ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ข้อเสื่อม/ปวดข้อในคนสูงอายุ

"ข้อเสื่อม/ปวดข้อในคนสูงอายุ"

ข้อเสื่อม พบเป็นสาเหตุอันดับแรกของอาการปวดข้อในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป หรือหลังวัยหมดประจำเดือน และจะพบมากตามอายุที่มากขึ้น พบในผู้ชายประมาณ 3 เท่า ถือเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่ค่อยมีโรคแทรกซ้อนที่อันตรายร้ายแรง แต่จะมีอันตรายที่เกิดจากการใช้ยาแก้ปวดข้อ และยาสเตียรอยด์อย่างพร่ำเพรื่อ

สาเหตุ

เกิดจากข้อเสื่อมตามวัย หรือข้อรับน้ำหนักมากเกินไปหรือมีการบาดเจ็บ ทำให้กระดูกอ่อนตรงผิวข้อต่อสึกกร่อนและมีกระดูกงอก (หินปูนเกาะ) ขรุขระเวลาเคลื่อนไหวข้อจึงทำให้เกิดอาการปวดในข้ออาจมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ อายุมาก น้ำหนักมาก อาชีพที่ต้องใช้ข้อมาก เช่น อาชีพที่ต้องยืนนานๆ เป็นต้น

ข้อที่เป็นได้บ่อย มักเป็นข้อที่รับน้ำหนักมากได้แก่ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อกระดูกสันหลัง ข้อกระดูกคอ นอกจากนี้บางรายอาจเป็นตามข้อนิ้วมือ ปลายนิ้วมือและกลางมือได้ ผู้ป่วยอาจมีภาวะเสื่อมของข้อหลายแห่งพร้อมกัน แต่มักจะมีอาการแสดงเพียง 1-2 ข้อเท่านั้น

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อในข้อ เช่น ปวดเข่า ปวดสะโพก ปวดหลัง ปวดต้นคอ เรื้อรังเป็นแรมเดือม แรมปีบางครั้งอาจมีเสียงดังกรอบแกรบขณะที่เคลื่อนไหว ผู้ป่วยที่ปวดที่ข้อเข่า มักจะปวดมากเวลาเปลี่ยนจากท่านั่งเป็นท่ายืนหรืออยู่ในท่างอเข่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานั่งคุกเข่า พับเพียบ หรือขัดสมาธินานๆ หรือเดินขึ้นลงบันได หรือยกของหนัก อาการปวดข้อมักจะเป็นตอนกลางคืน หรือเวลาอากาศเย็นชื้น หรืออากาศเปลี่ยนแปลง ข้อที่ปวดมักจะไม่มีอาการบวมแดงร้อน แต่ถ้าเป็นมาก อาจมีอาการบวม และมีน้ำขังอยู่ในข้อ โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีอาการทั่วไปเป็นปกติทุกอย่าง

อาการแทรกซ้อน

ถ้าเป็นรุนแรงอาจมีอาการเคลื่อนไหวข้อไม่สะดวกเช่น เดิน ไม่ถนัด

>การรักษา

1. ถ้ามีอาการปวดให้พักข้อที่ปวด อย่าเดินมาก ยืนมาก หรือเดินขึ้นลงบันได และใช้น้ำร้อนประคบและกินยาแก้ปวดพาราเซตามอล บรรเทา เป็นครั้งคราว ถ้ามีอาการปวดมาก อาจให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ 3-5 วัน ไม่ควรกินติดต่อกันนานๆ และควรระมัดระวังในการใช้ยานี้ในผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ ถ้าจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ ควรให้ยาป้องกันโรคกระเพาะ เช่น ยาลดกรด ครั้งละ 30 มิลลิลิตร วันละ 7 ครั้ง

2. พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้อาการปวดข้อกำเริบ เช่น ห้ามยกของหนัก หรือหาบน้ำ หิ้วน้ำ อย่ายืนนาน อย่านิ่งคุกเข่า นั่งถูฟื้น หรือซักผ้า นั่งพับเพียบ หรือขัดสมาธิ พยายามนั่งในท่าเหยียดเข่าตรง หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันได ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เช่น หลังจากนั่งทำงานนาน 1 ชั่วโมง ควรพัก และลุกขึ้นเดินสัก 2-3 นาทีถ้าน้ำหนักมากควรพยายามลดน้ำหนัก ซึ่งจะช่วยให้อาการปวดทุเลาได้มาก

3. พยายามบริหารกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวข้อให้แข็งแรง เช่น ถ้าปวดหลังก็ให้บริหารกล้ามเนื้อหลัง ถ้าปวดเข่าก็บริหารกล้ามเนื้อต้นขาส่วนหน้า การฝึกกล้ามเนื้อควรเริ่มทำเมื่ออาการปวดทุเลาลงแล้ว ระยะแรกฝึกวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 5-10 นาที จนรู้สึกกล้ามเนื้อแข็งแรงไม่เมื่อยง่าย จึงเพิ่มเป็นวันละ 3-5 ครั้ง

การบริหารกล้ามเนื้อเข่า เริ่มแรกไม่ต้องถ่วงด้วยน้ำหนัก ต่อไปค่อยๆ ถ่วงน้ำหนัก เช่น ใส่ถุงทรายที่ข้อเท้าทีละน้อยจาก 0.3 กิโลกรัม เป็น 0.5 กิโลกรัม 0.7 กิโลกรัม และ 1 กิโลกรัม โดยเพิ่มไปเรื่อยๆ ทุก 2-3 สัปดาห์จนยกได้ 2-3 กิโลกรัม ข้อเข่าก็จะแข็งแรงและลดการปวด

4. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 3-4 สัปดาห์ หรือบวมตามข้อ หรือมีอาการปวดร้าวหรือชาตามแขน ร่วมกับปวดคอ หรือขา ร่วมกันปวดหลัง ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องตรวจโดยการเอกซเรย์ดูการเปลี่ยนแปลงของข้อหรือถ้าบวมตามข้ออาจฉีดสเตียรอยด์เข้าในข้อเป็นครั้งคราว ไม่ควรเกินปีละ 2-3 ครั้ง อาจทำให้กระดูกเสื่อมหรือสลายตัวเร็วขึ้น และให้การรักษาทางกายภาพบำบัด

ในบางรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุไม่มากหรือจำเป็นต้องเดินมาก ในการทำงานหรือประกอบอาชีพ แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม สำหรับข้อเข่าหรือสะโพก

ข้อแนะนำ

1. ภาวะข้อเสื่อมมักจะเป็นอยู่ตลอดไปไม่หายขาดจึงมักจะมีอาการปวดเรื้อรัง และบางรายอาจรู้สึกปวดทรมานหรือเคลื่อนไหวไม่สะดวก ควรหาทางบรรเทาปวดข้อ ด้วยการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ได้แก่ รู้จักฝึกบริหารกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อที่ปวดให้แข็งแรง ลดน้ำหนัก (ถ้าอ้วน) และหลีกเลี่ยงอิริยาบถที่ทำให้อาการปวดกำเริบ

2. ยาแก้ปวด ควรเลือกใช้พาราเซตามอล บรรเทาเวลามีอาการปวด แต่ไม่ควรทานเป็นประจำ และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์

3. ควรแนะนำผู้ป่วยอย่าซื้อยาชุด ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ปวดเส้น หรือยาลูกกลอนมากินเอง ยาเหล่านี้มักมียาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และ/หรือยาสเตียรอยด์ อาจช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ผลดี แต่หากกินเป็นประจำ อาจเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้ เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร กระดูกผุ ภูมิคุ้มกันต่ำ ต่อมหมวกไตฝ่อ เป็นต้น

อย่าซื้อยาชุด หรือยาลูกกลอนกินแก้ปวดข้อ อาจได้รับพิษจากสเตียรอยด์ที่ผสมอยู่ในยาเหล่านี้ได้

14 มกราคม 2547

By

Views, 11225