ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

อินเทอร์เน็ตรักษาจิตเวช

พร้อมกับอัตราการขยายตัวของผู้ใช้อิน เทอร์เน็ตที่เป็นไปแบบก้าวกระโดด โดยมีภาพความ ชั่วร้ายของการแจกจ่ายไวรัส หรือแพร่ระบาดของภาพลามก และการหลอกลวงต่าง ๆ นานา แต่ว่าจิตแพทย์คนหนึ่งกลับปิ๊งไอเดียที่จะเอาทั้งข้อดีและข้อเสียประดามีของมัน ออกมาใช้รักษาอาการป่วย ของคนไข้รายหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พ.ท.น.พ.พงศธร เนตราคม จิตแพทย์ประจำกองจิตเวชและประสาทวิทยา โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า คือผู้ที่นำเอาเทคโนโลยี ที่แพร่หลาย และราคาถูกยิ่งนี้มาใช้ในการรักษาผู้ป่วย โดยได้รายงานไว้ในวารสาร สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่อง "อินเทอร์เน็ตเครื่องมือช่วยการทำพฤติกรรมบำบัด ในผู้ป่วย social phobia"

คุณหมอเขียนรายงานไว้ว่า ผู้ป่วยหญิงไทยรายหนึ่ง อายุ 34 ปี อาชีพแม่บ้าน มาโรงพยาบาลด้วยอาการไม่กล้าสบตาคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นเพื่อนสามี หรือคนแปลกหน้า จึงเกิดปัญหาเสมอเมื่อต้องพบปะผู้คนตามงานเลี้ยงหรือสนามกอล์ฟ จะเกิดอาการกลัว กังวล ใจสั่น รู้สึกเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ พาลทำให้ไม่อยากออกไปไหน ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยง หรือแม้แต่ซื้อของเฉพาะวันหยุดที่สามีพาไปก็ตาม ถ้าเพื่อนโทรฯ มาชวนออกไปธุระก็ต้องมา รับที่บ้าน และเป็นติดต่อกันมาถึง 5 ปี โดยอาการค่อย ๆ เป็นมากขึ้นทุกที

เธอเคยไปปรึกษาจิตแพทย์ แต่ก็ไม่อยากกินยาก็เลยไม่ไปรักษาต่อ

ความรุนแรงของอาการพัฒนาถึงขั้นมีความรู้สึกเบื่อตัวเอง แต่ไม่ถึงกับมีอาการซึมเศร้าท้อแท้ ไม่เคยมีอาการแน่นหายใจไม่ออกรู้สึกเหมือนจะตายแบบทันทีทันใด โดยไม่มีเหตุกระตุ้น ที่มาพบจิตแพทย์ครั้งนี้เพราะรู้ว่าอาการที่ตัวเองกลัว เป็นความกลัวที่มากเกิน และผิดปกติต้องการการบำบัด รวมทั้งรู้สึกสงสารลูกที่ไม่ค่อยได้ออกนอกบ้านเพราะตัวผู้ป่วยไม่อยากออกไปไหน แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยปฏิเสธการใช้ยาในการบำบัด

คุณหมอช่วยอธิบายว่า ปัญหาทำนองเดียว กันคือเก้อเขินไม่กล้าพบปะคนแปลกหน้า อาจเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป แต่ถ้าสามารถปรับตัวได้ ไม่ถึงอยู่ร่วมสังคมกับใครเขาไม่ได้ ก็คงไม่เป็นปัญหาที่จะต้องรับ การรักษาแต่ถ้าถึงขั้นปฏิเสธการพบปะผู้คน ก็แสดง ว่าจะต้องพบแพทย์แล้ว ยิ่งถ้าออกอาการขั้นตัวสั่น กังวล พาลจะเป็นลม อันนี้ถือว่าอันตราย

การรักษาคนไข้รายนี้คุณหมอเริ่มด้วยการให้พบกับคนที่รู้จักเช่นเพื่อนทีละคนก่อน โดยสอนด้วยว่าถ้าเกิดอาการประหม่าก็ให้ฝึกหายใจเข้าออกจนอาการดีขึ้น และในฐานะที่คุณหมอต้องใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำก็นึกขึ้นมาได้ว่า มันคือช่องทางการสื่อสารอย่างหนึ่ง ซึ่งมันสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้ โดยไม่ต้องเห็นหน้ากัน

ที่สำคัญก็คือถ้าเรายังไม่พร้อม เช่น อารมณ์ยังไม่ดีก็ไม่ต้องอ่านทันทีก็ได้ อ่านแล้วยังไม่รู้สึกเต็มใจจะตอบก็รอไว้สักพักก็ไม่มีใครว่า ซึ่งต่างกับการเจอกันซึ่งหน้าที่ต้องมีปฏิกิริยาต่อกันแบบทันทีทันควัน

พ.ท.น.พ.พงศธรแนะนำให้คนไข้หัดเล่นอินเทอร์เน็ต จนได้ทีก็แนะให้ใช้แช็ตรูมเป็นสถานที่นัดคุยกับเพื่อนเก่า ๆ ที่ไม่ได้พบปะกันก่อน ซึ่งก็พบว่า คนไข้ปรับตัวได้ดี กล้ามีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น จึงให้ขยายไปสู่การสนทนากับคนอื่นที่ไม่รู้จักมาก่อน

ความคืบหน้าของการรักษาดีขึ้นโดยลำดับ เห็นได้ชัดในสัปดาห์ที่ 12 ผู้ป่วยเริ่มติดต่อกับคนที่ ไม่คุ้นเคยทาง email โดยเพื่อนแนะนำ เข้าไปสนทนาใน chat room ในระยะแรกรู้สึกกังวลบ้าง เวลา ไม่สบายใจจะหยุดการสนทนาหรือเปลี่ยนคนที่จะสนทนาด้วย เมื่อใช้ไปสักระยะหนึ่งผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองกล้ามากขึ้น มั่นใจมากขึ้นในการติดต่อกับผู้อื่นทาง email และ chat room, จนยอมใช้เวลากับ อินเทอร์เน็ตมากถึงครั้งละประมาณ 2-3 ชั่วโมง เฉลี่ย 5 วันต่อสัปดาห์

ถึงตอนนี้ คุณหมอแนะนำให้เริ่มออกงาน พบผู้คนได้ และในสัปดาห์ที่ 16 เธอผู้นี้ก็เริ่มออกงานสังคมกับสามี ด้วยความรู้สึกมั่นใจในการสนทนากับคนที่ไม่คุ้นเคย รู้สึกว่ามีหัวข้อในการสนทนา ไม่มีอาการกังวล ใจสั่นหรือกลัว มีอารมณ์แจ่มใส มีอะไรทำมากขึ้น

ในสัปดาห์ที่ 20 หรือเข้าเดือนที่ 5 ของการเยียวยา เธอก็สามารถไปไหนได้คนเดียว ไม่มีอาการกลัวการสนทนากับคนแปลกหน้าอีกต่อไป อันถือได้ว่าการรักษาสิ้นสุดลง

ผลการรักษาที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจอย่างนี้แล้วก็ตาม คุณหมอก็ยังถือว่านี่เป็นเพียงรายงานการรักษาคนไข้แค่รายเดียว โดยอาศัยอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาการสื่อสารโดยไม่ต้องพบหน้ากันในช่วงแรก และไม่ควรถือเป็นข้อสรุปที่ผู้อื่นซึ่งมิใช่แพทย์จะนำไปใช้ เพราะต้องระวังผลแทรกซ้อนอย่างอื่นที่จะตามมา

เช่นการติดอินเทอร์เน็ตแล้วไม่ยอมพบปะวิสาสะกับผู้คนอีกต่อไป.

21 พฤศจิกายน 2545

By วีระพันธ์ โตมีบุญ

Views, 3734