ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

เรารู้อะไรเกี่ยวกับฆ่าตัวตาย (2)

เรารู้อะไรเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย (2)

นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

เรารู้อะไรเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย (ต่อ)

องค์การอนามัยโลกประมาณว่า ผู้ทำร้ายตนเองมีจำนวนมากกว่าผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 10-20 เท่า จากการศึกษาพบว่าผู้ทำร้ายตนเองจะมีโอกาสทำซ้ำและประสบความสำเร็จได้ โดยมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสำเร็จในระยะหนึ่งปีหลังการทำร้ายตนเองครั้งแรกเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่าเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป และร้อยละ 10 ของผู้ทำร้ายตนเอง จะจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา

การสำรวจผู้ทำร้ายตนเองในยุโรปและอเมริกาพบว่า ผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 4-5เปอร์เซนต์ เคยพยายามทำร้ายตนเองมาก่อน ทั้งนี้ผู้ที่เคยทำร้ายตนเองอาจไม่ได้ไปรับความช่วยเหลือใดๆ จากโรงพยาบาลทั่วไปหรือหน่วยงานบริการทางสุขภาพจิต การศึกษาผู้ทำร่ายตนเองในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาผู้พยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่เสียชีวิตที่ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอายุน้อย สาเหตุกระตุ้นที่สำคัญคือปัยหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและปัญหาเศรษฐกิจ มักใช้วิธีรับประทานยาหรือสารพิษ และเมื่อสัมภาษณ์ในรายละเอียดพบว่าผู้ทำร้ายตนเองที่ไม่เกิดอันตรายรุนแรง มักจะไม่มีความเจ็บป่วยทางจิตเวชและทำร้ายตนเองขณะโกรธเคือง ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ มากกว่าจะกระทำเพราะความสิ้นหวังในชีวิต โรคจิตเวชที่พบบ่อยคือ โรคประสาท โดยเฉพาะที่มีอารมณ์เศร้า และบุคลิกภาพผิดปกติ นพ.สมพร บุษราทิจ ได้คำนวณจำนวนผู้พยายามฆ่าตัวตายในเวลาหนึ่งปีในเขตกรุงเทพฯ ว่ามีประมาณ 175 คนต่อประชากร 100,000 คน แต่ละวันจึงมีผู้ทำร้ายตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยมีคนไทยอย่างน้อย 50,000-100,000 คน ทำร้ายตนเองในแต่ละปี

ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ

ผลการศึกษาจากต่างประเทศ พบว่าในกลุ่มผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ

90% มีความเจ็บป่วยทางจิตเวชชนิดใดชนิดหนึ่ง

66% พบแพทย์ในระยะหนึ่งเดือนก่อนฆ่าตัวตาย

40% พบแพทย์ในระยะหนึ่งสัปดาห์ก่อนฆ่าตัวตาย

33% แสดงความคิดจะฆ่าตัวตายอย่างชัดเจน

25% เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่รับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก

ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จมักเป็นผู้ชาย มีความเจ็บป่วยทางจิตเวช มีการวางแผนฆ่าตัวตายไว้ล่วงหน้า ใช้วิธีการที่เป็นอันตรายต่อชีวิต และทำในช่วงเวลาสถานที่ที่คนอื่นช่วยเหลือได้ยาก ขณะที่ผู้ทำร้ายตนเอง โดยไม่เสียชีวิต มักเป็นหญิงมากกว่าชาย ส่วนใหญ่ไม่มีความเจ็บป่วยทางจิตเวช ทำอย่างหุนหันพลันแล่นโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ใช้วิธีการที่ไม่เป็นอันตรายรุนแรง ทำในเวลาและสถานที่ที่คนอื่นมีโอกาสช่วยเหลือ ผู้ทำร้ายตนเองจำนวนไม่มากที่ตั้งใจจะจลชีวิตตนเองลงจริง ส่วนใหญ่มักทำไปเพราะเหตุผลอื่น เช่น เพราะความน้อยใจ ขุ่นเคืองใจ ซึ่งถือเป็นวิธีการหนึ่งในการสื่อสารเพื่อร้องของความช่วยเหลือ แต่ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการลงมือทำครั้งแรก

ปัจจัยที่พิจารณา

1. เพศ

ผู้ทำร้ายตนเอง => ส่วนใหญ่เป็นหญิง

ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ => เป็นชายมากกว่าหญิง

2. ความเจ็บป่วยทางจิตเวช

ผู้ทำร้ายตนเอง => ไม่มีความเจ็บป่วยทางจิต

ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ => มักมีความเจ็บป่วยทางจิตเวช

3. การวางแผนล่วงหน้า

ผู้ทำร้ายตนเอง => ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า

ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ => มีการวางแผนล่วงหน้า

4. อันตรายของวิธีการที่ใช้

ผู้ทำร้ายตนเอง => อันตรายไม่มากหรือไม่มีอันตราย

ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ => อันตรายรุนแรง

5. โอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือ

ผู้ทำร้ายตนเอง => มาก

ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ => น้อย

ผู้ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะส่งสัญญาณเตือนบางประการก่อนการฆ่าตัวตาย เช่น การสำรวจในอเมริกาพบว่าผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่า 2 ใน 3 เคยพูดถึงความคิดฆ่าตัวตาย และมากกว่า 1 ใน 3 แสดงความตั้งใจฆ่าตัวตายอย่างชัดเจนก่อนลงมือทำ การส่งสัญญาณนี้มักสื่อให้กับคนมากกว่าหนึ่งคน แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาใช้กับประเทศไทยได้โดยตรง เนื่องจาสภาพทางสังคม วัฒนธรรมและระบบบริการให้ความช่วยเหลือที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เรียนรู้จากการศึกษาต่างๆ คือ

- ผู้ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่กระทำขณะมีความเจ็บป่วยทางจิตเวช ซึ่งเป็นปัญหาทีสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้

- ผู้ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะขอความช่วยเหลือในช่วงก่อนลงมือทำ ซึ่งแสดงถึงความต้องการความช่วยเหลือ เช่น ไปพบแพทย์แต่ไปด้วยปัญหาทางอาการทางกาย ไม่ใช่ปัญหาอยากฆ่าตัวตาย การไปใช้บริการ ณ จุดใจจุดหนึ่งก่อนการฆ่าตัวตายนี้ เป็นช่องทางหนึ่งที่เราจะพัฒนามาตรการการป้องกันการฆ่าตัวตายได้

- ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จส่วนใหญ่จะสื่อความคิดฆ่าตัวตายออกมาก่อนลงมือทำ เราจึงต้องให้ความใส่ใจกับผู้ที่พบหรือสื่อถึงความคิดฆ่าตัวตาย และหาทางช่วยเหลือที่เหมาะสม

15 กันยายน 2547

By นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

Views, 3090