ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ความฉลาดตามธรรมชาติของคนเราและ "ไอคิว"

ความฉลาดตามธรรมชาติของคนเราและ "ไอคิว"

โดย คณะ DMH Staff กรมสุขภาพจิต

เมื่อเราเอ่ยถึงคำว่า IQ หรือที่หลายคนรู้มาคือ เชาว์ปัญญา ซึ่งขยายความก็คือระดับสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาของมนุษย์แต่ละคน และก็ไอคิวของมนุษย์แต่ละคนนั้น จะได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ทางพันธุกรรม ซึ่งการที่จะบอกว่ามนุษย์เรานั้นมีระดับไอคิวสูง (ฉลาด) หรือไอคิวต่ำ (ฉลาดน้อย/ไม่ฉลาด/ปัญญาอ่อน) อย่างไรนั้น Tony Buzan ได้เขียนไว้ในหนังสือ Use Your Head ซึ่งแปลและแปลงโดย ธัญญา ผลอนันต์ บอกว่าเป็นการวัดหรือการทดสอบการ “ใช้หัวคิดหรือใช้สมอง” ของบุคคลนั้นๆดู โดยการทดสอบนั้นก็จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่าเป็นเครื่องมือที่เรียกว่า "แบบทดสอบไอคิว ( IQ Tests)" ใช้ในการวัด ซึ่งผลการทดสอบก็จะได้เป็นค่าตัวเลขออกมาเหมือนกับการทำข้อสอบ โดยตัวเลขนั้นสามารถบอกได้ถึงระดับสติปัญญาของบุคคลนั้น"

โดยโทนี่กล่าวต่อว่า “ว่ากันว่าการวัดสติปัญญา หรือ IQ tests สามารถบอกความเฉลียวฉลาดอย่างสมบูรณ์ของเราได้ ดังนั้นตัวเลขนี้จึงต้องถูกต้อง ที่จริงแล้วผลการวัดไอคิวอาจแปรเปลี่ยนไปได้อย่างมาก หากว่าผู้เข้าทดสอบได้รับการฝึกฝนที่ตรงจุดเพียงเล็กน้อย ทั้งยังมีข้อโต้แย้งการวัดแบบนี้อีกมาก”"

ในช่วงแรกๆสำหรับการศึกษาเรื่องความคิดสร้างสรรค์กับไอคิว มีผู้ให้ความเห็นว่า คนที่ได้รับผลการประเมิน โอกาสไอคิวสูงไม่จำเป็นต้องเป็น คนที่คิด หรือ ทำอะไรอย่างมีอิสระ หรือเป็นคนมีอารมณ์ขัน หรือเห็นคุณค่าของมัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ชื่นชอบกับความซับซ้อนและแปลกใหม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ก่อการ หรือมีความรู้กว้างขวาง ทั้งยังไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่แคล่วคล่องยืดหยุ่น หรือฉลาดมีเชาว์เสมอไป

ในช่วงเวลาต่อมา แม้แต่คนที่สนับสนุนว่าไอคิววัดความสามารถของมนุษย์ทั้งระดับกว้างและและลึก ก็ยังไม่อาจคัดง้างประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นที่การทดสอบควรจะเจาะลึกลงไป คือ 1) สมองที่นำมาทดสอบ 2) วิธีการทดสอบ 3) ผลการทดสอบ บรรดาผู้นำที่สนับสนุนไอคิวมัวแต่หลงใหลได้ปลื้มกับการทดสอบและผลการสอบ จะละเลยที่จะนำพาต่อสมองที่นำมาทดสอบไป

ฝ่ายสนับสนุนการวัดไอคิวลืมคิดไปว่าการทดสอบไม่ได้เป็นการวัดความสามารถพื้นฐานของมนุษย์ หากแต่ว่าเป็นการวัดผลงานของมนุษย์ผู้ที่ยังไม่ได้ฝึกและพัฒนาเท่านั้น ผลการวัดจึงอาจกล่าวได้ว่าเหมือนกับการวัดความยาวฝ่าเท้าของสาวจีน สมัยที่สตรีผู้ดีบนแผ่นดินใหญ่ ยังนิยมห่อเท้าให้เล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ เพื่อแสดงฐานะทางสังคม

ดังเช่น การทึกทักเอาแบบที่คนจีนสมัยโบราณยึดถือฝ่าเท้าสาวจีน เป็นตัวชี้วัดความมีบุญของสาวจีนโบราณ ที่ว่า ใครก็ตามที่มีฝ่าเท้ายิ่งเล็กเท่าใด ยิ่งมีบุญมากนั้น หลายคนคงจำได้และเคยได้ยินได้ฟังมา สรุปว่าผลการวัดฝ่าเท้าของสาวชาวจีนโบราณนั้นบ่งบอกถึง "ขนาดที่เล็กเป็นธรรมชาติของอวัยวะร่างกายที่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่"

แล้วก็คงจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระเช่นเดียวกับการกล่าวอ้างว่า การทดสอบความฉลาดวัดธรรมชาติของหัวคิดหรือสมองของคนเราได้ หัวคิดหรือสมองของคนเราก็เช่นเดียวกับฝ่าเท้าสาวจีนที่ถูก "ห่อ" ไว้ไม่ให้โตได้ตามธรรมชาติ เราจึงตีค่าของมันผิดและฝึกฝนไม่ถูกทาง จึงไม่ได้เป็นการพัฒนาตามธรรมชาติ

เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อการทดสอบไอคิว โทนี่ได้กล่าวว่า "ขอให้ย้อนไปดูความเป็นมาของมันสักเล็กน้อย การทดสอบนี้มิได้พัฒนาให้เป็นวิธีการสำหรับดูถูกมวลชน หรือยกตนข่มคนหมู่มาก หากแต่ว่าบิเน่ (Bine) นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส สังเกตว่า เด็กที่ได้รับการศึกษาสูงๆซึ่งมีเชาว์ปัญญาสูง มักจะมาจากชนชั้นสูง เขาเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม จึงได้ออกแบบการวัดไอคิวขึ้น เพื่อให้เด็กคนไหนก็ได้ที่ได้พัฒนาความสามารถของหัวคิดหรือสมองได้มีโอกาสศึกษาต่อ การทดสอบในชั้นแรกจึงเป็นการเปิดทางให้เด็กด้อยโอกาสได้ศึกษาต่อ"

หากจะคิดว่าการทดสอบเชาว์ปัญญาเป็นเกมส์ หรือเครื่องหมายที่บ่งบอกขีดขั้นของการพัฒนาหัวคิดหรือสมองในสองสามด้าน เราก็จะใช้การทดสอบนี้เป็นเครื่องชี้ว่า การพัฒนาในด้านนั้นถึงจุดใดแล้วในขณะนี้ และเป็นพื้นฐานว่าทักษะเหล่านั้นจะได้รับการปรับปรุงพัฒนาได้ต่อไป จนทำให้ผลลัพธ์ของไอคิวสูงขึ้นไปตามควร

ทารกมนุษย์-แบบจำลองที่ยอดเยี่ยม

การทำงานและการพัฒนาของทารกนั้น จัดเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นได้ชัดเจนถึงความยอดเยี่ยมของสมองมนุษย์ เรามักทึกทักว่าทารกเป็น "เจ้าตัวน้อยที่ช่วยตัวเองไม่ได้และไม่มีความสามารถอะไรเลย" แต่ที่จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เจ้าทารกตัวน้อยนี้แหละที่เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีความสามารถในการเรียนรู้อย่างพิเศษสุด ทั้งความจำและความฉลาดรอบรู้ก็เป็นเลิศ ตั้งแต่แรกเกิดก็นับได้ว่า ความสามารถของทารกมีเหนือกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จัดว่ามีความสามารถสูงสุด

โดยทั่วไปแล้ว ทารกจะเริ่มพูดได้เมื่ออายุราว 2 ขวบ ยกเว้นบางรายที่อาจจะพูดได้ก่อนหน้านี้เราเห็นเป็นเช่นนี้อยู่เป็นปกติวิสัยเราจึงมองข้ามมันไป แต่ถ้าลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากทีเกียว

ลองนั่งฟังคนพูด โดยทำเป็นว่าเราไม่มีความรู้เรื่องภาษานั้นเลย และมีความเข้าใจทั้งเรื่องราวและความคิดในภาษานั้นน้อยมาก การทำเช่นนี้ยากมาก เสียงที่เปล่งออกมาแต่ละคำนั้น เราแทบจะแยกไม่ออกว่าคำไหนเป็นคำไหน เด็กทุกคนที่หัดพูดจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคนี้ไปให้ได้ ทั้งยังจะต้องแยกแยะให้ออกด้วยว่า อะไรที่ได้ความและไม่ได้ความ เวลาทารกได้ยินเสียง "กุ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จ๊ะเอ๋ จ๋าจ๊ะ บรื๊อออออออส์" ทารกแยกแยะออกได้อย่างไรว่าผู้ใหญ่หมายความว่าอย่างไง

ความสามารถของเด็กเล็กๆ ในการเรียนภาษานั้นเด็กจะต้องใช้การประมวล ซึ่งรวมทั้งการควบคุมและการเข้าใจในสิ่งต่อไปนี้ จังหวะ คณิตศาสตร์ ดนตรี ฟิสิกส์ ภาษาศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างช่วง (spatial relations) ความจำ การผสมผสาน ความคิดสร้างสรรค์ ตรรกในการใช้เหตุผลและการคิด นั่นคือ การใช้สมองทั้งสองซีกทำงาน

ถ้าเรายังไม่แน่ใจในความสามารถของตนเอง ก็ลองกลับไปหัดพูดและอ่านดู แล้วจะพบว่าเรามีความสามารถอยู่ท่วมท้นที่ผ่านขบวนการเรียนรู้การพูด และอ่านมาได้ถึงตอนนี้

กล่าวโดยสรุป

เมื่อถึงตรงนี้หลายคนคงไม่มีข้อกังขาใดๆว่า ไอคิวหรือเชาว์ปัญญานั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และสามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้โดยการฝึกและพัฒนาที่เหมาะสม กล่าวโดยง่ายการพัฒนาให้มีเชาว์ปัญญาสูงได้อย่างเป็นธรรมชาตินั้น คือการที่เราหมั่นฝึกฝนการคิดอย่างสร้างสรรค์ (ฝึกใช้หัวคิด/ใช้สมอง อย่างสร้างสรรค์) อยู่ตลอดเวลาจนเป็นนิสัยแล้ว มนุษย์เราที่มีสมองอยู่มากมายและทำงานอย่างสลับซับซ้อนก็จะมีระดับเชาว์ปัญญาสูง มีความฉลาดตามธรรมชาติ ก็จะทำให้บุคคลนั้นมีทักษะความสามารถอย่างมากมายมหาศาล สามารถำรงชีวิตได้อย่างชาญฉลาดและสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ดีทั้งต่อตนเอง และประเทศชาติ ได้นั่นเอง

ด้วยความปรารถนาดี จาก คณะ DMH Staff กรมสุขภาพจิต

เอกสารอ้างอิง: โทนี่ บูซาน เขียน, แปลโดย ธัญญา ผลอนันต์: ใช้หัวคิด; Use Your Head. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ: ขวัญข้าว. 2544

4 November 2547

By คณะ DMH Staff กรมสุขภาพจิต

Views, 15895