ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ทำไมเด็กเก่งคิดฆ่าตัวตาย?

"ลทำไมเด็กเก่งคิดฆ่าตัวตาย?"

เมื่อไม่นานมานี้ต้องสูญเสียเด็กเก่งระดับเหรียญทอง เพราะเธอทุกข์จนไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่ และไม่สามารถหาทางออกอื่นให้กับตนเองได้ นอกจากการฆ่าตัวตายเพื่อพ้นจากปัญหา

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ หรือผู้ที่ส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถพิเศษถือเอาเป็นกรณีตัวอย่าง และหาทางแก้ไขให้เป็นรายสุดท้าย มิฉะนั้นก็จะมีเหตุการณ์เช่นนี้ตามมาไม่มีที่สิ้นสุด

มีกี่คนเคยสังเกตไหมว่าเด็กที่มีสติปัญญาดีๆ หลายคนพยายามฆ่าตัวตาย ในขณะที่เราแทบไม่เคยได้ข่าวว่าคนปัญญาอ่อนมีความพยายามฆ่าตัวตาย เมื่อมีเหตุการณ์เศร้าสลดเราก็มานั่งหาคนผิด หรือหาทางล้อมคอกกันครั้งแล้วครั้งเล่า

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในบ้านเราเท่านั้นแต่เกิดขึ้นทั่วโลก เชื่อว่าในทุกๆ วันมีคนฉลาดทั่วโลกฆ่าตัวตาย

จากการสำรวจข้อมูลของเด็กนักเรียนเกรดเอ หรือบีชั้นมัธยมในอเมริกาเมื่อเร็วๆ นี้ก็พบข้อมูลที่ทำให้ผู้ใหญ่คิดหนัก

23% คิดฆ่าตัวตาย

4.2% เคยพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ

42% รู้จักเพื่อนที่เคยคิดฆ่าตัวตาย

17.1% รู้จักเพื่อนวัยเดียวกันที่เคยคิดฆ่าตัวตาย

ผู้เขียนเองก็ได้พบเด็กที่มีสติปัญญาเป็นเลิศหลายคนที่เคยคิดฆ่าตัวตาย และได้พยายามฆ่าตัวตาย

อะไรที่ทำให้คนฉลาดๆ หรือเด็กที่น่าจะประสบความสำเร็จในเรื่องการเรียนฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย?

จากการสำรวจข้อมูลในอเมริกาเจ้าเดิมก็พบว่า

76% มีความรู้สึกกดดัน เศร้าซึม

49.9% ความกดดันจากที่โรงเรียน

35.6% มีปัญหากับครอบครัว ทะเลาะกับพ่อแม่

28.9% ครอบครัวแตกแยก

14.7% สายสัมพันธ์ทางจิตใจขาดสะบั้น เช่น มีปัญหากับเพื่อนรัก หรือกับคนรัก

โครงสร้างประสาทสมองที่แตกต่าง

คนที่มีสติปัญญาเป็นเลิศ โดยเฉพาะพวกที่ไอคิวสูง มักมีโครงสร้างของเซลล์ ประสาทที่แตกต่างจากคนทั่วไป กล่าวคือคนเหล่านี้จะมีสายใยที่แตกแขนงออกไปจากตัวเซลล์มากมายกว่าคนทั่วไป ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ก็คือหากเราสมมุติให้เซลล์หนึ่งเซลล์เท่ากับหัวมันแกวที่มีราก คนฉลาดๆ ก็จะมีรากออกไปมากมาย และรากเหล่านี้เองที่ทำให้คนนั้นมีความสามารถในการเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่า แม่นยำ ลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป

โดยกฎธรรมชาติไม่มีอะไรที่ดีด้านเดียวหากเราไม่จัดการกับมันให้ดี ความไวต่อการรับรู้นั้นรวมไปถึงภาวการณ์รับรู้ทางจิตใจด้วย คนกลุ่มนี้จึงเจ็บปวดง่าย เจ็บลึกล้ำและละเอียดอ่อนเกินที่ใครๆ จะคาดคิด น่าเสียดายที่เรามักจะคาดหวังให้คนสติปัญญาดีแก้ไขหรือช่วยเหลือตนเองทุกด้าน เพราะคิดว่าเขาต้องช่วยตนเองได้ดีกว่าคนที่ฉลาดน้อยกว่า แทบจะไม่มีใครตระหนักเลยว่าคนพวกนี้แบกรับความรู้สึกที่ลึกซึ้งและรุนแรงกว่าคนทั่วไป

ขาดโอกาสพัฒนาทางสังคม-อารมณ์

ในปัจจุบันเด็กที่เรียนดีจำนวนไม่น้อยที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแข่งขันเพื่อให้มีคะแนนผลการเรียนที่ดี เวลาทั้งหมดตั้งแต่เช้าจรดกลางคืนให้ไปกับกิจกรรมการเรียน จนทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะสร้างทักษะชีวิตที่สำคัญอื่นๆ เช่น การแก้ปัญหา การเผชิญกับการต่อสู้กับชีวิตจริง ทักษะหลายๆ อย่างผู้ปกครองมักมองข้ามเพราะเราคิดว่าโตไปก็รู้เอง หลายอย่างกว่าผู้ใหญ่จะรู้ว่าไม่มีความรู้ใดงอกออกมาได้เองเหมือนต้นหญ้าก็สายเกินแก้ เด็กหลายคนมีปัญหา สร้างปัญหา หรือไม่สามารถทำงานได้ทั้งๆ ที่จบจากสถานศึกษาอันทรงเกียรติด้วยคะแนนดีเยี่ยม

ขาดความเข้าใจจากครอบครัวหรือครู

เด็กที่เผชิญกับปัญหามักมีความคิดความเชื่อหรือมีประสบการณ์ว่าไม่มีใครเข้าใจเขา ไม่มีใครรู้จักความคิดของเขา ไม่มีใครนำพาต่อความคิดและจิตใจของเขา ครอบครัวที่มีลูกหลานฉลาดๆ จึงต้องพยายามทำความเข้าใจเรื่องความคิดและจิตใจของเด็กกลุ่มนี้

สิ่งที่จะช่วยพวกเขาได้มากคือการพยายามให้เขาพบกับเด็กที่มีความคล้ายกัน มีความสนใจเรื่องใกล้เคียงกัน สติปัญญาใกล้เคียงกัน แม้ว่าวัยจะต่างกันก็ตาม

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

1.หากมีโครงการส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ต้องมีการดูแลเรื่องของความคิดและจิตใจ ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้ เด็กต้องเรียนรู้ที่จะคิดเก่ง คิดดี และมีความพร้อมความเข้มแข็งทางจิตใจ

2.คนใกล้ชิดต้องคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพ ความคิดฆ่าตัวตายเกิดขึ้นได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ยังขาดประสบการณ์เรื่องการแก้ปัญหาชีวิต สัญญาณอันตรายที่ควรสังเกตคือ

- การเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพอย่างฉับพลัน

- มีอาการเศร้าซึมเกินกว่าหนึ่งสัปดาห์

- พูดถึงเรื่องฆ่าตัวตายหรืออยากฆ่าตัวตาย

- แจกจ่ายของรักของหวง

- แยกตัว หรือหลีกหนีจากสังคม

- คิดย้ำคิดทำ ทำอะไรต้องสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แก้แล้วแก้อีกและไม่เห็นว่างานตนเองจะดีสักที

- คิดว่าตนเองล้มเหลว ไร้ค่า

- มีแรงกดดันที่ทำให้เกิดความล้มเหลว

- เครียดกับความคิดของตนเอง ที่คิดว่าคนอื่นไม่เข้าใจตน คนอื่นคิดไม่ทัน

- ขาดความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ตนเอง

- ขาดความสามารถในการแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน

- ต้องการความเป็นหนึ่งแต่เมื่อไม่สามารถเป็นได้ก็ไม่สามารถรับความรู้สึก หรือความจริงเช่นนั้นได้

- เริ่มเสพสิ่งเสพติด

- เริ่มแสดงออกถึงความรุนแรงทั้งคำพูดและการกระทำ

3.ต้องจัดกิจกรรมให้เกิดการพัฒนาทั้งกายจิต เช่น การเล่นดนตรี กีฬา กิจกรรม กลุ่ม แม้แต่การพัฒนาการเรียนในวิชาก็ควรเน้นการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน

4.โรงเรียนต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้ปกครอง มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความช่วยเหลือ

5.หากนักเรียนต้องไปเรียนไกลจากบ้าน เช่น การไปอยู่โรงเรียนประจำ โดยเฉพาะการไปอยู่ต่างประเทศ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องแน่ใจว่าเด็กมีความพร้อมที่จะอยู่ได้ ทั้งเรื่องของภาษา วัฒนธรรม มารยาท ที่สำคัญคือคนที่จะดูแลและเพื่อน การที่จะคาดหวังให้เด็กเรียนรู้เองเหมือนความเชื่อเดิม หรือเรื่องเก่าๆ นั้นเป็นสิ่งที่เสี่ยงและทำให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมซ้ำซากแน่นอน

ผู้เขียนอยากเห็นพรุ่งนี้ไม่มีเด็กที่คิดฆ่าตัวตาย และเห็นว่าหลายอย่างเราป้องกันได้

8 กันยายน 2547

By กรมสุขภาพจิต

Views, 4015