ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

โยคะต้านเครียด

โยคะต้านเครียด

โดย กรมสุขภาพจิต : ข้อมูลจาก สรรสาระ Reader’s Digest, พฤศจิกายน 2547

วิถีดูแลตนเองแบบดั้งเดิมที่โลกสมัยใหม่ควรเรียนรู้ไว้

ท่ามกลางบรรยากาศที่การจราจรติดขัด ผู้คนเดินกันขวักไขว่เบียดเสียดกันเต็มท้องถนน เพื่อเร่งรีบไปทำงานในเวลาเช้าและเวลาเลิกงาน หรือบางคนจะต้องประสบกับมีวิถีชีวิตที่ต้องนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งทั้งวัน หลายคนที่ต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมดังกล่าว คงจะต้องมีโอกาสประสบกับปัญหา เหนื่อยล้า และความเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนถึงกับมีอาการปวดไมเกรนจี้ดๆขึ้นมาเลยทีเดียว

มีวิธีการคลายเครียด หรือจะลดอาการปวดศรีษะจากไมเกรนหลายวิธี ที่เรามักจะเห็นแผ่นพับโฆษณาอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนวดแผนไทย สปา หรือแม้แต่โยคะของอินเดีย โดยเฉพาะเรื่องโยคะ จัดเป็นวิธีคลายเครียดวิธีหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมกันแพร่หลายทั่วโลก คงไม่เฉพาะในอินเดีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เราคณะ DMH Staff มีข้อมูลเรื่องดังกล่าวมาเล่าต่อ โดย มาร์ก เลิร์นเนอร์ ผู้เขียนเรื่องนี้ในหนังสือสรรสาระ Reader’s Digest ได้กล่าวไว้ดังนี้คือ

โยคะเกิดขึ้นราว 5,000 ปีก่อน แต่มาเฟื่องฟู 2,000 ปี ให้หลังในแถบลุ่มแม่น้ำสินธุ-สุรัสวดี ซึ่งเป็นอารยธรรมของอินเดียยุคสมัยใหม่ โยคะไม่ใช่ศาสนา และมีมาก่อนศาสนาพราหมณ์กับพุทธด้วยซ้ำ จะบอกว่าโยคะเป็นการออกกำลังธรรมดาๆ ก็ไม่ใช่เช่นกัน

โยคะเป็นคำสันสกฤต มีความหมายว่า “รวมกัน” และ “เป็นหนึ่งเดียว” ระหว่างจิตกับกาย การฝึกโยคะคือการฝึกจิตวิญญาณ เมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว ปราชญ์โบราณนามว่าปาตาญชลี กำหนดวิถีทั้งแปดสู่การเติมเต็มจิตวิญญาณ อาสนะและปารณยามะ (วิธีควบคุมการหายใจ) เป็นเพียงสองวิถีเท่านั้น ที่เหลือ ได้แก่ กฎทางศีลธรรม การหักห้ามจิต การรวมจิตและสมาธิ เป็นต้น

ผู้รู้ชาวอินเดียทั้งนักปราชญ์และโยคีต่างนำพาโยคะไปในทิศทางที่แตกต่างกันโดยเน้นวิถีสู่การเรียนรู้ตนเอง แต่สมัยนี้ ครู สอนโยคะจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับหัตถะโยคะ อันเป็นกฎทางกายภาพที่ผสานท่าทางของร่างกายกับเทคนิคการหายใจง่ายๆ “เพียงวันละไม่กี่นาที ความเหนื่อยล้าจะคลายลงและเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้กับความเครียด” ฟังดูดีจังลองมาเรียนรู้กันหน่อยน่าจะดี

ครูของเราเป็นชาวอินเดียหุ่นเพรียว ผู้มีน้ำเสียงชัดเจน นุ่มนวลและดวงตาสุกใส เขาค่อยๆ สอนท่าชุดต่างๆ เรียกว่าอาสนะ ซึ่งมีทั้งการยืด ก้มหลัง ลำตัว คอและแขนขา นักเรียนใหม่ค่อยๆ หายใจช้าๆ นิ่งอยู่ในแต่ละท่า 15 ถึง 30 วินาที

“อย่าฝืนนะครับ” ครูบอก “ทำเท่าที่ร่างกายรับไหว นี่ไม่ใช่การแข่งขัน”

ได้ฝึกเพียงครั้งแรกก็รู้สึกผ่อนคลายมีชีวิตชีวา เหงื่อไม่โชก หัวใจไม่เต้นโครมคราม จนเหนื่อยหอบ ข้อไม่ปวดเหมือนเวลาเล่นยิมเสร็จ ชักอยากเรียนครั้งต่อไปเร็วๆ และรู้สึกจะติดโยคะเหมือนคนนับล้านทั่วโลกเสียแล้ว

การเรียนครั้งที่สอง มีคำแนะนำอาสนะสิบท่าติดต่อกันสำหรับผู้เริ่มฝึก

ในท่าวัคระอาสนะหรือท่าบิดสันหลัง ผู้ฝึกนั่งเหยียดขาทั้งสองข้างบนพื้น ตั้งเข่าขวาและวางเท้าขวาไว้ชิดเข่าซ้าย จากนั้นคร่อมแขนซ้ายให้ข้อศอกชิดเข่าขวา แขนขวาเหยียดไปข้างหลัง วางมือราบกับพื้น ขณะหายใจเข้า ค่อยๆเหยียดสันหลังบิดศีรษะและลำตัวไปทางขวาเท่าที่รู้สึกสบาย จากนั้นหายใจออก นิ่งอยู่ประมาณ 30 วินาที หลังพักชั่วครู่ สลับข้างทั้งขาและแขน แล้วบิดไปทางซ้าย

ในท่าภุชงค์อาสนะหรือท่างู นอนคว่ำขาตรงชิด วางฝ่ามือทั้งสองไว้ใกล้รักแร้ค่อยๆ หายใจเข้า ระหว่างนั้นกดฝ่ามือลงบนพื้นและใช้กล้ามเนื้อหลังยกศีรษะกับหน้าอกให้แอ่นขึ้น นิ่งไว้ 30 ถึง 45 วินาที จากนั้นหายใจออก พร้อมกับค่อยๆ ลดหน้าอกและศีรษะลงกับพื้น

ท่าอาสนะที่ผสานกับการหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ กลายมาเป็นธรรมชาติอีกประการที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างยิ่งหลังเลิกชั้นเรียน นั่นคือผลที่ถูกต้อง

“โยคะไม่ควรทำให้รู้สึกเหมือนเข้าค่ายทหาร” แลร์รี เพน ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการโยคะที่ศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ ซึ่งมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และยังเป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือ Yoga for Dummies กล่าว “ไม่จำเป็นต้องเล่นท่ายากบิดตัวเหมือนขนมปังเกลียว แค่ทำท่าต่างๆ ให้สบายผสานการหายใจเข้าออกง่ายๆ เท่านี้ก็ให้ผลมหาศาลแล้ว”

ก่อนอาหารเช้า ควรจะฝึกท่าอาสนะ 30 นาที โดยทำเป็นประจำสัปดาห์ละสี่หรือห้าครั้งภายในไม่กี่สัปดาห์ จะเริ่มรู้สึกว่าอาการปวดหลังช่วงล่างที่ทำให้การนั่งทำงานไม่สนุกค่อยๆ บรรเทาลง ไม่นานต่อมาก็เอายาแก้ปวดออกจากกระเป๋าได้เลย

**********************<< อ่านต่อฉบับหน้าค่ะ >>**********************

29 พฤศจิกายน 2547

By กรมสุขภาพจิต

Views, 4913