ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ปัญหาการฆ่าตัวตายในประเทศไทย

ปัญหาการฆ่าตัวตายในประเทศไทย

ข้อมูลสถิติ : สุขภาพจิตไทย พ.ศ. 2545-2546, กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

ข้อมูลสถิติปัญหาการฆ่าตัวตายในประเทศไทย

ในวาระที่ WHO กำหนดในวันที่ 10 กันยายน เป็นวันฆ่าตัวตายโลก ดังนั้นวันนี้กรมสุขภาพจิตจึงขอนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย นำเสนอทางบทความดังนี้คือ

จากการศึกษาภาระโรคและการบาดเจ็บในประเทศไทยปี 2542 พบว่า มีปัญหาทางสุขภาพจิต และจิตเวชอยู่ใน 20 อันดับของโรคที่เป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียปีสุขภาวะ เมื่อพิจารณาในกลุ่มเพศชาย พบว่า การฆ่าตัวตาย/ทำร้ายตนเอง มีค่า DALYs (Disability Adjust Life Years: สูญเสียปีสุขภาวะ) เป็นลำดับที่ 9 การใช้ยาเสพติดอยู่ในลำดับที่ 10 การติดสุราพิษสุราเรื้อรังอยู่ในลำดับที่ 11 และโรคซึมเศร้าอยู่ในลำดับที่ 15 ขณะที่ในกลุ่มเพศหญิงโรคซึมเศร้าอยู่ในระดับที่ 4 โรควิตกกังวลอยู่ในลำดับที่ 16 และโรคจิตเภทอยู่ในลำดับที่17

โรคที่เป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียปีสุขภาวะ (Dalys) ในประเทศไทยปี พ.ศ. 2542 จำแนกตามเพศได้ดังนี้

เพศชาย

1. เอดส์

2. อุบัติเหตุจราจร

3. หลอดเลือดสมอง

4. มะเร็งตับ

5. เบาหวาน

6. กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

7. ถุงลมโป่งพอง

8. ถูกฆาตกรรม ถูกทำร้าย

9. ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตนเอง

10. ยาเสพติด

11. ติดสุรา พิษสุราเรื้อรัง

12. ตับแข็ง

13. มะเร็งปอด

14. จมน้ำตาย

15. โรคซึมเศร้า

16. ข้อเข่าเสื่อม

17. วัณโรค

18. หูหนวก

19. ทารกคลอดน้ำหนักน้อย

20. โลหิตจาง (ขาดธาตุเหล็ก)

เพศหญิง

1. เอดส์

2. หลอดเลือดสมอง

3. เบาหวาน

4. โรคซึมเศร้า

5. มะเร็งตับ

6. ข้อเข่าเสื่อม

7. อุบัติเหตุจราจร

8. โลหิตจาง (ขาดธาตุเหล็ก)

9. กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

10. ต้อกระจก

11. ถุงลมโป่งพอง

12. หูหนวก

13. ปอดบวม

14. ทารกคลอดน้ำหนักน้อย

15. สมองเสื่อม

16. โรควิตกกังวล

17. โรคจิตเภท

18. วัณโรค

19. ทารกแรกคลอดขาดอ็อกซิเจน

20. ไตวายเรื้อรัง


ที่มา: สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิต : การฆ่าตัวตาย

ปัญหาการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญปัญหาหนึ่งในปัจจุบัน เพราะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นตามมาทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ เมื่อพิจารณาในระยะยาวพบว่าแนวโน้มการฆ่าตัวตายในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2524 ถึง ปี พ.ศ. 2544 ค่อนข้างคงที่ จากรายงานจำนวนอัตราการฆ่าตัวตายขึ้นลงระหว่าง 7.3 ถึง 7.7 ต่อประชากร 100,000 คน โดยนะยะ 4 ปีหลัง พบว่าอัตราการฆ่าตัวตายมีแนวโน้มสูงขึ้นเล็กน้อย

อัตราการฆ่าตัวตายต่อประชากร 100,000 คน จำแนกตามเพศ ระหว่างปี พ.ศ. 2524-2544

เมื่อพิจารณาแยกตามเพศ พบว่าเพศชายมีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน และสูงกว่าเพศหญิง โดยเพิ่มจา ก 7.6 ต่อประชากร 100,0100 คน ในปี พ.ศ. 2524 เป็น 11.9 ต่อประชากร 100,000 คน ในปี พ.ศ. 2544 ในขณะเพศหญิงอัตราการฆ่าตัวตายมีแนวโน้มลดลงจาก 7.3 ต่อประชากร 100,000 คน ในปี พ.ศ. 2524 เหลือเพียง 3.6 ต่อประชากร 100,000 คน ในปี พ.ศ. 2544 และ เมื่อพิจารณาสัดส่วนการฆ่าตัวตายของเพศชายต่อเพศหญิง พบว่าเพิ่มมากขึ้นจาก 1.04 : 1.0 ในปี พ.ศ. 2524 เป็น 3.3 : 1.0 ในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งเพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า

เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มอายุและเพศ พบว่าเพศชายมีอัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มอายุ 25-29 ปีสูงสุด ส่วนเพศหญิงมีอัตราการฆ่าตัวตายค่อนข้างใกล้เคียงในทุกกลุ่มอายุ ส่วนในกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่า มีอัตราค่อนข้างสูงอาจจะเนื่องมาจากผู้สูงอายุมักพบภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายได้

อัตราการฆ่าตัวตายจำแนกตามเขตการสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2543-2544

อัตราการฆ่าตัวตายของประเทศในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญและควรศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการป้องกันแก้ไขปัยหาการฆ่าตัวตายของแต่ละพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง โดยพบว่าอัตราการฆ่าตัวตายในปี พ.ศ. 2543-2544 ในพื้นที่เขตการสาธารณสุขที่ 10 มีอัตราสูงสุด รองลงมาเป็นเขต 9 เขต 8 และเขต 3 ตามลำดับ ส่วนพื้นที่ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำสุด คือพื้นที่ เขต 12 ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าพื้นที่ที่มีการฆ่าตัวตายสูงจะเป็นพื้นที่เขตภาคเหนือและชายฝั่งทางภาคตะวันออก ส่วนพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างจะพบว่าต่ำ นอกจากนี้แนวโน้มของอัตราการฆ่าตัวตายในปี 2543-2544 พบว่า ส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดลง ยกเว้นเขต 9 และเขต 3 ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ผู้นำเสนอ: คณะ DMH Staff

แหล่งข้อมูล: สุขภาพจิตไทย พ.ศ. 2545-2546, กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

13 กันยายน 2547

By ข้อมูลสถิติ : สุขภาพจิตไทย พ.ศ. 2545-2546, กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

Views, 5473