ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

นักเรียนตีกัน

นักเรียนตีกัน

โดย พ.ญ. คุณหญิงสุภา มาลากุล ณ อยุธยา และคณะ

นักเรียนอาชีวยกพวกตีกัน ที่เป็นข่าวทางสื่อมวลชนเป็นระยะนั้น เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จนมีนักวิชาการหลายท่านตั้งคำถามว่า "จะเป็นสิ่งที่คู่กับสังคมไทยหรือเปล่า?" ซึ่งในข่าวหนังสือพิมพ์มติชนรายวันได้เคยตีพิมพ์รายงานการศึกษาเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2547 โดย โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย(TTMP) ซึ่ง สกว. ให้การสนับสนุนทุนในการวิจัย

ในเรื่องนักเรียนอาชีวยกพวกตีกันนั้น คณะ DMH Staff มีข้อมูลรายงานการศึกษาเรื่องดังกล่าว ซึ่งได้มีการจัดทำแล้วในอดีต โดย พ.ญ. คุณหญิงสุภา มาลากุล ณ อยุธยา ท่านเป็นจิตแพทย์ได้ศึกษาเรื่องนี้ มานำเสนอต่อท่านที่สนใจได้ลองศึกษาดู โดยรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์นั้น ท่านที่สนใจสามารถค้นคว้าได้ที่ฐานข้อมูลวิจัยสุขภาพจิตและจิตเวช ของกรมสุขภาพจิต โดยพิมพ์คำว่า "นักเรียนตีกัน" ก็จะสามารถพบข้อมูลรายงานวิจัยดังกล่าวได้ ในบทความที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นส่วนย่อของรายงานวิจัย

ข่าวนักเรียนอาชีวตีกัน ถึงต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิต เกิดขึ้นบ่อยๆ นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2513-2514 ซึ่งเป็นข่าวน่าสนใจและน่าสพึงกลัวสำหรับประชาชน คณะผู้วิจัยจึงเกิดความคิดว่า ควรจะหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมนี้ การแก้ไขนั้นจำเป็นต้องทราบว่ามีแรงผลักดันหรือเหตุจูงใจอันใดในบุคลิกภาพของนักเรียนอาชีวเหล่านี้ ซึ่งทำให้เขาแสดงออกหรือมีเหตุวิวาทกันทั้งๆ ที่เป็นพวกเดียวกัน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเข้าใจต้นเหตุของพฤติกรรมก้าวร้าวเป็นกลุ่มต่อพวกเดียวกัน

2. เพื่อหาแนวทางการป้องกัน

3. เพื่อหาแนวทางระงับเหตุการณ์

สมมติฐานการวิจัย

1. สาเหตุจากความก้าวร้าว เนื่องมาจากลักษณะบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล

2. ความไม่สมหวังบางประการเป็นแรงผลักดันให้แสดงความก้าวร้าว

3. การเอาเยี่ยงกลุ่มทำให้มีแนวโน้มจะก้าวร้าวเป็นกลุ่ม

ขอบเขตและวิธีวิจัย

เลือกกลุ่มตัวอย่างนักเรียนอาชีวศึกษาปี 2 และ ปี 3 เพศชาย จากสถานศึกษาที่มีสถิติการก่อวิวาทสูงตามลำดับลงมา โดยได้สถิติจากหน่วนสารวัตรนักเรียน กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มตัวอย่างมีระดับอายุ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

(1) ต่ำกว่า 16 ปี

(2) ระหว่าง 17-20 ปี

(3) 20 ปีขึ้นไป

ในแขนงวิชาต่างๆ คือ ช่างยนต์ ช่างเชื่อม ช่างก่อสร้าง ช่างโลหะ บริหารธุรกิจ และช่างสำรวจ ทั้งภาคปกติและภาคสมทบ จำนวน 1,600 คน

เครื่องมือในการวิจัย

ได้แก่ แบบสอบถาม ซึ่งสร้างโดยนำเอาคำจำกัดความของคำว่าก้าวร้าว และผลการสำรวจเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าที่หาได้มาวิเคราะห์ และพบว่าความก้าวร้าวของนักเรียนโดยเฉพาะเพศชายนั้น เกิดขึ้นจากองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้คือ

- ภาพพจน์ของตนเอง ((self image) และ

- ความคับข้องใจ (frustration)

- ลักษณะก้าวร้าวและสมยอม (aggression and submission )

- ความรู้สึกในความเป็นชาย (sense of being a man )

แบบสอบถามที่สร้างขึ้นมีจำนวน 100 ข้อ โดยให้ผู้ตอบตัดสินใจว่าถูกรือผิดตามความคิดเห็นของผู้ตอบ ได้นำแบบสอบมาใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น จำนวน 1,600 คน แต่มีเอกสารที่ใช้ได้ จำนวน 1,561 คน ได้นำข้อมูลมาหาความถี่ของคำตอบที่แสดงความก้าวร้าว และหาความสัมพันธ์ระหว่างคำตอบที่แสดงความก้าวร้าวกับตัวแปรต่างๆ การวิเคราะห์ข้อมูลได้ใช้เครื่องสมองกลและแปลผลตามตารางที่กำหนดไว้

สถิติการวิจัย

1. ใช้ค่าร้อยละของกลุ่ม

2. หาค่าความแตกต่างของแต่ละกลุ่มโดยใช้ค่าไคว์สแควว์

3. หาความสัมพันธ์ของตัวแปรแต่ละคู่โดยใช้สัมประสิทธิ์แกมมา

การวิเคราะห์ข้อมูล

ตารางที่ 1 ความก้าวร้าวคิดเป็นร้อยละแยกตามระดับอายุ จากตารางแสดงให้เห็นว่าเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มีความก้าวร้าวสูง และความก้าวร้าวจะน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งน่าจะคิดว่าเป็นลักษณะประจำวัยของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี

ตารางที่ 2 ความก้าวร้าวคิดเป็นร้อยละแยกตามสาขาวิชาที่เรียน แผนกบริหารธุรกิจมีความก้าวร้าวสูงสุด ช่างเชื่อมช่างโลหะมีความก้าวร้าวรองลงมาตามลำดับ ซึ่งเป็นไปได้ว่าบริหารธุรกิจ เป็นแขนงวิชาที่ไม่ได้ใช้แรงงาน จึงไมีมีโอกาสแสดงความก้าวร้าวออกมาทางร่างกาย แต่จะแสดงออกทางด้านจิตใจ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างบริการธุรกิจ ช่างเชื่อม ช่างโลหะ ไม่มีกิจกรรมที่แสดงถึงความก้าวร้าว แต่ช่างว่อสร้างมีโอกาสระบายความก้าวร้าวทางงานที่เรียนการเอาเยี่ยงกลุ่ม (group identification) รองลงมาได้แก่ช่างอิเล็คโทรนิค ช่างก่อสร้าง จะมีการเอาเยี่ยงกลุ่มใกล้เคียงกัน บริหารธุรกิจจะมีการเอาเยี่ยงกลุ่มสูงมาก แต่ขณะเดียวกันจะไม่เน้นในความเป็นชาย (sense of being a man) แต่มีความคับข้องใจทางด้านเศรษฐกิจ ครอบครัว

ตารางที่ 3 ความก้าวร้าวคิดเป็นร้อยละแยกตามเวลาเรียนที่เป็นภาคสมทบและภาคปกติ จะเห็นว่าภาคสมทบมีการเอาเยี่ยงกลุ่มสูง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกว่ามีปมด้อยและไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มภาคปกติจึงต้องรักกลุ่มตนให้มาก

ตารางที่ 4 ความก้าวร้าวคิดเป็นร้อยละแยกตามจำนวนเงินค่าใช้จ่าย นกัเรียนซึ่งฐานะลำบาก จะมีความคับข้องใจโดยส่วนรวมสูงสุด ส่วนนักเรียนฐานะสะดวกสบาย มีความก้าวร้าวโดยส่วนรวม โดยนิสัยและความคับข้องใจต่ำสุด ยกเว้นแต่เรื่องการเงินกลับเป็นกลุ่มสูงสุด

ตารางที่ 5 ความก้าวร้าวคิดเป็นร้อยละแยกตามที่อยู้อาศัยในปัจจุบัน พบว่าเด็กที่อยู่หอพักมีความก้าวร้าวสูงสุด อันดับรองลงมาได้แก่อาศัยอยู่กับคนอื่น ฉะนั้นการที่เด็กอยู่กับครอบครัวนั้นดีที่สุด ในเรื่องด้านที่อยู่ปัจจุบันเด็กที่กรุงเทพฯ มีความก้าวร้าวสูงกว่าเด็กที่อาศัยอยู่ธนบุรีและนนทบุรี ถ้ามองในด้านความคับข้องใจ จะเห็นว่าเด็กที่อาศัยอยู่กรุงเทพฯ จะมีความคับข้องใจในหลายด้านทั้งด้านการเงินและอื่นๆ ในด้านเอาเยี่ยงกลุ่ม เด็กที่อยู่หอพักส่วนมาก เป็นเด็กต่างจังหวัดจะมีการเอาเยี่ยงกลุ่มสูง

ตารางที่ 6 ความก้าวร้าวแยกตามภูมิลำเนาเดิม ในแต่ละภูมิลำเนามีความก้าวร้าวแตกต่างกัน เด็กที่มีภูมิลำเนาทางภาคเหนือจะมีความก้าวร้าวโดยนิสัย ความคับข้องใจในส่วนรวมและการเอาเยี่ยงกลุ่มสูงกว่าเด็กที่มาจากภาคอื่นๆ รองลงมาได้แก่ภาคกลางและภาคอีสานตามลำดับ นอกจากนี้เป็นที่สังเกตอีกว่าเด็กที่มาจากทุกภาคมีความคับข้องใจสูงทางการเงิน

ตารางที่ 7 ความก้าวร้าวตามฐานะของบิดามารดา จะเห็นว่าเด็กที่บิดามารดามีฐานะดีจะมีความก้าวร้าวจากเรื่องต่างๆ น้อยที่สุด แต่ต้องมีความคับข้องใจทางด้านการเงินสูง ซึ่งอาจเป็นเพราะเด็กเหล่านี้มีความหวังว่า บิดามารดาของตนมีฐานะดี น่าจะต้องให้สิ่งที่เขาต้องการได้เสมอ เมื่อได้ไม่จุใจเด็กจะมีความรู้สึกขาด เด็กที่มีฐานะดีมีลักษณะวัตถุนิยมสูง ส่วนเด็กที่บิดามารดาฐานะการเงินไม่ดี มีความก้าวร้าวและคับข้องใจในทุกๆ ด้านสูง

สรุปมูลเหตุ

1. อายุ เด็กที่มีอายุน้อยที่สุด มีความก้าวร้าวมาก อายุจึงเป็นสิ่งสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวเป็นกลุ่มได้ง่าย

2. ที่อยู่ เด็กที่อยู่หอพักมีความก้าวร้าวสูงสุด รองลงมาคือ อาศัยผู้อื่นอยู่ ดังนั้นการอยู่ห่างจากพ่อแม่ ทำให้เด็กมีความคับข้องใจสูงและนำไปสู่ความก้าวร้าวและการเกาะกลุ่ม

3. ความยากจน เด็กในกลุ่มยากจนมีความก้าวร้าวสูง และมีความคับข้องใจสูงในทุกๆ ด้าน

4. ลักษณะงานหรือวิชาที่เรียน นักเรียน แผนกบริหารธุรกิจมีความก้าวร้าวสูง รองลงมาได้แก่ช่างเชื่อม ช่างโลหะ ช่างก่อสร้าง ตามลำดับ แสดงว่า การขาดกิจกรรมทางกายเพื่อระบายความก้าวร้าวก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่จะทำให้เกิดความก้าวร้าวได้ง่าย

ฉะนั้นมูลเหตุที่พอประมวลได้ ได้แก่ เรื่องอายุที่อ่อนเยาว์ การขาดความควบคุมจากครอบครัวที่มีประสิทธิภาพ ความดขัดสนทางเศรษฐกิจ การขาดทางชดใช้ความอยากก้าวร้าว

ดังนั้น

การป้องกัน ได้แก่

1. การพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ให้เด็กต้องพลัดจากครอบครัว ดังนั้นควรกระจายสถานศึกษาระดับอาชีวะไปตามท้องถิ่นทุกจังหวัด

2. การปรับปรุงกิจกการหอพัก โดยเฉพาะท่าทีของผู้ปกครองหอพัก หรือเจ้าของหอพัก

3. การจัดหาทุน โดยช่วยเด็กที่มีความขัดสนทางเศรษฐกิจ เช่น บริการอาหารกลางวันฟรี หรือมีทุนการศึกษา

4. การชี้แนะแนวทางการศึกษาเด็กที่มีฐานะเศรษฐกิจต่ำ ให้เลือกเรียนวิชาชีพอื่นที่ใช้ทุนทรัพย์น้อยกว่า

5. การจัดกิจกรรมเยาวชน ในท้องถิ่นหรือกิจกรรมค่ายพักแรมแบบลูกเสือ หรือทัศนาจรที่จัดอย่างไม่ฟุ่มเฟือย หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องใช้แรงงาน หรือการแข่งขัน เช่น การกีฬา

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยต่อไป

1. ควรจัดทำการวิจัย ลักษณะนี้กับนักเรียนอาชีวศึกษาในสาขาวิชาอื่นนอกจากที่ผู้วิจัยทำในครั้งนี้ เช่น ช่างศิลป์ สารพัดช่าง ฯลฯ

2. การกำหนดกลุ่มตัวอย่างควรให้มากกว่าผู้ที่วิจัยมาแล้ว เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนตามต้องการและกำหนดอายุให้แน่นอนกว่าการวิจัยครั้งนี้

3. การทำการวิจัยเปรียบเทียบ นักเรียนอาชีวะ 2 กลุ่ม ที่มีลักษณะของการเรียนที่ active กับกลุ่มนักเรียนที่มีการเรียน pasive เช่น ช่างก่อสร้าง เปรียบเทียบกับช่างศิลป์

4. ควรทำการวิจัยลักษณะนี้ ในกลุ่มนักเรียนอายุน้อย เช่น นักเรียนมัธยมศึกษาอายุ 12-16 ปี เพื่อดูลักษณะความแตกต่างของความก้าวร้าวกับอายุ

*****************************************************

อ้างอิง : ฐานข้อมูลวิจัยสุขภาพจิตและจิตเวช กรมสุขภาพจิต

<< รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์>> คลิ๊กที่นี่

4 ตุลาคม 2547

By พ.ญ. คุณหญิงสุภา มาลากุล ณ อยุธยา และคณะ

Views, 9840