ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

รักอย่างผูกพันยั่งยืน ตอน รูปแบบความรักระหว่างหญิงชาย (ตอนที่ 1)

รักอย่างผูกพันยั่งยืน

โดย ศ.พญ. นงพงา ลิ้มสุวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี : ข้อมูลจาก ติมเข้ม เต็มรัก ชีวิตคู่ หน้า 81-95

ความรู้สึกรักระหว่างชายหญิงไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดลงท้าย แม้ดูเหมือนคนทั่วไปจะรู้ดีว่าความรักจะเปลี่ยนไปแน่ๆ แต่ในขณะเดียวกันความจริงดูเหมือนจะไม่ค่อยยอมรับกันสักเท่าไหร่นัก มักมีความหวังในใจให้ความรักของเขาเป็นเหมือนตอนเป็นคู่รักกัน ซึ่งมีลักษณะโดดเด่น แจ่มชัด ที่ทั้งคู่จะรู้สึกเป็นสุขอย่างมาก โดยธรรมชาติแล้วความรักระหว่างชายหญิงมี 3 รูปแบบ ที่ดำเนินไปพร้อมๆ กัน คือ

      1. รักหวานชื่น

      2. รักใกล้ชิดสนิทสนม

      3. รักผูกพันและร่วมทุกข์ร่วมสุข

รูปแบบของความรักระหว่างหญิงชาย

      1) รักแบบหวานชื่นนี้จะเริ่มตั้งแต่แรกเริ่มรักกัน ทั้งคู่จะให้เวลาแก่กันมาก เช่น โทรศัพท์คุยกันนานมากๆ คิดถึงกัน เอาใจกันมาก ปริมาณความรักจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสูงสุดคือตอนแต่งงานกัน หลังจากนั้น ความรักลักษณะนี้จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาจนค่อยๆ หมดไป

      2) รักแบบมีความใกล้ชิดสนิทสนม ทั้งคู่จะมีความเข้าอกเข้าใจกัน จะค่อยเกิดขึ้นช้ากว่ารักแบบหวานชื่น แม้หลังแต่งงานยังเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จึงถึงระดับสูงสุดแล้วคงตัวไปตลอดได้

      3) รักแบบผูกพันร่วมทุกข์ร่วมสุข มักจะเกิดและเพิ่มขึ้นทีละน้อย จะใช้เวลานานกว่าที่จะพัฒนา มักจะมีมากกว่ารักแบบใกล้ชิดและจะอยู่ไปได้จนแก่เฒ่าได้ เป็นรักที่ค่อนข้างถาวรไม่คิดจะทอดทิ้งกันเลย จะร่วมกันเผชิญปัญหาอุปสรรคด้วยกัน

ลักษณะความรักทั้ง 3 แบบ นี้จะพัฒนาไปตามธรรมชาติในคู่ที่ไม่มีความขัดแย้งกันแบบรุนแรง ไม่มีเรื่องกินใจที่ร้ายแรง ส่วนเรื่องที่ไม่ถูกใจกัน ขัดใจกัน จะมีบ้างไม่มาก็น้อยแทบทุกคู่ ซึ่งหมายความว่า ทั้งคู่ต้องมีการปรับตัวไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เกิดความลงตัวและมีการยอมรับซึ่งกันและกันได้ในที่สุด การปรับตัวจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายปีหลังแต่งงาน ช่วงแรกจะมีเรื่องที่ต้องปรับตัวมากกว่าปีหลังๆ เพราะทั้งสามีและภรรยาล้วนเติบโตมาแตกต่างกันในรายละเอียดของชีวิต จึงมีวิธีดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันแน่ๆ และต่างฝ่ายต่างมักจะคิดว่าวิธีของตนเองดีแล้วหรือดีกว่าของอีกฝ่ายหนึ่ง จึงทำให้ทั้งสามีและภรรยาต่าง ต้องการเปลี่ยนอีกฝ่ายหนึ่ง ให้มาเหมือนตัวเอง โดยที่อาจไม่รู้สึกตัว ว่าตัวเองกำลังต้องการเปลี่ยนอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้ดั่งใจตัวเอง แต่มักจะพูดว่าอีกฝ่ายควรรับฟังเหตุผลจึงจะถูก แนวความคิดแบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะในสามีภรรยาคู่ที่เป็นคนมีการศึกษาสูง มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มักเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มักมีตำแหน่งสูง มีผู้ใต้บังคับบัญชาหรือมีลูกน้องที่พร้อมจะเชื่อฟังตนอยู่แล้ว บางครั้งจึงเลยมาถึงที่บ้าน ต้องการให้คนที่บ้าน “เชื่อฟัง” และลืมที่จะ “รับฟัง” อีกฝ่ายหนึ่งว่าต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร และคนที่บ้านอยากให้เห็นความสำคัญของ “หัวใจ” ด้วย ไม่ใช่ให้ความสำคัญแต่ “หัวคิด” (เหตุผล) เท่านั้น

ความสัมพันธ์ลักษณะที่กล่าวข้างต้นบางครั้งจึงสร้างความแปลกให้คนอื่นที่ไม่เข้าใจว่าคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทำไมจึงล้มเหลวในชีวิตครอบครัวได้ เพราะถ้าเป็นคนบริหารจัดการเก่งแล้ว น่าจะบริหารครอบครัวได้แก่งด้วย ซึ่งในกรณีนี้อาจอธิบายได้อีกแบบว่าเป็นคนที่มีลักษณะเรื่องงานดี (ไอคิวดี) แต่ทักษะชีวิตไม่ดี (อีคิวไม่ดี) นั่นเอง

ตัวอย่างของคู่ที่ภรรยาหรือสามีพยายามจะเปลี่ยนอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ไม่สามารถพัฒนาต่อเป็นรักที่ผูกพันได้

สามีภรรยากับการยอมรับ

สามีภรรยาความเห็นไม่ตรงกัน : มันคืออะไรกันแน่

ก่อนแต่งงาน ทั้งคู่เห็นอะไรเห็นตรงกัน ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ หลังอยู่ด้วยกันไป 9 ปี ก็เริ่มทะเลาะกันทุกวัน สามีภรรยาพูดกันได้ไม่เกิน 2 ประโยคก็เริ่มทะเลาะกัน แต่ความจริงยังไม่ต้องพูดกันก็ยังทะเลาะกันได้เลย เพราะมีอารมณ์เก่าสะสมไว้มากเกินพอ ดังนั้นแตะนิดก็ระเบิดทันที

พูดกันเรื่องรถ สามีบอกว่ายี่ห้อหนึ่งดี ดีอย่างไรบ้าง ภรรยาซึ่งเป็นพนักงานขายรถก็มีความเห็นว่าอีกยี่ห้อหนึ่งดีกว่า ดีอย่างไรบ้าง ภรรยาพยายามจะให้สามีคล้อยตาม สามีไม่คล้อยตามก็โกรธชวนทะเลาะใหญ่โต หลังๆ สามีเลยใช้วิธีเลี่ยงไม่คุยเรื่องต่างๆ เงียบเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่อยากจะต้องขัดแย้งตามมา ภรรยาก็โกรธอีกว่าสามีเย็นชา ไม่สนใจภรรยาเลยทำตัวเหมือนภรรยาไม่มีตัวตน

ลึกๆ แล้วทั้ง 2 คนต่างต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมรับตนและเห็นว่าตนเองมีค่าในสายตาของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยการเอาการยอมรับตัวตนของตนไปปนกับการยอมรับความคิดเห็น ดังนั้นถ้าอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับความคิดของตนก็แปลว่าไม่ยอมรับตนไปด้วย จึงเกิดอารมณ์ในเรื่องต่างๆ โดยลืมคิดไปว่าคนเราย่อม “นานาจิตตัง” คือเห็นไม่เหมือนกันและชอบอะไรไม่เหมือนกันเป็นธรรมดา เป็นเรื่องของรสนิยม ความถูกใจ ซึ่งมาจากภูมิหลังของแต่ละคนที่สั่งสมมา อาจไม่เกี่ยวกับอีกฝ่ายหนึ่งเลย คนมักสับสนว่า “ความเห็น” ของฉันไม่เข้าท่า เท่ากับคุณเห็นว่า “ฉัน” ไม่เข้าท่า ไม่เอาไหนด้วย จึงโกรธหรือเสียใจ

ลึกไปกว่านั้นก็คือ คนที่ถูกสั่นคลอนได้ง่ายเมื่อผู้อื่นไม่เห็นด้วยกับตน ก็เพราะเนื้อแท้แล้วเขาไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่ยอมรับตัวเองอย่างจริงๆ จึงต้องเที่ยวโหยหาต้องการให้ผู้อื่นยอมรับตน เพื่อเป็นการยืนยันให้มั่นใจว่าตัวเองยังดีพอในสายตาของผู้อื่น

ลึกไปในจิตใจคือก็ต้องถามว่าทำไมคนเหล่านี้จึงไม่มั่นใจในตนเอง ทำไมเหตุใด จึงไม่ยอมรับตัวเองและไม่พอใจตัวเอง ส่วนใหญ่มักจะต้องย้อนไปในวัยเด็กว่าถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร เติบโตมาจากบรรยากาศครอบครัวอย่างไร เพราะส่วนใหญ่จะมาจากชีวิตเมื่อวัยเด็ก เช่น

      1. เป็นลูกที่พ่อแม่ยอมรับหรือไม่ พ่อแม่ลำเอียงหรือเปล่า

      2. เคยได้รับการเสริมให้เป็นคนมั่นใจในตัวเองไหม เช่น ได้รับคำชม สนับสนุนให้หัดตัดสินใจเอง

      3. ถูกตำหนิติเตียนอยู่เสมอหรือเปล่า ทำให้รู้สึกตัวเองไม่ดีพอสักทีในสายตาพ่อแม่

      4. ทำอะไรต้องดีเลิศ/ ที่หนึ่ง/ ชนะ จึงจะใช้ได้หรือเปล่า มุ่งแข่งขันตลอดเวลาหรือไม่

      5. ถูกสอนให้ยอมรับความแตกต่าง คือ แต่ละคนจะมีดีในแง่มุมต่างๆ กันไปทุกคน และคนทุกคนก็มีคุณค่าหรือไม่

ตัวอย่างที่แต่งงานกันมาจนลูกโตแต่ความรักแบบผูกพันยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นเลยในชีวิตสมรส : ภรรยารู้สึกสามีดูถูกตลอดเวลา

ภรรยาอายุ 50 ปี เป็นพยาบาล สามีเป็นนักธุรกิจ มีลูกสาว 2 คน ภรรยาเป็นน้องสาวคนเล็ก มีพี่สาว 5 คน พี่ๆ เอาใจมากดูแลช่วยเหลือ รักใคร่มาก พี่สาวหลายคนเหมือนแม่ของตนและรู้ว่าตัวเองถูกเอาใจจนเคยตัว มีเงินทองใช้มาก สบาย งานบ้านไม่เคยต้องทำ ไม่เคยหุงข้าว กวาดบ้าน รีดผ้า ฯลฯ

ภรรยาแต่งงานมาทำอะไรไม่เป็น แรกๆ สามีให้ดูแลเงินทองก็รู้สึกใช้ไม่พอ ใช้เกิน เกรงสามีว่าเลยไม่ยอมบริหารเงิน ในครอบครัวให้สามีดูเอง ภรรยาไม่ยอมหุงข้าวเพราะเคยหุงข้าวแล้วดิบ แต่ยอมทำกับข้าว

พี่สาวของสามีมักเข้ามาจุ้นจ้านเนื่องจากเห็นว่าน้องสะใภ้ทำอะไรม่เป็นจึงคอยเข้ามาจัดการให้บ่อยๆ เช่น สร้างบ้านก็จะทำแบบนั้นแบบนี้ ภรรยาจะเอาแบบไหนก็ไม่เห็นด้วย สามีก็จะสร้างในที่ดินของสามี ภรรยาอยากสร้างในที่ดินตัวเองใกล้พี่ๆ ในที่สุดสร้างในที่ดินสามี ภรรยารู้สึกตัวเองแพ้ ในเรื่องนี้ ต่างคนต่างอยากอยู่ใกล้ๆ ญาติตัวเอง

ภรรยามีเรื่องไม่พอใจสามีเล็กๆ น้อยๆ สะสมมาเรื่อยๆ แม้โดยทั่วไปสามีจะดีมากคือ เหมือนพี่ชาย คอยดูแลทุกอย่าง ภรรยาป่วยบ่อย หลายโรค สามีจะดูแลให้ได้รับการรักษาเป็นอย่างดี เรื่องที่ภรรยาไม่พอใจ เช่น

      1. ไม่อยากได้ตู้หนังสือในห้องนอน เพราะสะสมฝุ่น ภรรยาเป็นโรคภูมิแพ้อยู่ สามีไม่ฟัง ภรรยาเลยไม่ยอมใช้ห้องนอนนั้น ไปนอนห้องอื่นแทน

      2. เวลาขอเงินจะซื้ออะไร สามีถามว่าเอาไปทำอะไร ทำไมใช้เงินเปลือง หลังจากนั้นจะไม่ขอเลย อยากได้อะไรจะไปขอพี่สาวแทน เช่น เอาเงินไปซื้อพวกเครื่องประดับ

      3. ภรรยาเล่าว่าตนเป็นคนหยิ่งมาก ขอเงินก้อนหนึ่งจากสามีถ้าให้ไม่ครบตามที่ขอ ก็จะวางไว้ตรงนั้นเลย ภรรยาก็รู้สึกว่าครอบครัวไม่จำเป็นต้องพึ่งตน จึงเอาเงินเดือนทำบุญไปมากๆ บ่อยๆ กึ่งๆ ประชดสามี

      4. ภรรยาชอบซื้อเสื้อผ้ามาก สามีถามก็ว่าซื้อทำไมเยอะแยะ ถ้าตายคงใช้เสื้อผ้าเผาได้เลย ภรรยารู้สึกโกรธว่าเป็นความสุขที่จะทำเช่นนั้น ทำไมสามีต้องมาว่าด้วย

      5. เวลาขับรถถ้าเอ่ยปากเตือนเวลาที่รูสึกหวาดเสียวหรือท่าทางสามีจะเผลอก็เตือน สามีก็ว่าขับไม่เป็น ก็เฉยๆ เถอะ ก็เลยไม่พูดอีก มีอยู่ครั้งหนึ่งปล่อยให้สามีขับรถถอยหลังชนตอไม้ ทั้งๆ ที่เห็นแต่ไม่บอกสามี ภรรยาว่าเพราะสั่งไม่ให้พูด จึงไม่พูด รู้สึกสะใจ สมน้ำหน้าสามีที่ขับรถชนตอไม้อย่างจัง

      6. เวลาภรรยาเล่าถึงคนไข้ที่ดูแลแล้วรู้สึกว่าสามีนึกดูถูกตนคล้ายๆ กับว่าคนอย่างภรรยาจะทำอะไรได้

      7. ภรรยารู้สึกแต่งงานไม่มีความสุขและอิสระเท่าที่ควร บางครั้งจึงบอกคนอื่นที่จะแต่งงาน ว่าอย่าแต่งงานเลย

      8. เวลานี้ลูกสาวมีแฟน แต่ไม่ยอมแต่งงาน พอแม่ถามเหตุผลลูกคนโตตอบว่าไม่อยากแต่ง เพราะเห็นพ่อก็ดีมาก แม่ก็มีทุกอย่างแต่ไม่เห็นมีความสุข ก็เลยกลัวไม่อยากแต่งงาน ส่วนลูกคนที่สองบอกว่าจะไม่แต่งงาน เพราะคงหาคนเก่งและดีเท่าพ่อไม่ได้

      9. ภรรยายังไม่พอใจสามีที่เป็นคนไม่ละเอียดอ่อน อยู่บ้านบางครั้งไม่ใส่เสื้อ รับประทานอาหารก็ไม่ระวังกิริยา

จะเห็นได้ว่าสามีภรรยาคู่นี้ยังอยู่ด้วยกันไม่ได้หย่าร้าง แต่ไม่มีความรักแบบผูกพันเกิดขึ้น หัวใจห่างกัน ลึกๆ อาจรู้สึกว้าเหว่ได้ เพระขาดเพื่อนใจ ดังนั้นทุกคู่จึงควรใส่ใจพัฒนาความรักของตน

ตัวอย่าง สามีรู้สึกภรรยาชอบเจ้ากี้เจ้าการ

ภรรยาเคยเป็นครู แต่งงานได้ 20 กว่าปี กับสามีเป็นวิศกร ภรรยาเล่าว่าพอมีลูก สามีขอให้ออกมาเลี้ยงลูกดูแลบ้าน โดยบอกว่าอายไม่อยากให้ภรรยาเป็นครู ส่วนสามีเล่าอีกอย่างว่าให้ออกเพราะอยากให้ “กองหลังดี ๆ “ ตัวเองจะได้ตั้งใจทำงานได้เต็มที่ อยากให้ภรรยาเขาเลี้ยงลูกให้ดี สามีได้เงินเดือน 3-4 หมื่นบาท เป็นครูได้ไม่กี่พันบาท

ครั้งนี้ภรรยากินยาตายเพราะความน้อยใจสามีที่สะสมมานาน เนื่องจากถูกสามีด่าว่า “เสือก” ภรรยาว่าสามีเป็นคนติดเหล้า ต่อมาไม่สบายหมอไม่ให้ดื่มก็เลิกไม่ได้ ทำให้สามีไม่สบาย เป็นโรคมือสั่น ซึ่งมีหมอดูแลอยู่แล้ว แต่สามีไปเจอคนที่ปั๊มน้ำมันบอกว่ามีพระดีที่จังหวัดสิงห์บุรีรักษาอาการแบบนี้ให้หายได้ สามีจึงไปเอายาลูกกลอนจากพระมากิน ภรรยาได้พยายามห้ามปรามไม่ให้กิน และบ่นว่าต่าง ๆ เช่น พระไม่มีความรู้เรื่องปรุงยา ไม่มีใบอนุญาตผลิตยาไปเชื่อได้อย่างไร กินแล้วถ้าสมองเกิดอันตราย อาการหนักขึ้นอีกจะว่าอย่างไร สามีโกรธจึงว่า “อย่าเสือก” ภรรยาก็น้อยใจว่าทำไมต้องพูดหยาบคายกับตน อยู่กินกันมา 20 กว่าปี ภรรยาพูดห้ามอะไรไม่เชื่อ แต่ไปเชื่อใครก็ไม่รู้ที่ปั๊มน้ำมัน ส่วนสามีก็ว่าเมื่อตนเป็นโรคที่แพทย์สมัยใหม่รักษาไม่หาย แต่คนอื่นอาการคล้ายกัน พระองค์นี้รักษาหายก็อยากจะลองรักษาดู คิดว่าพระไม่น่าจะหลอกลวงอะไร ท่านเป็นถึงพระครู ภรรยากลัวว่ายาลูกกลอนมักใส่มักใส่ Steroid (สเตียร์รอยด์) กินแล้วทำให้กระดูกผุ ถ้าสามีตายใครจะส่งเสียเลี้ยงดูลูก เพราะลูกกำลังเรียนอยู่ทั้ง 2 คน ตนเองไม่สามารถส่งเสียลูกได้เพราะเป็นแม่บ้านเท่านั้น

ภรรยาว่าตัวเองเป็นคนคิดมาก นอนไม่หลับคิดแต่เรื่องนี้ จึงเอายาลูกกลอนไปให้ที่กระทรวงสาธารณสุขวิเคราะห์ว่ามี steroid ไหม ถ้าสามีรู้ต้องโดนสามีด่าอีกว่าวุ่นวาย จึงเขียนจดหมายบอกลูกและน้อง ๆ ว่าตนขอตายไปก่อนจะดีกว่าไม่ต้องให้สามีมาว่าอีก ผู้ป่วยร้องไห้อย่างมาก เมื่อเล่าเรื่องต่าง ๆ

พบสามี สามีบอกว่า ภรรยาต้องการเป็นใหญ่ในบ้าน ต้องการบงการชีวิตของทุกคนโดย ขีดเส้นให้เดิน ถ้าไม่ยอมเดินตามก็จะประท้วงกินยาตาย เช่น ลูกชายไปมีแฟน เที่ยวดึก ๆ ก็พูดว่า “เดี๋ยวแม่จะกินยาตาย”

เรื่องโรคของตนก็เช่นกันตนเพียงต้องการลองดูก็จะไม่ยอม ส่วนภรรยาเองไปเชื่อคำโฆษณาเรื่องอาหารเสริม บอกช่วยเรื่องสมองได้ ให้คนเอาของไปส่งให้ที่ทำงานสามีเพื่อให้สามีเป็นคนจ่ายเงิน เป็นเงินหลายพันบาท สามีโกรธมาก เพราะเอามาอ่านดูแล้วก็เป็นอาหารธรรมดา ๆ ประกอบด้วยข้าวกล้อง ถั่ว งาต่าง ๆ ขายเป็นพัน ๆ ซ้ำภรรยายังบังคับให้กินอีก พอตนไม่ยอมกินก็โกรธ

สามีว่า ภรรยาเป็นคนชอบเชื่อคำโฆษณาทุกอย่าง เช่น ในทีวีโฆษณายาสระผมชนิดไหนออกใหม่ จะซื้อมาใช้หมด สามีระบายความอัดอั้นตันใจเกี่ยวกับภรรยาอีกมาก เช่น ภรรยาเป็นคนไม่ประหยัด ชอบซื้อของมากมาย เช่น เครื่องเรือนซื้อจนไม่มีที่จะวาง ตนจึงจำกัดเงินให้ใช้ต่อเดือนเป็นจำนวนเงินที่พอสมควรแล้ว แต่ให้ขอเพิ่มได้เมื่อจำเป็น ภรรยาก็ไม่ขอแต่จะยืมเงินพี่น้องมาใช้ซื้อของ แล้วสามีก็ต้องตามไปใช้ ส่วนตนเป็นคนประหยัด ให้ดับไฟเวลาไม่ใช้ ให้ประหยัดน้ำ อาหารหมาไม่ควรให้มาก จนเหลือทิ้งและอื่น ๆ

ภรรยายังให้ท้ายลูกชายเวลาที่ลูกชายกลับดึก สามีดุว่าลูกชายภรรยาจะเข้ามาช่วยลูกโดยบอกว่า พ่อก็ดื่มเหล้ากลับบ้านดึกเหมือนกัน ทำให้ลูกไม่นับถือ ไม่เกรงใจพ่อ แม่ชอบพูดเรื่องไม่ดีของพ่อในอดีตให้ลูกฟัง เช่น เรื่องดื่มเหล้า ทั้ง ๆ ที่ตนหยุดดื่มมานานกว่า 10 ปีแล้ว ภรรยาชอบขุดคุ้ยเรื่องในอดีตมาพูดไม่รู้จบ

ภรรยาไม่เคยให้ความสำคัญกับตน เช่น ไม่ค่อยจะยิ้มแย้มแจ่มใสกับตน แต่พอญาติพี่น้องของตัวเองมาก็ดูรื่นเริงเป็นสุขอย่างมาก ภรรยาเอาตัวเองเป็นใหญ่ เช่น ถ้าภรรยาทำกับข้าวบอกว่าอร่อย พอสามีทำบอกว่าไม่อร่อย ตัวของตัวเองจึงจะดี

ภรรยาทำให้ปกครองลูก ๆ ไม่ได้เพราะไปพูดกับลูก ลูกก็จะอ้างว่าพ่อกับแม่ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย สามีก็บอกไม่สามารถพูดกับภรรยารู้เรื่อง พ่อเคยจะตีลูกชายที่กลับบ้านดึกแล้วยังพูดท้าทายพ่อ แต่แม่ก็เข้ามาขวางไม่ให้ตีลูก

สรุป ภรรยาชอบเข้าไปตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ แทนสามี โดยสามีไม่ต้องการจึงตอบโต้ แม้ที่จริงแล้วภรรยาจะหวังดีก็ตามที เป็นเหตุให้สามีไม่พอใจหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งขัดขวางต่อการเกิดความรักแบบผูกพันต่อกัน ถ้าสามีภรรยามีความรู้เรื่องจิตใจจะไม่ทำแบบนี้

ตัวอย่าง เหงา-ว้าเหว่ คู่ชีวิตคุยกันไม่ถูกคอ เมื่อแก่ขาดคู่รู้ใจเมื่อวัยชรา

สามีอายุ 64 ปี ปีกว่ามานี้รู้สึกหงอยเหงา เศร้าซึม ท้อแท้ ไม่มีแรง ซึม ๆ ทื่อ ๆ ใจลอย หมดอาลัยตายอยาก รู้สึกสิ้นหวังกับตัวเอง รู้สึกตัวเองไม่มีค่าเมื่อทำอะไรไม่ได้ดังหวัง ฟุ้งซ่าน เรื่องไม่ควรคิดก็คิด สมาธิไม่ดี ลืมปิดน้ำ มักคิดว่าถ้าหลับไปแล้วไม่ต้องตื่นก็ดี ท้องไส้ปั่นป่วน บางครั้งเสียวทั่วอก รู้สึกทรมาน แต่ไม่ถึงกับอยากลงมือฆ่าตัวตาย

สามีเป็นคนขยัน แต่ใจไม่เข้มแข็ง เช่น ลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ 2-3 ปี ก็รู้สึกเศร้า แทนที่จะดีใจ ปกติเป็นคนรับผิดชอบต่อครอบครัวดีมาก ทำงานเต็มความสามารถในการทำธุรกิจ เมื่อหนุ่ม ๆ เลี้ยงลูก 5 คน จนจบปริญญาเอก 2 คน ลูกอยู่เมืองนอก 1 คน แยกบ้านมีครอบครัวไป 1 คน อีก 3 คนอยู่บ้านเดียวกันกับพ่อแม่ แต่ออกไปทำงานหมด เย็นจึงกลับ

สามีเล่าว่าตื่นขึ้นมาก็รู้สึกบ้าน 6-7 ชั้น ใหญ่โตเกินไป อยู่กับภรรยาซึ่งเข้ากันไม่ได้เพียงสองคนในบ้านทั้งหลัง สามีภรรยาคุยกันไม่ถูกคอ คุยกันจะขัดคอกันตลอดเวลา เพราะแนวความคิดไม่ตรงกัน จึงรู้สึกห่างเหินกันมาก ชอบอะไรไม่เหมือนกันเลย เช่น การดูทีวีชอบรายการต่างกันมาก คนหนึ่งชอบ อีกคนไม่ชอบ สามีตระหนี่ ส่วนภรรยาชอบใช้จ่าย สามีอยากโรแมนติกคืออยากเดินจูงมือกันเหมือนคนอื่น แต่พอไปไหนด้วยกันกับภรรยา ภรรยาจะไปเดินอีกฟากของถนนเลย คือไม่ยอมเดินกับสามี สามีรู้สึกเดี๋ยวนี้ภรรยาไม่จำเป็นต้องใช้เงินจากสามีแล้ว เพราะลูก ๆ ให้เงินแม่ สามีจึงรู้สึกภรรยาไม่ต้องง้อตัวเองแล้ว

สามีรู้สึกคิดแล้วอนาถตัวเอง เป็นคนเพื่อนน้อย มนุษยสัมพันธ์ไม่ดี ทำแต่งาน เรียนภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่มีโอกาสจะใช้ ดูทีวีก็ไม่มีความสุข รายการสมัยใหม่ก็ทนดูไม่ไหว ชอบดูแต่รายการเก่า ๆ เช่น เพลงเก่า ละครเก่า ซึ่งหายากมาก รู้ว่าตัวเองคิดเรื่องที่ไม่ควรคิดแต่ห้ามไม่ได้ เช่น ไปเยี่ยมลูกชายที่อเมริกา ลูกเช่าบ้านพักใหญ่ให้อยู่และลูกพาพ่อแม่ไปเที่ยว พ่อรู้สึกตัวเองทำให้ลูกสิ้นเปลืองเงินทองไปมาก ทั้ง ๆ ที่ลูกบอกไม่เป็นไรมีเงินมากพอก็ยังไม่สบายใจจนทุกวันนี้ ตอนนั้นไปอยู่กับลูกนานสี่เดือน สามีมาพบจิตแพทย์เพราะต้องการคำแนะนำว่า จะทำอย่างไรดี รู้สึกตัวเองยังแข็งแรง น่าจะทำอะไร ๆ ได้อีกมาก แพทย์จึงแนะนำให้หางานอดิเรกทำ เช่น เล่นกีฬา เป็นสมาชิกโรตารีคลับ เป็นทนายอาสา ปลูกต้นไม้และอื่น ๆ อีกมาก แล้วแต่ชอบ คือให้ทำประโยชน์เท่าที่พอทำไหว และช่วยให้ตัวเองเพลิดเพลินจะได้ไม่เหงา ตลอดจนได้พบปะผู้คนต่าง ๆ ด้วย

ต้นตอของปัญหาเกิดจากตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ทั้งคู่ลืมที่จะใส่ใจซึ่งกันและกัน ให้สามารถสนิทสนมกันได้ เป็นเพื่อนกันได้ แม้ความสนใจอาจแตกต่างกันก็สามารถรักกันและผูกพันกันได้ถ้ามีความยืดหยุ่น ยอมรับกัน รอมชอมกัน เอาใจกันบ้าง อันที่จริงตอนนี้ก็ยังไม่สายถ้าทั้งคู่จะหันหน้าเข้าหากัน หรือจะขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพก็ได้

*******************************************

จบตอนที่ 1 เรื่อง รักอย่างผูกพันยั่งยืน ตอน รูปแบบความรักระหว่างหญิงชาย

ตอนต่อไป พบกับตอนจบ ของเรื่อง รักอย่างผูกพันยั่งยืน ตอน ทำอย่างไรให้เกิดรักอย่างผูกพันยั่งยืน

ข้อมูลจาก : ติวเข้ม เต็มรัก ชีวิตคู่ หน้า 81-95 โดย ศ.พญ. นงพงา ลิ้มสุวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

7 ธันวาคม 2547

By ศ.พญ. นงพงา ลิ้มสุวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

Views, 6293