความสุขได้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขประเภทใด ๆ ตามกาล สถานที่ แต่เน้นที่ให้มีความสุขจาก "ภายใน" ที่เป็นสุขเย็น และเป็นความสุขที่มั่นคงยืนยาว จึงจะเป็นชีวิตที่เป็นสุขแท้

การสร้างสุขเป็นหน้าที่ของทุกคน

อาจเริ่มจากตัวเราเองก่อน เริ่มจากวิถีการมองตน มองโลกในแง่บวก ฝึกการจัดการกับปัญหาและความเครียด

ทำมาหากินโดยขยันขันแข็ง สุจริต ปฏิบัติกิจทางศาสนาประจำ กินอาหารที่มีคุณค่าอย่างพอเพียง การหมั่นออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงจากสุรายาเสพติด อบายมุขต่าง ๆ สร้างสายสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ให้เวลาแก่กัน

ร่วมสร้างค่านิยม ของความเป็นสุข ให้การช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อชุมชน มีจิตสาธารณะ ร่วมสร้างความผูกพัน ความรัก ความสามัคคี นำพาชุมชนให้เข้มแข็ง

พัฒนาและรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์ปราศจากมลพิษและร่วมช่วยกันขยายสู่ชุมาชนอื่นๆ ต่อไป ประชาชนชาวไทย ก็จะมีความสุขกันถ้วนหน้า.....

*******************************************

ขอขอบคุณบทความจาก : นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต(รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข) นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ ๓๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ หน้า 10-14.

Posted by dmhstaff/sty-lib

27 ตุลาคม 2554

By นิตยสารหมอชาวบ้าน

Views, 5386