ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ชี้อันตรายยาซูโด ฤทธิ์ร้ายเท่ายาบ้า!

‎ชี้อันตรายยาซูโด ฤทธิ์ร้ายเท่ายาบ้า!

Posted by DMH Staff/Sty-Lib

นักวิจัย ม.มหิดลเผยอันตรายยาแก้หวัดสูตรผสมสารซูโดฯ หากกินบ่อยเสพติดแน่ ส่งผลเสียต่อระบบประสาทและเซลล์สมองเสื่อม ชี้โครงสร้างทางเคมีใกล้เคียงสารแอมเฟตามีนในยาบ้า แต่กลับถูกมองข้าม

กรณีตรวจพบการลักลอบนำยาแก้หวัดสูตรผสมสารซูโดอีเฟดรีนออกจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชนเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการตั้งคณะทำงานตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิด เนื่องจากยาดังกล่าวนำไปทำเป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติดได้

มีประเด็นผลเสียของการกินยาแก้หวัดสูตรผสมสารซูโดอีเฟดรีนติดต่อกันเป็นประจำจะทำให้เกิดการเสพติดได้ ซึ่งมีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า สารซูโดอีเฟดรีนออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนที่เรียกว่า โดปามีน เช่นเดียวกับสารแอมเฟตามีนในยาบ้าที่ทำลายระบบประสาทและเซลล์สมอง ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมและโรคพาร์กินสัน

ศ.ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า

ที่ผ่านมาสังคมไทยไม่ตระหนักว่าสารซูโดอีเฟดรีนจัดเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งซึ่งออกฤทธิ์อย่างรุนแรงต่อระบบประสาททำให้มีการนำไปใช้มากเกินความจำเป็นและส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายโดยเฉพาะหากรับประทานยาแก้หวัดสูตรผสมสารซูโดอีเฟดรีนเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานก็จะทำให้มีอาการเสพติดเหมือนยาบ้า จากการศึกษาวิจัยพบว่าสารซูโดอีเฟดรีนมีโครงสร้างทางเคมีใกล้เคียงกับสารแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของยาบ้า และที่สำคัญคือ สารซูโดอีเฟดรีนมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทเช่นเดียวกับยาบ้า

ศ.ดร.ปิยะรัตน์ให้ข้อมูลว่า จากการนำสารซูโดฯ ไปฉีดในหนูทดลอง พบว่าทำให้หนูชื่นชอบและมีอาการเสพติด แต่หากเปรียบเทียบการออกฤทธิ์ระหว่างสารซูโดฯ กับสารแอมเฟตามีนในยาบ้า พบว่าสารซูโดฯ มีฤทธิ์อ่อนกว่า และต้องใช้สารซูโดฯ ที่มีความเข้มข้นเป็น 40 เท่าของสารแอมเฟตามีนในยาบ้าจึงจะทำให้เกิดผลลัพธ์เท่ากัน อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะเกรงว่าจะเป็นดาบสองคมทำให้ขบวนการยานรกนำไปใช้ผลิตยาบ้าได้ แต่ได้มีการตีพิมพ์รายงานวิจัยเป็นภาษาอังกฤษไว้เรียบร้อยแล้ว

"จากการทดลองแค่ฉีดสารซูโดฯ ให้หนูเพียง 2 ครั้งก็เสพติดแล้ว ดังนั้นหากกินยาแก้หวัดลดน้ำมูกที่มีส่วนผสมของสารซูโดฯ เข้าไปในปริมาณติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะมีอันตรายเท่ากับเสพยาบ้า โดยส่งผลเสียต่อระบบประสาทส่วนที่ทำหน้าที่เก็บความจำและควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น การเคลื่อนไหว การทรงตัว การถ่ายทอดความรู้สึกทำให้ตื่นตัว อีกทั้งสารซูโดฯ มีปฏิกิริยาเหมือนกับสารแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นตัวทำลายระบบประสาทและเซลล์สมอง ทำให้สูญเสียการเรียนรู้และความจำ การพัฒนาเซลล์สมองผิดปกติ และมีลักษณะแบบเดียวกับเซลล์สมองของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน" หน้าศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีสาเหตุเกิดจากระบบประสาทที่เรียกว่าโดปามีนถูกทำลาย ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก ลำตัวแข็ง เกร็ง และเดินไม่ได้ ในขณะที่ผู้เสพยาบ้าเข้าไปในสมองก็จะทำลายระบบประสาทโดปามีน โดยผู้เสพยาบ้าในช่วงแรกๆ จะมีความรู้สึกสุขสบาย เพราะได้หลั่งสารโดปามีน แต่เมื่อเสพยาบ้ามากๆ สารโดปามีนก็จะกลายเป็นอนุมูลอิสระที่ไปทำลายเซลล์สมองเหมือนคนป่วยโรคพาร์กินสัน ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเป็นจำนวนมาก.........

อนึ่ง ศ.ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ เป็นนักวิชาการที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเยี่ยม สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช เรื่องกลไกของแอมเฟตามีนในการทำลายเซลล์ประสาทก่อให้เกิดสมองเสื่อม จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อเร็วๆ นี้.

*******************************************

ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2555

Posted by dmhstaff/sty-lib

2 เมษายน 2555

By หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Views, 4120