ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ทำอย่างไรถึงจะตั้งใจทำงานไปจนสำเร็จ

มีธรรมภาษิตอยู่ข้อหนึ่งว่า งานที่คั่งค้างจะทำให้เกิดความยุ่งเหยิง วุ่นวาย ท่านคงจะเห็นกับตัวเองว่าภาษิตข้อนี้เป็นความจริง แต่ก็มีคนไม่ใช่น้อย ซึ่งรวมทั้งตัวท่านเองมักปล่อยให้งานคั่งค้างถึงขนาดสับสนวุ่นวายและเสียงานในที่สุด

ในภาษาจิตวิทยา เขาว่าลักษณะดังนี้เป็นอาการของ lack of concentration คือไม่มีความมุ่งใจ ที่จะทำงานติดต่อไปให้เสร็จสิ้น

คำว่า concentration นี้เคยแปลกันว่า สมาธิ รู้สึกว่าจะไม่ตรงนัก คำว่าสมาธิน่าจะตรง กับคำว่า meditation มากกว่าทางศาสนา สมาธิ หมายถึง การทำจิตให้หยุดนิ่งอยู่ในอารมณ์อย่างหนึ่งอย่างใด แต่เฉพาะอย่างเดียว

ในทางจิตวิทยา concentration ศัพท์บัญญัติใช้ว่า การสำรวจใจ ซึ่งหมายถึง

ก. การปฏิบัติอันมีความตั้งใจจดจ่ออยู่กับกิจการปัญหาหรือประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

ข. การใช้กำลังกายและกำลังใจอย่างมีความรู้สึกตัว ที่จะกระทำการหรือ แก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง

ดังนี้ ท่านก็จะเห็นว่า การสำรวจใจ หรือการเอาใจจดจ่อกับงานนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้งานนั้นบรรลุผลสำเร็จ ท่านลองนึกดูว่ามีงานอะไรที่ท่านทิ้งค้างไว้บ้าง งานที่ค้างอยู่นั้นดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย แต่ที่จริงแล้วคนที่ไม่ก้าวหน้า ก็เพราะเหตุที่ทิ้งงานให้คั่งค้างอยู่นั่นเอง อะไรก็ไม่สำเร็จซักอย่าง มันก็ไม่มีผลอะไรขึ้นเท่ากับลงทุนเสียเวลาเปล่า

เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างความสำรวมใจให้แรงกล้า คือสามารถรวมกำลังความตั้งใจ เพ่งอยู่กับงานที่มุ่งหมายจะทำ และทำไปจนงานนั้นถึงที่สุด ที่ว่าถึงที่สุดนั้น คือว่างานนั้นเสร็จถ้าท่านทำงานตามที่กะเสร็จ ท่านก็จะรู้ได้ว่างานนั้นให้ผลหรือไม่ให้ผล แต่ถ้าทิ้งไว้ ท่านก็ไม่มีทางรู้เลยว่า งานชิ้นนั้นจะให้ผลหรือไม่ให้ผล ยิ่งถ้าเกี่ยวกับข้อปัญหาด้วยแล้ว หากทิ้งปัญหาไว้ครึ่งๆ กลางๆ เราก็แก้อะไรกันต่อไปไม่ถูกเพราะค้นไม่พบว่าอะไรผิด อะไรบกพร่อง

ท่านจะทำอย่างไรจึงจะสำรวจใจ (concentrate) ดำเนินงานไปจนสำเร็จตามที่คิด

นักจิตวิทยาคนหนึ่งชื่อฮีทอร์น (R.J.Heathome) ได้เขียนแนะนำไว้ว่าหากท่านคิดจะทำอะไร ซึ่งจะต้องใช้เวลานานก็อย่าวางแผนไว้เพียงในสมอง จงหยิบกระดาษดินสอมาจดแผนงานลงให้ชัดเจนว่า

จะทำอะไร : แต่งห้องรับแขก

จะลงมือทำงานเมื่อใด : คิดเสียให้ดีว่าวันใดท่านจะสะดวกที่จะไม่ต้องผัดผ่อนต่อไป และเพื่อไม่ให้งานอื่นเข้ามาขัดขวาง

จดรายการอุปกรณ์ที่จะใช้ : เขียนลงไปให้ละเอียด จะใช้อะไรขัดสีเก่าออก จะใช้สีอะไรทาใหม่ จะหาแปรงทาสีที่ไหน

ลำดับงาน : คือจะทำอะไรก่อนหลังเขียนรายงานลงไปตามลำดับเพื่อท่านจะปฏิบัติให้เป็นไปตามลำดับนั้น

เมื่อจดเสร็จเรียบร้อยอ่านทบทวนดีแล้ว ก็สัญญากับตัวเองว่า จะต้องลงมือตามกำหนด ต้องเอารายงานมาดูเสมอ การจดรายการหรือแผนทำงานไว้อย่างนี้ จะช่วยในการสำรวมใจ (concentration) ได้เป็นอย่างดี

เรียกรายการแบบนี้ว่า การนัดหมายกับตนเอง ทำให้เกิดความเป็นคนเคยตัว แล้วท่านจะเป็นคนที่ทำอะไรสำเร็จเสมอ คนที่ทำอะไรไม่สำเร็จ มักเป็นคนขาดความสำรวมใจ และขาดความเป็นระเบียบ

โบราณเรียกคนที่ทำอะไรไม่สำเร็จว่าคนจับจด

งานบางอย่างต้องใช้เวลานานเต็มที ต้องการความสำรวมใจติดต่อกันเป็นระยะยาวนาน ก็ต้องพยายามปฏิบัติไปตามแผนการโดยไม่ทอดทิ้ง จึงจะปรากฏผล แต่ผลจะดีหรือเลวนั้นต้องยกไว้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นศัตรูกับความสำรวมใจ

รีบทำงานในหน้าที่ให้เสร็จ

หากท่านเป็นเลขานุการบันทึกรายงานการประชุม หมดเวลาประชุมแล้วท่านเก็บบันทึกไว้ ผัดเวลาว่าพรุ่งนี้เถอะค่อยเขียนรายงานให้เรียบร้อย พอรุ่งขึ้นมัวไปยุ่งกับเรื่องอื่นเสียจนล่วงไปอีกสองสามวัน ท่านกลับมาหยิบบันทึกมาเขียน จะรู้สึกว่าเขียนยากที่สุด รายงานการประชุมของท่านจะไม่ละเอียดถูกต้อง ทางที่ดีพอเลิกการประชุม ท่านต้องรีบเขียนเสียให้เสร็จสดๆ ร้อนๆ เลยทีเดียว

งานอื่นก็เช่นกัน ต้องถือเป็นข้อกำหนดอันแน่นอนแก่ตนเอง ว่าจะต้องรีบทำให้เสร็จโดยเร็ว สิ่งสำคัญก็คือให้ลงมือทำ ลงมือเสียก่อนแล้วการสำรวมใจต่องานจะเกิดขึ้นเอง หากท่านไม่ลงมือก็จะเฉื่อยแฉะต่อไป จนไม่ได้ทำอะไรเลยในที่สุด

หัวใจของการสำรวมใจก็คือ ท่านต้องลงมือทำ อย่าปล่อยให้ใจไปมัววุ่นวายกับเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น นึกปลอบใจตัวเองว่า ถ้างานชิ้นนี้เสร็จก็จะโล่งอก จะไปเที่ยวไหนโดยไม่ต้องคอยเป็นห่วง ทำอย่างนี้ได้สักสามสี่ครั้งเท่านั้น ก็จะเกิดความเคยชิน ต่อไปท่านก็จะมีความสำรวมใจ ที่จะทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งจนสำเร็จอย่างไรก็ดีก่อนที่ท่านจะทำอะไร ท่านต้องคิดให้ดีเสียก่อนว่า งานชิ้นนี้เป็นงานจำเป็นที่ท่านจะต้องทำมันจะเป็นประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งแก่ท่าน ไม่ใช่ว่าทำไปโดยปราศจากความมุ่งหมาย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รณชัย คงสกนธ์ : ผู้รวบรวมและเรียบเรียง ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

29 August 2546

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์รณชัย คงสกนธ์

Views, 3630