ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

หัดเยอรมัน/เหือด

"หัดเยอรมัน/เหือด"

หัดเยอรมันเป็นโรคที่พบได้บ่อย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่มีอาการไข้และออกผื่นคล้ายหัด แต่มีความรุนแรงและโรคแทรกซ้อนน้อยกว่าหัด เนื่องจากแพทย์ชาวเยอรมันเป็นผู้อธิบายว่า โรคนี้เป็นโรคใหม่ที่ต่างจากหัด โดยทั่วไปจึงเรียกโรคนี้ว่า หัดเยอรมัน ส่วนในบ้านเรามีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เหือด

โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง ถ้าเป็นกับเด็กหรือผู้ใหญ่ทั่วไป มักจะหายได้เองโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สำคัญคือ ถ้าเกิดในหญิงมีครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก เชื้ออาจแพร่กระจายเข้าทารกในครรภ์ ทำให้ทารกพิการได้โรคนี้มักพบระบาดในโรงเรียน โรงงาน ที่ทำงานในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อหัดเยอรมัน ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า รูเบลลา เชื้อจะอยู่ในน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ติดต่อโดยการ ไอ จาม หรือหายใจรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัดหรือหัด

ระยะฟักตัว 14-21 วัน ต่อมน้ำเหลืองโตที่หลังหู หลังคอ และท้ายทอย

อาการ

มีไข้ต่ำๆ ถึงปานกลาง ร่วมกับมีผื่นเล็กๆ สีชมพูอ่อนขึ้นกระจายทั่วไป ผื่นมักอยู่แยกจากกันชัดเจน (แต่อาจแผ่รวมกันเป็นแผ่นได้) เริ่มขึ้นที่หน้าผากตรงชายผม รอบปาก และใบหูก่อน แล้วลงมาที่คอ ลำตัว และแขนขา ผื่นอาจมีอาการคันหรือไม่ก็ได้ ผื่นอาจขึ้นในวันเดียวกับที่มีไข้ หรือหลังมีไข้ 1-2 วัน และมักจะจางหายภายใน 3-5 วัน โดยจางหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งรอยแต้มดำๆ ให้เห็นเหมือนผื่นของหัด บางรายอาจมีผื่นขึ้นโดยไม่มีไข้ หรือมีไข้โดยไม่มีผื่น และบางรายอาจมีอาการแสบตาเคืองตา เจ็บคอเล็กน้อย ปวดเมื่อยตามตัวเล็กน้อย อาการโดยทั่วไปมักไม่ค่อยรุนแรง และดูท่าทางค่อนข้างสบาย บางรายอาจติดเชื้อหัดเยอรมัน โดยไม่มีอาการแสดงใดๆ เลยก็ได้

อาการแทรกซ้อน

อาจทำให้ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้าอักเสบเล็กน้อย สมองอักเสบอาจพบได้บ้างแต่น้อยมาก ข้อสำคัญ คือถ้าเป็นในหญิงมีครรภ์ 3 เดือนแรก อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ (ครรภ์ภายในเดือนที่ 1 พบทารกพิการถึงร้อยละ 10-50 ภายในเดือนที่ 2 พบได้ร้อยละ 14-25 ภายในเดือนที่ 3 พบได้ร้อยละ 6-17 และหลังเดือนที่ 3 พบได้ร้อยละ 0-5) ทำให้ทารกที่คลอดออกมาเป็นต้อกระจก ต้อหิน หูหนวก หัวใจพิการแบบต่างๆ เด็กน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ ตับอักเสบ (ดีซ่าน) ซีด มีจ้ำเขียวขึ้นตามตัว สมองอักเสบ ปัญญาอ่อน เป็นต้น ความพิการเหล่านี้อาจคิดร่วมกัน หรือเป็นเพียงอย่างเดียวก็ได้ การช่วยเหลือให้สู่ภาวะปกติทำให้น้อยรายเราเรียกทารกที่ติดเชื้อหัดเยอรมันขณะอยู่ในครรภ์ดังกล่าวนี้ว่าโรคหัดเยอรมันแต่กำเนิด

การรักษา

1. สำหรับหัดเยอรมันที่พบได้ในเด็กและผู้ใหญ่ทั่วไป (ที่ไม่ตั้งครรภ์) ให้การรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ถ้าคันทายาแก้ผดผื่นคัน โดยทั่วไปมักจะหายภายใน 3-5 วัน

2. ถ้าพบในหญิงตั้งครรภ์ระยะ 3 เดือนแรกควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องตรวจเลือดพิสูจน์ ถ้าเป็นจริง อาจพิจารณาให้ยุติการตั้งครรภ์

ข้อแนะนำ

1. ควรอธิบายให้ประชาชนทั่วไปทราบว่า โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงที่เกิดกับคนทั่วไป ความรุนแรงมีน้อยกว่าหัด แต่ที่เป็นปัญหา คือ ส่วนที่เกิดกับหญิงตั้งครรภ์อ่อนๆ (ระยะ 3 เดือน) เท่านั้นที่ทำให้ทารกในครรภ์เกิดมาพิการ

2. โรคนี้เป็นแล้วมักมีภูมิคุ้มกันไปจนตลอดชีวิตจะไม่เป็นซ้ำอีก

3. หญิงที่เป็นหัดเยอรมัน ให้คุมกำเนิดไว้ 3 เดือน เพื่อความแน่ใจว่าทารกจะปลอดภัย

4. ในระยะที่มีอาการระบาดของโรค สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้ว ซึ่งยังไม่เคยฉีดวัคซีนหรือไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน ควรคุมกำเนิดไว้ก่อนจนพ้นระยะระบาดระหว่างนี้ควรฉีดวัคซีนป้องกัน

5. หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการไข้และมีผื่นขึ้น หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรคหัดเยอรมัน แม้จะไม่มีอาการอะไรก็ตาม ควรไปพบแพทย์ แพทย์มักจะเจาะเลือดตรวจโดยเจาะอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน สุดแล้วแต่แพทย์เห็นสมควร

ถ้าพบว่าเป็นหัดเยอรมัน สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก แพทย์จะแนะนำให้ยุติการตั้งครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก ส่วนครรภ์ในระยะเดือนที่ 7-9 ทารกมักจะปลอดภัย ส่วนครรภ์ในระยะเดือนที่ 4-6 ทารก อาจมีโอกาสพิการ แต่น้อยมาก แพทย์จะตัดสินใจเป็นรายๆ ว่าจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์หรือไม่

การป้องกัน

โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน ถ้าฉีดครั้งแรกตอนอายุ 9-15 ปี ควรฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 12-16 ปี แต่ถ้าเริ่มฉีดเข็มแรกตอนโต ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้น ผู้ที่ควรแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันมากที่สุดคือ กลุ่มเด็กหญิงวัยรุ่น และกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ ถ้าเป็นหญิงที่แต่งงานแล้ว แนะนำให้ฉีดวัคซีนในระยะที่มีประจำเดือนและคุมกำเนิดอย่างน้อย 8 สัปดาห์ เหตุผลไม่ใช่เพราะว่าวัคซีนมีอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่เนื่องจากวัคซีนจะสร้างภูมิคุ้มกันได้จริงๆ หลังฉีด 6-8 สัปดาห์ไปแล้ว ถ้าระหว่างนี้มีการติดเชื้อจากผู้อื่นอาจบดบังอาการของโรค และอาจมีอันตรายต่อทารกในครรภ์

"อันตรายของหัดเยอรมัน คือ ถ้าเป็นในหญิงตั้งครรภ์อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้"

23 มกราคม 2547

By รศ.น.พ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

Views, 9526