ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

นักเรียนตีกัน..

รายงานสถานการณ์และแนวโน้มประเทศไทย สิงหาคม 2547 นักเรียนตีกัน : การต่อต้านของเยาวชน


โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย(TTMP) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)


แหล่งที่มาของข้อมูล : มติชนออนไลน์


กรณีนักเรียนตีกันและพฤติกรรมต่อต้านอื่นๆ


การที่ผู้ใหญ่บ่นและกังวลถึงพฤติกรรมเยาวชนวัยรุ่นนั้น ปรากฏมานานนับพันปีในนครใหญ่ ปัจจุบัน เมืองได้กลายเป็นการตั้งถิ่นฐานหลักของโลก ปัญหาของเยาวชนดูมีมากและรุนแรงขึ้น

ในรอบเดือนสิงหาคม ปรากฏข่าว และการแสดงทรรศนะเกี่ยวกับนักเรียนโดยเฉพาะนักเรียนอาชีวศึกษาตีกันหรือลอบทำร้ายกันจนบาดเจ็บล้มตายกันอย่างต่อเนื่องกว้างขวาง ในหลายมิติ

การจัดการของภาครัฐมีแนวโน้มไปสู่การจัดระเบียบให้เคร่งครัดขึ้น แต่สภาพความเป็นจริงซับซ้อนกว่านั้น อาจกล่าวได้ว่า พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเยาวชนวัยรุ่นที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

ตามรายงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่าระหว่างเดือนตุลาคม 2546-สิงหาคม 2547 มีเหตุการณ์กันรวมถึงกว่า 3 พันครั้ง เป็นสิ่งสะท้อนความป่วยไข้บางประการหรือกระทั่งโดยพื้นฐานของสังคม


สถานการณ์ แนวโน้มและบทเรียนบางประการ อาจสรุปได้ดังนี้

1) กรณีเยาวชนวัยรุ่นในวัยเรียนยกพวกตีกันระหว่างสถาบันหรือระหว่างคณะมีมานานแล้ว เมื่อหลายสิบปีก่อน มีการตีกันตั้งแต่ระดับโรงเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย ปัจจุบันมีมากอยู่แต่ในระดับอาชีวศึกษา เป็นลักษณะเฉพาะที่คงมีเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง

สาเหตุตีกันนั่น ในสมัยก่อนมักเนื่องจากการแข่งขันกีฬา ปัจจุบันโอกาสการชุมนุมรวมกลุ่มในที่สาธารณะมีหลายรูปแบบกว่า การตีกันนั้นมักเนื่องด้วยการเที่ยวเตร่หาความสำราญเป็นสำคัญ เช่น การชมคอนเสิร์ต การแสดง งานตามโรงเรียน หรือตามห้างสรรพสินค้า รวมร้อยละ 78 ที่เนื่องด้วยการกีฬาเหลือเพียงร้อยละ 16 (ผลการสำรวจดุสิตโพลล์ 4 ก.ย.2547)

2) การยกพวกตีกันนี้ แม้ว่าจะมาจากการรวมกลุ่มในเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน เมื่อเทียบปัจจุบันกับในอดีต ก็ดูจะมีสาเหตุหลักเหมือนกัน ได้แก่ การรักษาหรือป้องกันศักดิ์ศรีของสถาบัน รวมทั้งของเพื่อนฝูง และจากระบบอาวุโสในสถานศึกษา ซึ่งรวมแล้วเป็นร้อยละ 80 ของสาเหตุทั้งหมด (ผลการสำรวจดุสิตโพลล์ อ้างแล้ว)

เป็นที่น่าสนใจว่าเหตุใดในช่วงเวลายาวนานถึง 50 ปี จึงยังคงมีบรรยากาศและค่านิยมนี้ดำรงอยู่

3) การยกพวกตีกันของนักเรียนระหว่างสถาบัน จัดว่าเป็นลักษณะเฉพาะของความรุนแรงในหมู่เยาวชนวัยรุ่นของไทย มีปัญหาความรุนแรงในหมู่เยาวชนวัยรุ่นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว สหรัฐเป็นประเทศหนึ่งที่มีปัญหาความรุนแรงในเยาวชนวัยรุ่นสูงมาก มีทั้งการเสพติดและการค้ายาเสพติด การก่ออาชญกรรม การฆ่าคน ความรุนแรงในสถานศึกษา ไปจนถึงการตั้งแก๊งก่อกวนชุมชนสังคม แต่ไม่ปรากฏข่าวการยกพวกตีกันของนักเรียนระหว่างสถาบัน

     ในประเทศญี่ปุ่นปัญหาความรุนแรงในหมู่เยาวชนก็พุ่งสูงขึ้น สถิติทางการ พบว่าอาชญากรรมวัยรุ่นได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 47 ในปี 2003 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อายุผู้ที่กระทำผิดก็น้อยลง เป็นเหตุให้เมื่อปี 2001 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ลดเกณฑ์อายุอาชญากรวัยรุ่นจาก 16 ปีเหลือ 14 ปี

     วิเคราะห์กันว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากความเครียดของเยาวชนในท่ามกลางการพัฒนา (Jointogether.org 120804) บ้างวิเคราะห์ เป็นอาการป่วยของสังคมญี่ปุ่นที่มีลักษณะเด่น 3 ประการ ได้แก่ การเสพติด การบังคับเข้มงวด และการทำร้ายตนเอง (Worldpress.org เมษายน 2004)

4) เป็นที่สังเกตว่า กลุ่มนักเรียนอาชีวะเป็นอาณาบริเวณซึ่งชนชั้นนำไทย เคยเข้ามาจัดตั้งเพื่อต่อต้านขบวนการนักเรียน นิสิต นักศึกษา หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางด้านประชาชาติประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคมมากขึ้น

     นี่อาจเป็นคำอธิบายอีกข้อหนึ่งว่า เหตุใดความติดยึดในสถาบันการศึกษาและระบบอาวุโส จึงยังคงมีสูงในสถาบันอาชีวศึกษา

     อนึ่ง เรื่องของสถาบันนี้มักแปรเป็นเชิงสัญลักษณ์ สำหรับในปัจจุบันดูจะได้แก่ "เสื้อช็อปและหัวเข้มขัด" ซึ่งก็คือเครื่องแบบ การยึดถือเครื่องแบบและศักดิ์ศรีของเครื่องแบบนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในนักเรียนอาชีวะเท่านั้น แท้จริงปรากฏทั่วไปโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีอำนาจ เช่น ทหาร ตำรวจ

     จนอาจกล่าวได้ว่า สังคมไทยมีวัฒนธรรมนิยมเครื่องแบบและศักดิ์ศรีเครื่องแบบ แม้มีข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาการตีกันของนักเรียนอาชีวะที่ปรากฏบ่อย ปฏิบัติง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อย และน่าจะมีผลในทางปฏิบัติสูงอยู่ 2 ข้อ ได้แก่ (1) การยกเลิกเครื่องแบบ (2) การยกเลิกระบบอาวุโส รุ่นพี่สั่งรุ่นน้อง แต่ก็ดูจะปฏิบัติได้ยากในวัฒนธรรมนิยมเครื่องแบบ

5) มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีการรื้อฟื้นกลุ่มนักเรียนอาชีวะเพื่อต่อต้านขบวนการนักเรียนนักศึกษาอย่างที่เคยเป็นมาก่อน ความเป็นไปได้นี้มีอยู่ แต่แนวโน้มน่าจะเป็นว่า การปฏิบัติทางเครื่องแบบและระบบอาวุโส ที่กระทำมานานได้เผาผลาญตนเอง จนอ่อนแรงลง และเปิดทางให้แก่การจับกลุ่มของหมู่เยาวชนวัยรุ่น และสร้างวัฒนธรรมกลุ่มของตนเข้ามาแทนที่โดยลำดับ ดังที่ได้เริ่มปรากฏขึ้นแล้ว

6) นโยบายการบริหารและความรุนแรงในสถาบันการศึกษา การศึกษาที่รัฐบาลต่างๆ จัดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยมีหน้าที่อยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ การนำเด็กและเยาวชนเข้าสู่สังคมในฐานะพลเมืองดี หรือยอมรับค่านิยมของสังคมโดยดี

     สำหรับสังคมไทยวิเคราะห์ว่ามีค่านิยมแบบอำนาจนิยม เท่ากับสอนเด็กและเยาวชนให้เป็นคนหัวอ่อน ยอมรับผู้มีอำนาจ กล่าวโดยรวมทำให้เด็กเป็นเด็ก ไม่บรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์อย่างเหมาะสม สภาพเช่นนี้ ขัดแย้งกับภาวะแวดล้อม เช่น ในกรุงเทพฯที่เป็นเมืองใหญ่ มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น มีกิจกรรมต่างๆ และสินค้าสำหรับการบริโภคมาก

     ปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดความรุนแรงในสถาบันการศึกษา เช่น ครูบังคับขู่เข็ญนักเรียน นักเรียนรังแกกันทั้งแบบปัจเจกและที่สำคัญรวมกันเป็นกลุ่ม การบริหารโรงเรียนหลายแห่งนิยมใช้ระบบอาวุโส เพื่อให้เด็กดูแลกันเอง เป็นการผ่อนภาระของครูอาจารย์ ซึ่งอาจกลายเป็นการส่งเสริมนักเรียนให้จับกลุ่มตีกันได้โดยไม่ได้เจตนา

     มีข้อเสนอแนะบางประการในการปรับปรุงหรือแก้ไขสภาพดังกล่าว ได้แก่

          (1) เปิดประชาธิปไตยในโรงเรียนตามความเหมาะสม เช่นในครั้งก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม นักเรียนได้ร่วมกันก่อตั้งสภานักเรียนขึ้น

          (2) ส่งเสริมให้นักเรียนนิสิตนักศึกษาทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น กิจกรรมทางวิชาการหรือที่ก่อประโยชน์ต่อสาธารณะ

          (3) การศึกษา เฝ้าระวังและระงับเหตุความรุนแรงตั้งแต่ต้น แลกเปลี่ยนผลการศึกษาและประสบการณ์ในเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ

          (4) เพิ่มความสนใจให้แก่การศึกษาระดับนี้ไม่ปล่อยให้เกิดภาพลักษณ์ว่า เป็นการศึกษาของกลุ่มที่ถูกกีดกันอยู่ภายนอก

7) ความรุนแรงในครอบครัวและสังคม สื่อมวลชน มีผลการศึกษาทั้งของไทยและต่างประเทศตรงกันอยู่ว่าความรุนแรงในครอบครัวมีสูงกว่าและมีผลกระทบมากกว่าที่คิด หรือที่วาดฝันเรื่องบ้านแสนสุขอย่างมาก ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง ได้แก่ สตรีและเด็ก ซึ่งทำให้เด็กและเยาวชนคุ้นกับความรุนแรง

     ในสังคมก็มีแนวโน้มสู่ความรุนแรงเพิ่มขึ้น มีการเผยแพร่วัฒนธรรมความรุนแรงในสื่อมวลชนต่างๆ โดยเฉพาะภาพยนตร์และโทรทัศน์ สิ่งเหล่านี้แก้ไขได้ยาก ความรุนแรงในหมู่เยาวชนวัยรุ่นจึงอาจเป็นเพียงความรุนแรงส่วนเล็กๆ ในสังคมเท่านั้นมันถูกจับผิดและขยายออกมาเพียงเพราะว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีอำนาจในสังคม

8) ในระยะหลัง ปรากฏข่าวพฤติกรรมเยาวชนวัยรุ่นจับกลุ่มเสพสุขก่อเหตุรุนแรงหนาหูขึ้น จนรู้สึกว่ากำลังกลายเป็นปัญหาสังคมใหญ่ พฤติกรรมดังกล่าวคือ

     (1) การหมกมุ่นในกาม การมีกิจกรรมทางเพศพร่ำเพรื่อ หรือไม่เลือกที่

     (2) การเสพและค้ายาเสพติดรวมทั้งของมึนเมาต่างๆ

     (3) การวิวาททำร้ายกัน บางครั้งถึงชีวิต

     (4) การก่ออาชญากรรมอื่น เช่น การลักทรัพย์ การตั้งแก๊งก่อกวน

     (5) การติดของใช้หรูหราและความสนุกสนานฟุ่มเฟือย ถึงขั้นลักขโมยหรือขายตัว พฤติกรรมแบบบริโภคนิยมเสพสุขนี้ มีด้านที่เป็นไปตามกระแสลัทธิผู้บริโภคที่ครอบงำหรือเป็นโครงสร้างทางสังคมปัจจุบัน ในอีกด้านหนึ่งได้เลยเถิดจนกระทั่งกลายเป็นพฤติกรรมต่อต้านสังคม ยึดถือการรักษาหรือการเลื่อนสถานะของตนภายในกลุ่ม อยู่เหนือค่านิยมและประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเยาวชนวัยรุ่นจึงยากที่จะแก้ไข ทั้งมีแนวโน้มหนักหน่วงขึ้น เว้นแต่จะมีความพยายามในการลดผลกระทบด้านลบจากลัทธินี้ลงไปให้มากพอสมควร

9) เยาวชนกับความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ มีข้อเท็จจริงมากพอที่จะสรุปได้ว่า ผู้ปฏิบัติการก่อความไม่สงบรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้จำนวนมากเป็นเยาวชน นี่เป็นพฤติกรรมต่อต้านที่รุนแรงน่าหวั่นเกรง เยาวชนเหล่านี้ได้ร่วมกลุ่มที่มีลักษณะปิด ใช้การสร้างความตื่นกลัว เพื่อผลทางการเมือง เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากอีกเรื่องหนึ่ง

10) มีทฤษฎีในวิชาสังคมวิทยา เสนอเหตุปัจจัยของความขัดแย้งทางสังคม(Social Conflict) ไว้บางประการ ได้แก่

     (1) ความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่เป็นธรรม เช่น ความขัดแย้งระหว่างคนรวยกับคนจน นี้เป็นความขัดแย้งพื้นฐานของความขัดแย้งอื่น กล่าวตามทฤษฎีนี้หากความไม่เท่าเทียมกันหรือช่องว่างทางสังคมขยายตัว ความขัดแย้งและความปั่นป่วนในสังคมก็มีแนวโน้มขยายตัวตามไปด้วย

     (2) การแข่งขันเพื่อการควบคุม ในสังคมที่มีช่องว่าง กลุ่มต่างๆ ในสังคมมีแนวโน้มที่จะต่อสู้แข่งขัน เพื่อการควบคุมกลุ่มอื่น การแข่งขันเหล่านี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ค่านิยมเก่าสลาย ของใหม่เกิดไม่ทัน ขาดปทัสถานในการวัด ขาดความสำนึกทางประวัติศาสตร์ ยากที่จะสรุปบทเรียนได้ กระทำความผิดซ้ำเติม การแข่งขันเพื่อการควบคุมระดับสูง เช่น การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มฝ่ายในชนชั้นนำของไทยในปัจจุบันได้มีความรุนแรงขึ้นจนใกล้จุดเดือด

     (3) การขัดเกลาทางสังคม(Socialization) เพื่อทำให้สังคมเป็นปึกแผ่น ผู้มีอำนาจจำต้องขัดเกลาทางสังคมที่เป็นพื้นฐานได้แก่ เด็กและเยาวชน การขัดเกลาทางสังคมนี้มีเครื่องมือหลักอยู่ 2 อย่าง ได้แก่ ก) เครื่องมือทางจิต ได้แก่ การศึกษา ศาสนา ประเพณี ความเชื่อ เป็นต้น ข) เครื่องมือทางกายภาพ ได้แก่กฎหมาย การใช้อำนาจทางกฎหมายหรือเหนือกฎหมาย ไปจนถึงการลงโทษระดับต่างๆ การขัดเกลาทางสังคมจำต้องใช้การบังคับเข้มงวด ซึ่งก่อให้เกิดการต่อต้านในตัว ยิ่งหากกระทำในภาวะที่มีการแข่งขันและความไม่แน่นอนสูง ก่อให้เกิดการต่อต้านมากขึ้น

11) สถานการณ์ทั้งหมดดูจะชี้ว่า สถาบันสังคมตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน ศาสนา ไปจนถึงรัฐได้อ่อนล้าลง จนไม่สามารถขัดเกลา หรืออบรมสั่งสอนเยาวชนวัยรุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันเยาวชนวัยรุ่นเองจำนวนไม่น้อยก็อ่อนแอเกินไปที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ถึงพร้อมด้วยวุฒิภาวะ

3 ตุลาคม 2547

By มติชน: โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย(TTMP) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)

Views, 10626