ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

หัวใจของชีวิตคู่คืออะไร?..น้ำผึ้งพระจันทร์เริ่มขม (ตอนจบ)

หัวใจของชีวิตคู่คืออะไร ตอน น้ำผึ้งพระจันทร์เริ่มขม (ตอนจบ)

ข้อมูลจาก ติมเข้ม เต็มรัก ชีวิตคู่ หน้า 59-82 โดย. ศ.พญ. นงพงา ลิ้มสุวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ตั้งแต่เริ่มคบกันรักกันเป็นแฟนกัน จนกระทั่งมีการตกลงใจจะใช้ชีวิตร่วมกันนั้น ทั้งหญิงและชายจะเต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน ชีวิตถูกมองในแง่บวกและมักมองเฉพาะว่าเป็นเรื่องของคนสองคน ถ้าสองคนรักกันเข้าใจกันแล้วเรื่องอื่นๆ น่าจะไม่ใช่ปัญหาหรือน่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าทุ้งคู่ไม่สามารถปกป้องรักษาความสัมพันธ์ไว้ให้เหนียวแน่นและช่วยกันแก้อุปสรรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง

ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ทุกอย่างจะค่อนข้างดีเพราะมีแรงส่งตั้งแต่เป็นแฟนกัน และเรื่องอื่นๆ ที่อาจเป็นปัญหายังไม่ปรากฎเพราะต้องการเวลาบ่มเพาะสักระยะหนึ่ง ดังนั้นช่วงแรกจึงเป็นช่วงที่มักรู้จักกันว่าเป็นช่วง “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” คือมีแต่ความสุขหวานชื่น ต่างฝ่ายต่างเห็นข้อดีๆ ของกันและกัน และต่างมีความหวัง มีความฝันถึงชีวิตข้างหน้าในแง่ดีในแง่บวก บางครั้งแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายมีบางสิ่งบางอย่างที่ตนไม่ชอบใจอย๋บ้างก็จะถูกเพิกเฉยและคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนัก ส่วนใหญ่จึงมองข้ามไปเสีย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ที่จะคิดอย่างนั้นเพราะจริงๆ แล้วไม่มีใครดีสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติอยู่แล้ว แต่ขอให้คิดได้เช่นนี้ตลอดไปและไม่นำมาทำให้เป็นเรื่องใหญ่ในภายหลัง หรือไม่ยอมรับในภายหลังหรือพยายามจะเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายให้ได้ดั่งใจตัวเอง

สาเหตุที่จะทำให้ความหอมหวานในชีวิตแต่งงานเริ่มแปรเปลี่ยนไปนั้นมีหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องอื่นๆ ได้กล่าวไปบ้างแล้วในบทอื่นเช่น เรื่องญาติ เรื่องเงินทอง ในบทเกี่ยวกับการเลือกคู่ ในที่นี้จะขอพูดถึงเรื่องใหญ่ที่มักนำปัญหามาสู่ชีวิตคู่ได้มากและเป็นเรื่องของคนสองคนเสียมากกว่าจะเกี่ยวกับคนอื่นๆ คือเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเป็นหลัก แม่จะมีเรื่องอื่นจากภายนอกเข้ามากระทบ แต่ถ้าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นจะสามารถช่วยกันแก้ปัญหาให้ตกไปได้ในที่สุด

ผู้ร้ายตัวฉกาจที่จะมาทำลายความสัมพันนธ์ของสามีภรรยาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่มักจะเป็นความคาดหวัง ที่ทั้งสามีและภรรยาคาดหวังจากอีกฝ่ายหนึ่งนั่นเอง เวลาไม่ได้ดั่งที่หวังไว้ก็จะเกิดความรู้สึกผิดหวัง ไม่พอใจ เสียใจ นานเข้าหลายเรื่องเข้าอาจกลายเป็นความโกรธ ความเกลียดชัง ความแค้น อาจถึงขั้นต้องการทำลายอีกฝ่ายหนึ่งเลยทีเดียว

ความคาดหวังของภรรยาต่อสามี

1. ให้สามีซื่อสัตย์ต่อภรรยา ไม่ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น

2. ให้รับผิดชอบต่อครอบครัว คือทำงาน เลี้ยงครอบครัว

3. มีเวลาให้กับภรรยาและลูก ไม่ทำงานอย่างเดียว หรือให้ความสำคัญกับญาติ และเพื่อนมากกว่าครอบครัว เช่น เที่ยวกลางคืน

4. ให้สามีทำหน้าที่พ่อ ช่วยอบรมเลี้ยงดูลูก เช่น ช่วยดูแลลูกทำการบ้าน ทำกิจกรรมต่างๆ กับลูก

5. ให้สามีช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านบ้าง

6. ต้องการให้สามีสามารถเป็นที่ปรึกษาหารือเมื่อมีปัญหา

7. ต้องการให้สามีพูดจาแบบสุภาพอ่อนโยน และให้เกียรติ

8. ต้องการให้สามีไม่มาจุกจิกจู้จี้ มาบังคับควบคุมภรรยา และลูกมากเกินไป จนขาดอิสระ

9. ต้องการให้สามีรับฟังบ้าง ไม่ใช่เป็นเผด็จการ ตัวเองถูกคนเดียวทุกเรื่อง

10. ภรรยาหวังว่าจะมีการร่วมกันตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ เช่น วิธีเลียงลูก การเลือกที่อยู่อาศัย

11. อื่นๆ

ตัวอย่างที่ 14 ภรยาผิดหวังที่สามีเป็นคน “ขี้เกียจ”

ภรรยาอายุ 45 ปี ต้องการหย่ากับสามีซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัทใหญ่ระดับค้าขายกับต่างประเทศ แต่ติดปัญหาลูกสาวอายุ 12 ปี ต้องการพ่อและไม่ยอมย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศตามที่แม่ชวน แม่กลัวลูกจะมีปัญหา ปรึกษาเพื่อนว่าจะเตรียมตัวลูกอย่างไร เพื่อนเลยแนะนำมากับจิตแพทย์

ภรรยาเล่าว่าตั้งแต่แต่งงานกันมา สามีก็มีนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว แต่ตนไม่รู้สึกอะไรมาก มารู้สึกมากหลังมีลูก ที่ต้องเหนื่อย แล้วสามีก็ไม่หยิบจับอะไรในบ้านเลย เช่น ที่นอนก็ไม่เก็บผ้าห่มถอดเสื้อผ้ากองตามที่ต่างๆ เกินอาหารแล้วเศษอาหารกองตามโต๊ะ แก้วน้ำไม่เก็บ อ่านหนังสือพิมพ์เสร็จก็วางเกลื่อน ไม่ช่วยเลี้ยงลูกดูลูก ไม่ช่วยล้างแก้วล้างจานอะไรทั้งสิ้น ลากเก้าอี้มาดูทีวีอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ไม่มีการเก็บเข้าที่เลย

ภรรยาคุยด้วยหลายครั้งว่าให้ช่วยกัน บ้านจะได้น่าอยู่ตนเหนื่อยมากแล้วเก็บไม่ไหว ภรรยาบอกทนมาเกือบ 20 ปี แล้วทนไม่ได้อีก ภรรยาต่อว่าสามีว่าทำไมสามีเป็นคนแย่อย่างนี้ มีการศึกษาดี เคยเรียนที่ต่างประเทศก็ช่วยตัวเองได้ทุกอย่าง และเป็นคนไม่มีน้ำใจเลย ดูอย่างคนที่มาอยู่ร่วมหอเดียวกัน ยังต้องมีน้ำใจช่วยกันดูแลให้มีระเบียบ

ภรรยาเติบโตต่างประเทศ คาดหวังสามีว่าจะทำตัวแบบเป็นหุ้นส่วนชีวิต ภรรยาว่าสามีเป็นแบบชายไทยไม่มีทัศนคติช่วยงานบ้าน คุ้นเคยกับวัฒนธรรมไทยที่คอยให้ภรรยาและลูกปรนนิบัติเท่านั้น

ภรรยาขอให้สามีย้ายไปอยู่ที่อื่น สามีเคยออกไปอยู่บ้านแม่ของสามี แต่ลูกร้องเรียนให้พ่อกลับมา แม่เห็นกับลูกจึงยอมให้สามีกลับมาอีก แต่ภรรยาก็ทรมานกับพฤติกรรมของสามี อย่างไรก็ตามสามีก็ดีกับลูก รับ-ส่ง อยู่เป็นเพื่อนลูก สามีไว้ใจได้เพราะงานของภรรยาเป็นแบบทำ 5 วัน แล้วจึงได้พัก 5 วัน เป็นรอบๆ ไป เวลาภรรยาไม่อยู่จึงจำเป็นต้องให้สามีดูลูก

ภรรยาเองเป็นคนที่มีนิสัยเจ้าระเบียบ สะอาด ต้องการให้ทุกอย่างในบ้านมีความสะอาดและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยตลอดเวลา ไม่ใช่ปล่อยให้รกรุงรังหรือข้างของวางระเกะระกะ ซึ่งภรรยาจะทนไม่ได้ที่เห็นสภาพบ้านแบบนั้น จะหงุดหงิดโมโหมากเสมอ ภรรยารู้สึกผิดหวังในตัวสามีอย่างมาก

ภรรยามีความทุกข์มากเพราะมีความคาดหวังสามีให้มีมาตรฐานเดียวกับตัวเอง เรื่องนี้จะแก้ปัยหาไถ้าภรรยาลดมาตรฐานตัวเองลงบ้างหรือบอกให้สามีช่วยเป็นเรื่องๆ ไป เพราะสามีเองดูเหมือนจะยินดีร่วมมือ แต่คงไม่มีวันถูกใจภรรยาไปได้หมด ถ้าภรรยาเองไม่ยอมรับบ้างว่าคนทุกคนนั้นแตกต่างกัน

ความคาดหวังของสามีต่อภรรยา

1. ให้เกียรติ ยกย่อง โดยเฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าผู้อื่นไม่ทำให้เสียหน้า หรืออับอาย

2. ให้กำลังใจหรือดูแลความเป็นอยู่ในครอบครัว

3. อยากให้ดูแลลูก แม้ภรรยาจะทำงานนอกบ้านเหมือนกัน

4. ให้เห็นความสำคัญของญาติ เพื่อนของสามี ตามสมควร

5. ไม่อยากให้บ่น พูดเยอะ พูดมาก จู้จี้

6. อยากให้อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิดตลอดเวลาหรือหงุดหงิดง่ายๆ ขี้โมโห

7. อยากให้ภรรยาดูแลตัวเอง ไม่ปล่อยตัว

8. ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

9. อยากให้คุยกันได้ ปรึกษาหารือกันได้

ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นทั้งของสามีและภรรยาเป็นเพียงเรื่องใหญ่ๆ ที่มักมีในทุกครอบครัว จริงๆ แล้ว สามีภรรยาแต่ละคู่ยังมีความคาดหวังหรือมีความเรียกร้องต้องการจากคู่ของตัวแตกต่างออกไป ทั้งนี้แล้วแต่ประสบการณ์ชีวิตที่เติบโตมา และมีความผันว่าครอบครัวของตัวเองจะเป็นอย่างไรด้วย ความคาดหวังอื่นๆ ที่สมเหตุสมผลบ้างและไม่สมเหตุสมผลบ้าง ตามประสบการณ์ของผู้เขียนที่เคยพบที่พอจะแบ่งปันท่านผู้อ่านอีก เช่น

1. ภรรยาต้องการให้สามีกลับบ้านทันทีหลังเลิกงาน

2. ภรรยาต้องการจะติดตามสามีไปในเกือบทุกที่

3. ภรรยาต้องการให้สามีมารับมาส่งเวลาไปทำธุระหรือไปทำงาน

4. ภรรยาต้องการรู้ว่าสามีไปไหน ไปกับใคร จะกลับเมื่อไหร่

5. ภรรยาบางคนจะโทรไปหาสามีที่ทำงานบ่อยครั้ง ทำให้สามีไม่พอใจ

6. ภรรยาต้องการให้สามีหาเงินมากๆ ต้องการให้สามีเป็นใหญ่เป็นโต เพราะอยากได้หน้าได้ตาตามสามี

7. ภรรยาชอบเอาสามีตนไปเปรียบเทียบกับสามีเพื่อนหรือญาติ

8. ภรรยาไม่ต้องการให้สามีใกล้ชิดผู้หญิงคนไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือไม่ เป็นลูกน้องหรือเปล่า เพราะภรรยาขี้หึงมาก

9. ภรรยาไม่ต้องการให้สามีพาญาติหรือเพื่อนมาบ้าน เพราะไม่อยากให้มาแย่งเวลาของครอบครัว หรือไม่อยากเหนื่อยที่ต้องต้อนรับขับสู้

10. ภรรยาต้องการให้สามีอยู่กับครอบครัวในวันหยุด ไม่ต้องการให้ไปเข้าสังคมนกบ้าน เช่น เล่นกอล์ฟ

11. ภรรยาต้องการให้สามีไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวตามลำพังไม่ต้องการไปกับญาติๆ ทุกครั้ง

12. ภรรยาต้องการให้สามีไม่ทำให้บ้านรกเลอะเทอะ ต้องการให้เก็บของให้เป็นระเบียบเสมอ (ภรรยาเป็นคนเจ้าระเบียบ)

13. ภรรยาต้องการให้สามีแต่งตัวดี ดูดี มีมารยาทเป็น “ผู้ดี” วางมาดไว้ตัว ฯลฯ

14. อื่นๆ

ส่วนความเรียกร้องต้องการ ความคาดหวังของสามีต่อภรรยาอาจมีมากมายและปลีกย่อยอีก เช่น

1. สามีไม่ต้องการให้ภรรยาใช้เวลากับญาติตัวเองมากเกินไป

2. สามีหึงหวงมากไม่ต้องการให้ภรรยาไปไหนมาไหนตามลำพังเลย และไม่ยอมให้พบผู้ชายอื่นๆ จนเข้าขั้นกักขัง

3. สามีต้องการให้ภรรยาแต่งตัวสวยเสมอ ซ้ำยังคอยกำกับว่าควรแต่งอย่างไร

4. สามีต้องการให้ภรรยาดูแลสามีทุกๆ เรื่อง เช่น อาหาร เครื่องแต่งตัว ต้องคอยปรนนิบัติรับใช้ สามีไม่ช่วยตัวเองเลย

5. สามีต้องการให้ภรรยาเอาอกเอาใจ พูดจาอ่อนหวานไพเราะเสมอ

6. สามีต้องการใช้ชีวิตที่สำราญนอกบ้านเหมือนก่อนแต่งงานต่อไป จะกลับบ้านดึกๆ เสมอๆ

7. สามีไม่ต้องการให้ภรรยาไปทำงานนอกบ้านอีก ต้องการภรรยาเป้ฯสมบัติส่วนตัว

8. สามีบางคนยังต้องการมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่น โดยบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย

9. สามีต้องการเป็นผู้ควบคุมเงินทองคนเดียว ทำให้ภรรยาอึดอัดและรู้สึกเหมือนเป็นคนรับใช้ของสามี หรือเหมือนเป็นลูกเพราะต้องคอยขอเงินจากสามีเหมือนลูก

10. สามีไม่ต้องการให้ภรรยาติดตามไปไหน หรือไปออกงานสังคมด้วย (ไม่ยกย่องให้เกียรติ) สามียังต้องการทำตัวเหมือนคนโสดตลอดเวลา

11. สามีไม่ต้องการมีส่วนในการดูแลลูก ว่าเป็นหน้าที่ของแม่เท่านั้น คือคาดหวังให้แม่เลี้ยงลูกคนเดียว พ่อจะทำงานนอกบ้านอย่างเดียว(หาเงินอย่างเดียว)

12. สามีไม่ต้องการให้ภรรยามารับรู้หรือยุ่งเกี่ยวเรื่อง “ส่วนตัว” ทั้งนั้น เช่น ไปไหนไม่ต้องรุ้ เงินทองใช้จ่ายอย่างไรไม่ต้องรู้ ครอบครัวมีเงินออมหรือไม่ภรรยาไม่ต้องรู้

ถ้าความต้องการแตกต่างกันไม่มาก จะสามารถพูดคุยตกลงกันได้ จึงต้องพยายามพูดคุยถึงความต้องการกันให้ดีๆ มีการออมชอมกัน ยอมกันบ้าง เจอกันครึ่งทาง แต่ความคาดหวังหรือความต้องการที่สุดโด่ง หรือสุดขั้วมากๆ นั้นน้อยคนที่จะยอมรับได้ มักจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในชีวิตคู่ ดังนี้นผู้เขียนจึงได้แนะนำให้ป้องกันความแตกต่างนี้ตั้งแต่ตอนเลือกคู่ว่าต้องเลือกให้ดี ให้รู้จักนิสัยเขาให้ดีเสียก่อน ให้รู้จักว่าเขาเป็นคนอย่างไร มีความคิดเรื่องชีวิตครอบครัวอย่างไร เช่น เป็นคนเห็นแก่ตัวแค่ไหน มักใหญ่ใฝ่สูงขนาดไหน บ้าร่ำบ้ารวยหรือเปล่า บ้างานหรือไม่ ถ้าท่านรู้แล้วทำใจมาก่อนจะได้ไม่ต้องมาผิดหวัง ชาใจ เพราะท่านเป็นคนเลือกเอง ตัดสินใจเอง จะได้ยอมรับได้แต่หลายๆ คนจะบอกว่า “เดิมเขาไม่ใช่คนอย่างนี้จริงๆ” ที่จริงแล้วดูไม่ดีเสียก่อนนั่นเองจึงมองไม่เห็น บ่อยครั้งผู้ใหญ่ห้ามก็ไม่ฟังเพราะ “ความรักทำให้ตาบอด” เพราะกำลังลุ่มหลงเขาจึงเห็นแต่ข้อดี เพราะขณะนั้นเขากำลังเอาใจตามใจเราทุกอย่าง โดยเฉพาะ ผู้หญิงจำนวนมากจะใจอ่อนที่ฝ่ายชายมาเอาอกมาเอาใจ มาทำดีทุกอย่าง เพราะผู้ชายต้องการแต่งงานกับผู้หญิง ส่วน ฝ่ายชายเองมักจะลุ่มหลงผู้หญิงที่สวย ออดอ้อน ฉอเลาะ อ่อนหวาน เอาอกเอาใจ โดยไม่ได้ดูว่าเป็นคนนิสัยพึ่งพิงคนอื่นสูง จนต้องมาเรียกร้องให้ดูแลทุกอย่าง ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ จะ “ติด” สามีมาก สามีไปไหนภรรยาต้องตามติดไปตลอด

สรุป คือ ต้องดูให้ดี! ต้องดูให้ดี! อย่าใจเร็วด่วนได้เป็นอันขาดมีหลักทั่วไปอยู่ว่า ถ้าหญิงและชายเติบโตมาจากครอบครัว สิ่งแวดล้อม และการศึกษาที่แตกต่างกันมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดความคิดทัศนคติไม่ตรงกันย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น ประโยคที่ว่า “ทัศนคติไม่ตรงกัน” เป็นเหตุผลที่ใช้บ่อยที่สุดในการหย่าร้างของคู่สามีภรรยา คงเป็นเพราะอะไรกันแน่ แท้ที่จริงน่าจะเกิดจากความหิดหวังในชีวิตสมรส หรือ น้ำผึ้งพระจันทร์ขม เพราะความผิดหวัง

ท้ายที่สุดของบทนี้ผู้เขียนอยากเสนอแนะว่า คู่สมรสควรจะตั้งความหวังกันกับคู่ของตนให้น้อยๆ และควรจะตอบสนองความต้องการของตัวเองจะดีกว่า คือยึดคติทางพุทธที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” จะดีที่สุด

หรือทางหลักจิตวิทยาจะพูดว่า เราควรรับผิดชอบต่อทุกข์สุขของตัวเราเอง อย่ารอคอยให้คนอื่นมาทำให้เราเป็นสุข เราจะได้เป็นนายของชีวิตของเรา มีอิสระเต็มร้อยไม่ต้องให้ใครมาเป็นเจ้าหัวใจคอยบงการชีวิตของเราจะดีกว่าอย่างแน่นอน เพราะชีวิตของเราไม่ต้องไปขึ้นกับคนอื่น คืออย่าพยายามคิดที่จะไปพึ่งพิงผู้อื่นให้ต้องคับข้องใจอย่างคำโบราณที่สอนว่า “อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ” นั่นเอง ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง มีความสุขได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าท่านจะมีคู่ครองหรือไม่ก็ตาม เรื่องนี้สำคัญมากจริงๆ ไม่น่าจะมีสิ่งอื่นสำคัญกว่านี้อีกในชีวิตของคนหนึ่งคน

ตัวอย่างที่ 15 ความต้องการทางจิตใจของสามีเก่ง ที่ไม่ได้รับการตอบสนองจากภรรยา

สามีอายุ 51 ปี จบปริญญาโทบริหารจากประเทศอังกฤษต้องการจะหย่ากับภรรยา ภรรยาไม่ยอมหย่า ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ

แต่งงานกันได้กว่า 28 ปี ได้เคยรู้จักกันตั้งแต่ภรรยาเป็นนักศึกษาที่เมืองไทย แต่ตัดสินใจแต่งงานตอนอยู่ต่างประเทศตอนแต่งงานคิดว่าตนเองน่าจะรักภรรยา และเห็นว่าภรรยาเป็นคนที่ช่วยตัวเองได้ ถ้าตนเกิดเป็นอะไรไปก่อน ภรรยาจะสามารถเลี้ยงดูตัวเองและลูกได้ และตอนนั้นก็ถึงวัยที่สมควรแต่งงานแล้ว เพราะมีอายุ 28 ปี อีกทั้งมีความต้องการทางเพศด้วย

หลังแต่งงานมีปัญหากันบ่อยครั้งจนสามีออกจากห้องนอนมานอนในห้องรับแขกเป็นเดือนๆ โดยไม่ยอมเข้าไปนอนห้องเดียวกับภรรยา เป็นแบบนี้หลายครั้งตอนอยู่ต่างประเทศ ทั้งคู่ได้กลับมาเมืองไทย 16 ปีแล้ว ตั้งแต่กลับมายิ่งมีปัญหามากขึ้น ทะเลาะกันบ่อยมาก ตอนหลังภรรยาไปทำงานก็ดีขึ้น เพราะต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างอยู่ สามีไม่นึกอยากไปไหนกับภรรยา อยากไปคนเดียวไม่สนุกและไม่มีความสุขที่จะไปกับภรรยา เพราะเดิมสามีเป็นคนชอบอะไรคนเดียวตั้งแต่เด็กแล้ว สามีพบว่ายิ่งนานวันก็ยิ่งไม่มีความสุขที่จะอยู่กับภรรยา แต่เลิกกันไม่ได้ เพราะเป็นห่วงลูกตั้งใจว่าเมื่อลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยเมื่อไร จะขอหย่าจากภรรยา

ใน 5 ปี สุดท้าย มีปัญหาเรื่องเพศกับภรรยาด้วย สามีต้องการมีเพศสัมพันธ์ แต่ภรรยาไม่อารมณ์ สามีว่าภรรยา “จะนอนแข็งเป็นท่อนไม้” สามีรู้สึกถูกปฏิเสธ รู้สึกเจ็บปวด หลังๆ เลยไม่ยุ่งด้วยเป็นส่วนใหญ่

6 เดือนที่ผ่านมาสามีได้ไปรู้จักผู้หญิง อายุ 31 ปี คนหนึ่ง รู้สึกถูกใจมาก มีความสัมพันธ์กัน ภรรยาและลูกรู้เรื่องเข้าทั้งคู่จึงอาละวาด สามีพยายามอธิบายความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นและขอหย่า ว่าตนเองต้องการจะหย่ามานานแล้วไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนี้ ภรรยาไม่เชื่อหาว่าสามีหาข้ออ้างเพื่อจะหย่าไปอยู่กับผู้หญิงคนใหม่ ภรรยาไม่ยอมหย่า ไม่ยอมแยกห้องนอน ไม่ยอมแยกบ้าน ถ้าสามีแยกไปภรรยาขู่ว่าจะไปฟ้องที่ทำงาน ซึ่งจะทำให้เสียภาพพจน์เสียงาน สามีกำลังจะได้เลื่อนเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร

สามีรู้สึกอึดอัดมาก ทะเลาะกันบ่อยทุกวัน นอนไม่หลับทุกคืน รู้สึกไม่อยากแม้กระทั่งจะอยู่ใกล้ภรรยา ตอนนอนสามีนอนหันหลังให้ภรรยาก็ยังนอนไม่หลับ

สามีรู้สึกว่าตนไม่เคยได้รับการตอบสนองด้านจิตใจจากภรรยา เพราะภรรยาเป็นคนแข็ง พูดจาไม่อ่อนโยน บางครั้งภรรยากลับพูดว่า “ฉันก็ทำงานมาเหนื่อย อย่ามาเรียกร้องให้ฉันเอาใจ”

ภรรยาจะมีอารมณ์หงุดหงิดเสมอ แต่สามียอมรับว่าตนไม่เคยสื่อสารหรือบอกให้ภรรยารู้ว่าตนเองคิดอย่างไร รวมทั้งเรื่องคิดจะหย่าขาดตั้งแต่ก่อนพบผู้หญิงคนใหม่

สามีรู้สึกว่าภรรยาและลูกไม่เคยให้ความสนใจอะไรตนอยู่แล้วสามีจึงทำอะไรคนเดียวเสมอ เช่น เล่นกอล์ฟ ไปต่างประเทศ ไปงานสังคม เคยชวนเล่นกอล์ฟภรรยาก็ไม่เล่นและไม่ไปด้วย

มีเรื่องที่สามีฝังใจมากอยู่ครั้งหนึ่งด้วย ภรรยาไปเที่ยวต่างประเทศแล้วสามีเกิดเป็นไข้หวัดนอนป่วยที่บ้าน ลูกสาวเป็นคนดูแลพ่ออยู่แต่ลูกสาวมีปัญหากับแฟน แฟนเลยโทรมาให้ออกไปปรับความเข้าใจ จนค่ำ 1-2 ทุ่ม ก็ยังไม่ซื้ออาหารเย็นให้พ่อ พ่อโกรธลูกสาวคนเดียวมาก ว่าไม่สนใจพ่อแม้กระทั่งตอนไม่สบาย พ่อบอกต่อไปนี้ไม่มีความรักให้ลูกสาวแล้ว จะมีก็แต่หน้าที่พ่อเท่านั้น

อีกครั้งเป็นวันเกิด ภรรยาและลูกชวนไปกินข้าวที่สโมสรแห่งหนึ่งซึ่งสามีเป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งทางสโมสรจะรู้วันเกิดของสมาชิกทุกคน จึงเอาขนมเค้กมาให้และร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ ภรรยาและลูกจึงร้องว่าลืมไปเลยว่าเป็นวันเกิดของสามีและพ่อ

จริงๆ แล้วสามีต้องการความสนใจ ต้องการให้เอาใจบ้าง แต่ภรรยาและลูกไม่เข้าใจ เข้าใจว่าเป็นคนเก่ง ประสบความสำเร็จชอบไปไหนมาไหนคนเดียว และมีความสุขที่จะทำอย่างนั้น จึงปล่อยให้ทำตามที่ต้องการ นอกจากนั้นสามีเป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหวต่อการถูกปฏิเสธมาก เช่น ภรรยาบางครั้งไม่ยอมให้มีเพศสัมพันธ์สามีจะรู้สึกแย่มากๆ

ส่วนผู้หญิงคนใหม่ที่สามีพบนั้น มาจากครอบครัวแตกแยกพ่อแม่หย่ากัน เมื่ออายุ 8 ปี ต้องอยู่กับพ่อ พบแม่บ้างเป็นบางครั้ง จึงรู้สึกว่าตัวเองขาดความรักความอบอุ่น เป็นคนขี้เหงาอย่างมาก เช่น ไม่เคยกินข้าวคนเดียวต้องคอยหาเพื่อน เวลาอยู่กับสามีจะคอยคลอเคลีย ออดอ้อน เอาใจ ซึ่งสามีรู้สึกชอบและเป็นสุขมาก สามียอมรับว่าคงต่างคนต่างขาดความอบอุ่นทางจิตใจ จึงดึงดูดเข้าหากันและต้องการอย่างมากที่จะอยู่ด้วยกัน สามีถึงกับพูดว่า ตนยอมเสียทุกอย่าง บ้าน ที่ดิน รถยนต์ เงินส่งเสียภรรยาอีกเดือนละ 1 แสนบาท เพื่อแลกกับการหย่าขาด ภรรยาก็ยังไม่ยอม กลับเรียกร้องเงินสดจำนวนมหาศาลมาก ทั้งๆ ที่รู้ว่าสามีมีไม่ถึง ซึ่งสามีบอกว่าถ้ามีจะให้ทันทีไม่เสียดายเลย เพราะอยากได้อิสรภาพกลับคืนมา

ภรรยาบอกว่าไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าสามีไม่พอใจชีวิตครอบครัว เพราะเห็นสามีก็มีความสุขดีทุกอย่าง สามีบอกว่าชอบไปไหนคนเดียวก็ปล่อยให้ไปเพราะเห็นมีความสุข แต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไมถึงฝังใจเรื่องลูกสาวปล่อยให้อยู่คนเดียวตอนป่วย เพราะเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา

เวลานี้ภรรยาเชื่อหมอดูว่าผู้ป่วยถูกเสน่ห์ของผู้หญิง หมอดูว่าอีก 3 ปีจะดีขึ้น ภรรยาก็เฝ้ารอ ระหว่างนี้พยายามเอาใจสามีแต่สามีไม่ต้องการตน ปฏิเสธตนโดยสิ้นเชิง เช่น ไม่ให้ถูกตัว นอนหันหลังให้ ไม่ยอมไปไหนด้วย ไม่ยอมกินอะไรในบ้านเลยกลัวตนใส่ยาพิษ จะกินน้ำก็ต้องเปิดขวดเองทุกครั้ง แต่ที่จริงสามีกลัวภรรยาเจ็บแค้นมากๆ จะทำร้ายตน เช่น เอายาให้กิน เอาของไปให้หมอดูเสกเป่ามาแก้เสน่ห์เมียน้อย หรืออาจถึงกับทำร้ายตนโดยตัดอวัยวะเพศของสามี เพราะภรรยาเป็นคน “โหด” ที่กล้าเรียกร้องเอาเงินตอบแทนการหย่ามากขนาดนั้น

ภรรยามีอาการซึมเศร้า ผ่ายผอม อาละวาดเป็นพักๆ และด่าว่าร้ายผู้หญิงของสามี ซึ่งสามีจะปกป้องผู้หญิงนั้นทำให้ภรรยายิ่งโกรธสามีมากขึ้น และข่มขู่ว่าจะไปอาละวาดที่ทำงานจะไปฉีกหน้าผู้หญิงที่ทำงาน จะไปบอกพ่อแม่ผู้หญิง ซึ่งสามีก็ขู่กลับว่า ถ้าทำอย่างนั้นเมื่อไหร่ ก็ต้องแตกหัก ตนจะฟ้องหย่าทันที และจะย้ายออกจากบ้านทันดีด้วย

ภรรบยาร้องไห้คร่ำครวญมากกับแพทย์ว่าไม่เคยเตรียมใจว่าสามีจะเป็นอย่างนี้ เพราะเป็นคนไม่เจ้าชู้ เป็นคนดีมาเสมอ และครอบครัวฝ่ายของตนก็ไม่เคยมีใครมีภรรยาน้อย เคยวาดหวังว่าจะอยู่กินจนแก่เฒ่า ช่วยกันเลี้ยงหลาน ดูหลานเติบโตวิ่งเล่นอย่างมีความสุข รับไม่ได้ที่จะหย่ากัน และรู้สึกว่าตนอุตส่าห์เลือกสามีคนนี้แต่งงาน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นมีคนอื่นมาชอบพอหลายคนก็ไม่เลือก

สรุป คือ ทั้งสามีและภรรยามีความคาดหวังหลายๆ อย่างที่ต้องการให้อีกฝ่ายตอบสนอง แต่ต่างคนต่างไม่เคยสื่อสารพูดคุย ได้แต่สะสมความไม่พอใจ หรือคิดเอาเองว่าอีกฝ่ายต้องรู้ได้เอง และยังไม่สังเกตเห็นสัญญาณผิดปกติที่มีมาตลอด จึงไม่ได้คิดแก้ไขเสียแต่แรก คงต้องยอมรับว่าฝ่ายสามีได้หย่าทางใจไปนานแล้ว ภรรยามีทางเดียวคือต้องปรับใจยอมรับและมีความสุขกับชีวิตที่เหลือให้ได้

"ความรักแท้ ไม่ทำให้คนเป็นทุกข์ ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ การไม่ยอมรับความไม่เที่ยงแท้ ที่ทำให้คนเป็นทุกข์"

3 ธันวาคม 2547

By ศ.พญ. นงพงา ลิ้มสุวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

Views, 8401