ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

รักอย่างผูกพันยั่งยืน "ทำอย่างไรจะให้เกิดรัก.." (ตอนจบ)

จากรักอย่างผูกพันยั่งยืน ตอนจบ เรื่อง ทำอย่างไรจะให้เกิดรักอย่างผูกพันยั่งยืน

โดย ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี :
ข้อมูลจาก ติวเข้ม เต็มรัก ชีวิตคู่ หน้า 96-112

ทุกคู่สมรสมีความปรารถนาที่จะให้รักนั้นยั่งยืนจนแก่เฒ่าด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงต่างก็มีความต้องการเห็นความสุขของชีวอตคู่บ่าวสาวยาวนานเช่นกัน จึงมีการอวยพรกันต่าง ๆ นานา ญาติผู้ใหญ่จะพยายามให้ข้อคิดเตือนใจต่าง ๆ เวลาที่ขึ้นไปกล่าวคำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ตัวอย่างที่กล่าว ๆ กัน เช่น “คนหนึ่งเป็นไฟ คนหนึ่งต้องเป็นน้ำ” “หนักนิดเบาหน่อยต้องอภัยกัน” “ต้องถนอมน้ำใจกันให้ดี ๆ” “ต้องปิดปาก ปิดหู ปิดตา เสียบ้างในบางครั้ง”

นอกจากนี้ยังมีคนพยายามแนะนำอย่างอื่น ๆ อีกมาก บางคนแบ่งปันสูตรสำเร็จว่า “กลัวเมีย เชื่อเมีย” ไว้แล้วทุกอย่างจะดีเอง ชีวิตจะเจริญไม่มีปัญหา จึงเห็นได้ว่า ศิลปะการครองคู่ครองรักเป็นเรื่องสำคัญ และผู้คนสนใจและพยายามถ่ายทอดประสบการณ์บ้าง สูตรสำเร็จของชีวิตบ้างให้ผู้อื่นได้นำไปใช้

ผู้เขียนจึงขอให้แนวทางบ้างตามหลักจิตวิทยาของมนุษย์เราและตามประสบการณ์ที่ได้พบปัญหาชีวิตคู่ในคลินิก โดยเป็นเพียงแค่แนวทางที่ใช้ได้ทั่ว ๆ ไปในคู่สมรสทุกคู่ ส่วนรายละเอียดของแต่ละคู่อาจแตกต่างกันบ้าง ซึ่งทั้งคู่จะต้องสังเกตเองและปรับตัวเองเป็นเรื่อง ๆ ไป แนวทางที่จะทำให้ความรักที่หวือหวาในช่วงแรก ซึ่งต้องจางหายไปตามกาลเวลา แล้วสามารถมีรักแบบผูกพันยั่งยืนขึ้นมาแทนได้ น่าจะมีดังนี้

      1. รักษาใจของกันและกัน

      2. การสื่อสารที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา

      3. การทะเลาะอย่างสร้างสรรค์

      4. ยอมรับความแตกต่างของอีกฝ่ายหนึ่ง

      5. อย่าลืมความดีของคู่ชีวิต

1.รักษาใจของกันและกัน

เรื่องใจเป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องอื่นทั้งหมด เรื่องใจเป็นรองเพียงเรื่องเดียว คือเรื่องปากท้องเท่านั้น เนื่องจากถ้าท้องหิวแล้วเรื่องอื่นจะไม่มีความหมาย เพราะถ้าชีวิตต้องดับลงเรื่องอื่นคงดับตามอยู่แล้ว คือหลังอาหารกายก็ต้องตามด้วยอาหารใจนั่นเอง สิ่งที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจของคนเรานั้นแน่นอนเหมือนกันทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ยากที่จะเข้าใจและปฏิบัติ ข้อนี้เกือบนับได้ว่าเป็นสูตรสำเร็จ ใครทำได้มากน้อย แค่ไหนจะมีความสุขในชีวิตคู่มากน้อยตามนั้น คือทั้งคู่ต่างต้องให้อาหารใจต่อไปนี้แก่กันและกันตามแต่โอกาส ดังนี้

      - ความรัก มีการแสดงออกให้รู้ว่ารัก ไม่ใช่เก็บไว้ในใจเฉย ๆ เช่น มีการแสดงออกด้วยคำพูดว่ารัก แสดงออกโดยการกระทำ เช่น มีการใส่ใจ เอาอกเอาใจ ตามใจกันบ้างตามแต่โอกาสอันเหมาะควรเพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกชื่นใจ ข้อนี้คนทั่วไปจะเรียกว่า การถนอมรัก หรือการถนอมน้ำใจของกันและกันไว้ หรือการหล่อเลี้ยงความรักให้มีชีวิตชีวาไม่ตายไป

      - การยอมรับ การยอมรับอีกฝ่ายโดยมีความเข้าใจ ยอมรับความแตกต่าง ยอมรับความเป็นตัวเขา งดการตำหนิติเตียนต่อว่าที่รุนแรงหรือบาดใจ บาดความรู้สึก ต้องยึดกลอนที่ว่า “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย” คือการมีมธุรสวาจาจะดีมาก

      - การเห็นคุณค่า หรือความชื่นชม การทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาเป็นคนพิเศษเป็นคนที่มีคุณค่าต่อเรามาก เช่น คำชม คำขอบคุณ การโอบกอด

      - การยกย่องให้เกียรติ ด้วยคำพูดและการกระทำที่สุภาพ และมีความเท่าเทียมกันทั้งคู่ ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร หรือใครสำคัญกว่าใคร

      - ความเป็นอิสระ ควรปล่อยให้คู่สมรสสามารถเป็นตัวของตัวเองให้คู่สมรสสามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้ทั้งเรื่องส่วนตัวและอาชีพการงาน ไม่ใช่กักขังหึงหวง และคิดว่าอีกฝ่ายเป็นสมบัติส่วนตัวของตนเท่านั้น หรือเอาความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่เท่านั้น

2. การสื่อสารที่เปิดเผยตรงไปตรงมา

การสื่อสารหรือการพูดคุยกันระหว่างสามีและภรรยาเป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ เพราะถ้าไม่สามารถพูดคุยกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ไม่พอใจกัน โกรธเคืองกัน จนถึงขัดแย้งหรือหย่าร้างกัน หรือถ้าไม่หย่ากันก็อาจอยู่ต่อไปอย่างไม่มีความสุข บางคู่จะพูดคุยกันแทบไม่ได้เลยในตอนหลังๆ จะเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธมากๆ ที่สะสมมานานที่พร้อมที่จะระเบิดใส่กันตลอดเวลาได้

การสื่อสารพูดคุยที่ดีทั้งคู่ต้องรู้ว่าการพูดคุยกันแต่ละครั้ง คนฟังต้องจับให้ได้ 2 อย่าง ที่สื่อมาพร้อมๆ กันทุกครั้งคือ

      1. ฟังภาษาพูด คือฟังเนื้อหาสาระ หรือใจความที่คู่สมรสพูดอะไร เกี่ยวกับอะไร เขาต้องการอะไร เขาเล่าให้ฟังเฉยๆ เขาต้องการความเห็น เขาต้องการคำตอบ หรืออื่นๆ

      2. สังเกตภาษากาย สังเกตว่า อารมณ์ ของผู้พูดว่าเป็นอย่างไร โดยดูจากแววตา สีหน้า น้ำเสียง กริยาท่าทางที่แสดงออกในขณะที่พูด

คนที่ไม่มีจิตวิทยามักจะจับได้แต่ข้อแรก ซ้ำยังจับใจความไม่ได้หมดด้วยซ้ำ บางครั้งจะจับใจความแบบผิดๆ ด้วย ทำให้ไม่รู้เรื่องกัน หรือเข้าใจผิดกันไป โดยไม่มีทักษะที่จะสังเกตภาษากายของอีกฝ่ายเลย เช่น การสื่อสารของสามีภรรยาคู่นี้

ภรรยา: “คุณจะกลับดึกทำไมถึงไม่โทรมาบอก?”

สามี: (ฟังแต่คำพูดของภรรยา ไม่สบตามองหน้าภรรยา จึงไม่เห็นสีหน้าที่เป็นห่วงของภรรยา จึงตอบด้วยความไม่พอใจที่ภรรยาต่อว่า) “ฉันไปเลี้ยงลูกค้านะ ไม่ได้ไปเที่ยวเหนื่อยนะจะบอกให้”

นอกจากนั้น การสื่อสารที่ดีควรจะเริ่มจากตัวเราก่อน คือ เริ่มต้นประโยคด้วย “ฉัน” จะดีกว่าเริ่มประโยคด้วย “คุณ” หรือ “เธอ” ตัวอย่างเช่น

ภรรยา: “ทำไม คุณ จึง กลับดึก?”

สามี: “คุณ คิดว่าฉันไปไหนมาละ?”

คือ สื่อแบบ คุณ ...ก็จะได้ คุณ กลับมา... ส่วนอีกแบบคือ สื่อแบบ ฉัน จะได้ ฉัน กลับมา เช่น

ภรรยา: ฉัน เป็นห่วง ไม่สบายใจเลยที่ไม่รู้ว่า คุณหายไปไหน”

สามี : ฉัน ขอโทษที่ไม่ได้โทรมาบอก ฉันไปเลี้ยงลุกค้าน่ะ”

ควรสื่อสารแบบตรงไปตรงมาทีละเรื่อง ไม่ไปลากเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามารวมกัน จะกลายเป็นเหมือนพาลหรือหาเรื่อง โดยเอาเรื่องที่ไม่พอใจอื่นๆ ที่ไม่ได้สะสางให้จบกลับมาพูดอีก ซึ่งจะทำให้ต่างฝ่ายต่างยิ่งไม่พอใจมากขึ้นไปอีก เช่น

สามี: คุณทำไมถึงมาช้าแบบนี้เสมอนะ?

ภรรยา: ฉันรีบอย่างที่สุดแล้วนะนี่ รถมันติดมากวันนี้

สามี: คุณก็ช้าเหมือนแม่ของคุณนั่นแหละที่ผิดนัดเสมอเลย

ภรรยา: (โกรธมาก) อย่าเอาฉันมาเกี่ยวข้องนะ

สามี: ก็คุณเหลวไหลเหมือนแม่ของคุณ

ภรรยา: (เสียงดังขึ้นอีกด้วยความโกรธยิ่งขึ้นอีก) ใครเหลวไหลกันแน่ ทุกวันนี้ใครต้องเป็นคนตามเก็บของที่คุณทิ้งเลอะเทอะในบ้าน

สามี: ฉันต้องไปทำงานหากิน เหนื่อย ส่วนคุณทำอะไรที่บ้านอยู่ทั้งวัน

ภรรยา: ทำอะไรเหรอ(พูดเกือบตะโกน) ฉันก็ต้องพยายามประหยัดเงินที่คุณให้ครอบครัวน้อยนิดนะซิ

ทั้งคู่ต่างก็มีอารมณ์ต่อกันจึงไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลยในการสื่อสารครั้งนี้ ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรทั้งสิ้น ซ้ำยังเพิ่มปัญหาคือความไม่พอใจซึ่งกันและกันสะสมเพิ่มไปอีกหนึ่งเรื่อง ถ้าสะสมได้มากพอก็คงถึงวัน ที่ต้องแตกหักแล้วอาจต้องบาดเจ็บสาหัสทางจิตใจไปทั้งคู่ นอกจากสื่อสารอย่างไม่สร้างสรรค์แล้ว บางคู่ถึงกับไม่สื่อสารเอาเสียเลย

3. การทะเลาะอย่างสร้างสรรค์ การทะเลาะกันเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร

สามีภรรยาทะเลากันได้ไหม ขัดใจกันได้ไหม คำตอบคือได้ อีกทั้งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นอยู่แล้วแน่นอน ไม่มาก็น้อย บ่อยหรือไม่บ่อย เรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่เท่านั้น ดังนั้นทั้งคู่ต้อง “ทะเลาะ” แบบสร้างสรรค์ หรือที่จริงคือการ “คุยกัน” เพื่อสะสางเรื่องคาใจหรือเพื่อปรับความเข้าใจซึ่งการคุยกันควรทำดังนี้

      1. พูดตรงไปตรงมาตามที่ใจต้องการ

      2. อย่าพูดเลี่ยงไปเลี่ยงมาให้เดา หรือคิดว่าถ้าเขาใส่ใจหรือถ้าเขารักเราเขาต้องรู้ว่าเราต้องการอะไร เพราะมันคนละเรื่องกัน ความเป็นจริงแล้วคนเราไม่สามารถอ่านใจคนอื่นได้อย่างมากแค่เดาเอา และมักจะเดาผิดเสียมากกว่าเดาถูก

      3. อย่าพูดแบบประชดประชัน เพราะจะได้แค่การแสดงความโกรธ ความไม่พอใจ อีกฝ่ายจะไม่รู้ว่าเราต้องอไรกันแน่ และอีกฝ่ายอาจระอาหรือโกรธตอบอีกด้วย

      4. ให้อีกฝ่ายมีโอกาสอธิบายชี้แจงเหตุผล เพราะเราอาจเข้าใจเขาผิดไปก็ได้ เช่น ภรรยาเห็นสามีไปกับผู้หญิงสาวเพียงสองคน อาจเข้าใจว่าสามีไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นหรือนอกใจตน แต่จริงๆ แล้วเขาอยู่กันสามคนแต่อีกคนลุกไปเข้าห้องน้ำพอดี เป็นต้น

      5. เลือกเวลาทะเลาะให้ดี ต้องคอยจังหวะเป็น ไม่ใช่ไปทะเลาะตอนอีกฝ่ายกำลังหิวจัดพอดี หรือกำลังมีความเครียดเรื่องอื่นเต็มที่อยู่แล้ว

      6. ต้องทะเลาะกันตามลำพังส่วนตัว เพื่อป้องกันความอับอายเสียหน้าของเขาและภรรยา

      7. ทะเลาะให้จบเป็นเรื่องๆ ไป อย่าให้ค้างคาใจไปสมทบกับเรื่องในอนาคตอีก

      8. ถ้าทะเลาะทีไรไม่จบเสียทีควรหาความช่วยเหลือได้แล้วอย่าทิ้งไว้ให้เป็นระเบิดเวลา

4. ยอมรับความแตกต่างของอีกฝ่ายหนึ่ง

ตอนคนสองคนมาพบกันและรักกัน ต่างฝ่ายต่างสนใจในสิ่งที่ถูกใจตัวเอง มักจะละเลยข้อที่ไม่ถูกใจเล็กๆ น้อยๆ เพราะข้อที่ถูกใจโดเด่นกว่า ซึ่งคงเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้สามารถตัดสินใจมีคู่ได้ เพราะถ้ารอให้พบคนที่ถูกใจร้อยเปอร์เซ็นต์คงจะหาไม่ได้ และคงไม่สามารถเลือกคู่ได้แน่

ส่วนที่เป็นปัญหาคือคนส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมใจสำหรับความจริง ข้อที่ว่าหลังแต่งงานแล้วต้องพบว่า คู่ของตนมีสิ่งไม่ถูกใจเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แต่ผู้เขียนยังยืนยันว่าถ้าความไม่ถูกใจแม้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาคนอื่น แต่ตัวเราไม่สามารถยอมรับได้แน่ๆ เราไม่ควรเลือกแต่งงานกับคนๆ นั้น เพราะจะทำให้เราต้อง “ทน” และสักวันหนึ่งอาจทนไม่ไหวได้ ส่วนข้อแตกต่างที่ไม่ถูกใจอื่นๆ ที่เรามาพบเจอภายหลังแต่งงานกันแล้ว เราควร ปรับใจยอมรับ ถ้าอีกฝ่ายไม่สามารถแก้ไขอะไรได้หรือเขาไม่ยอมจะแก้ไข เช่น เขาเป็นคนไม่สนใจการแต่งตัวให้ดูดีเขาเป็นคนพูดน้อยเกินไปค่อนข้างเงียบขรึมจนดูเหมือนไม่สนใจเรา หรือเขาเป็นคนพูดมากหรือจุกจิกในบางเรื่องที่ไม่ควรจุกจิก หรือเขาเป็นคนค่อนข้างตระหนี่ถี่เหนียวเกินไป และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ที่อาจแตกต่างจากที่ เราต้องการ เพราะมนุษย์นั้นมีความซับซ้อนและรายละเอียดมากพอควรในการเป้นคนหนึ่งคน และถ้ามองด้วยใจที่เป็นธรรมตัวเราเองก็เช่นกัน ตัวเราเองก็ยังไม่สามารถดีสมบูรณ์แบบ หรือไม่สามารถจะถูกใจเขาไปได้ทั้งหมดเช่นกัน เขาจะต้องมีเรื่องไม่ถูกใจเรา หรือที่เขาต้องยอมรับในความแตกต่างของเราเช่นกัน ขอเพียงแต่ความแตกต่างนั้นไม่เป็นเรื่องที่เขาและเรารับไม่ได้ ซึ่งเรื่องรับไม่ได้ทั้งหลายควรได้กรองทิ้งไปตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกคู่หแล้ว

ดังนั้นการยอมรับความแตกต่างของคู่สมรสจึงมีความจำเป็น เขาและเราจะได้เป็นตัวของตัวเองตามธรรมชาติได้พอสมควร จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดหรือขัดแย้ง หรือไม่พอใจลึกๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะการใช้ชีวิตคู่น่าจะเปรียบเหมืนวงกลม 2 วงที่มีบางส่วนซ้อนกัน ไม่ใช่ซ้อนกันสนิทจนเหมือนวงกลมวงเดียว ส่วนที่ซ้อนกันคือส่วนที่ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันได้ ส่วนที่ไม่ซ้อนคือส่วนที่เหลือเป็นอิสระของแต่ละคนที่จะเป็นตัวของตัวเองและสามารถเติบดตพัฒนาตนเองต่อไปด้วย บางคนคิดว่าชีวิตคู่น่าจะเป็นวงกลมที่ไม่ซ้อนกันด้วยซ้ำแต่เดินเคียงข้างกันไปอย่างอิสระ

5. อย่าลืมความดีของคู่ชีวิต

เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าเราเป็นคนเลือกคู่ด้วยตนเอง และมีความรักเป็นองค์ประกอบแล้ว แสดงว่าตอนนั้นเราต้องมองเห็นคุณงามความดีในตัวของเขามากทีเดียว เพราะในกระบวนการมองหาคู่ชีวิต ส่วนใหญ่จะพยายามพิถีพิถันคัดสรรกันสุดฝีมือ ใช้เวลานานๆ มองหาคนที่เราต้องการใช้ชีวิตอยู่ด้วยจนแก่เฒ่า ดังนั้นคนที่เราตัดสินใจเลือกและเขาก็เลือกเราด้วยนั้น เขาย่อมมีคุณสมบัติเหนือคนอื่นๆ อยู่แล้ว แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยตระหนักรู้หรือแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าเหตุใดเราจึงเลือกคนนี้ แต่มักรู้สึกรวมๆ ว่า “ถูกใจ” หรือ “เขาเป็นคนดี”

ถ้าเราเริ่มรู้สึกไม่พอใจหรือผิดหวังสามีหรือภรรยาของเราควรต้องถามตัวเองว่าเขายังมีความดีที่เคยทำให้เราเลือกเขาอยู่ใช่หรือไม่ เพราะพบว่าบ่อยครั้งหลังแต่งงานแล้ว ต่างคนต่างจะมีข้อเรียกร้องเพิ่มขึ้นไปอีก เช่น ผู้เขียนเคยพบว่ามีภรรยาคนหนึ่งเริ่มรู้สึกไม่พอใจสามีที่สามีเป็นคนไม่โรแมนติด ไม่เคยแสดงความสนใจ ไม่แสดงออกถึงความรักความสนใจในตัวภรรยาในโอกาสสำคัญๆ เช่น วันครบรอบแต่งงาน วันคล้ายวันเกิด วันแห่งความรัก เป็นต้น ในขณะที่ชายหนุ่มเพื่อนบ้านกลับแสดงออกถึงความชื่นชมต่างๆ บ่อยครั้ง เช่น มีของมาฝากเล็กๆ น้อยๆ ในโอกาสต่างๆ พูดชมเชยต่างๆ นานา เมื่อถามว่าเหตุผลที่เลือกสามีแต่งงานคืออะไร ภรรยาตอบว่าเพราะสามีเป็นคนดี ไม่ดื่มเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่เจ้าชู้ ทำงานเก่ง รู้สึกว่าชีวิตจะมั่นคงแน่ และเมื่อถามว่าทุกวันนี้สามียังดีเหมือนเดิมหรือเปล่า ภรรยาบอกว่าสามียังเหมือนเดิมทุกอย่าง และเดิมสามีก็ไม่ใช่คนโรแมนติกอะไร เป็นคนเฉยๆ รับผิดชอบดี เป็นคนดี ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วสามีไม่ได้แปรเปลี่ยนอะรไปตัวภรรยาต่างหากที่อยากได้มากขึ้นกว่าเดิมอีก ซึ่งสามีไม่สามารถให้ได้เพราะเขาไม่ได้เป็นคนแบบนั้น สรุปคือภรรยาคงไม่สามารถได้ทุกๆ อย่างจากคนๆ เดียวแน่ ส่วนที่ขาดหายไปภรรยาจะ ต้องเติมเต็มด้วยตัวเองจะดีกว่าตั้งตาคอยและคาดหวัง จากสามี หรือจากใครทั้งสิ้น แม้ชายหนุ่มข้างบ้านอาจให้บางสิ่งบางอย่างได้ แต่อาจไม่สามารถให้สิ่งที่สามีให้ได้เลย ซึ่งสิ่งที่สามีให้ได้และกำลังให้อยู่นั้นสำคัญกว่าสำหรับชีวิต

ดังนั้นการจะอยู่กันให้มีความสุข คือต้องมีความสามารถในการมองเห็นความดีหรือจุดดีๆ ของคู่สมรส ไม่ใช่จ้องหาแต่ข้อด้อยข้อลบ ซึ่งถ้าหาก็จะหาพบอย่างแน่นอนอยู่แล้ว การมองของคนนั้นเปรียบได้เหมือนเลนส์ของกล้องถ่ายรูป คือถ้าเราจะถ่ายรูปตรงไหนก็จะชัดตรงนั้น ตรงอื่นจะมัวไปไม่ชัด เราสามารถฝึกตัวเองให้มีทักษะในการมองคนและมองโลกในแง่มุมที่ดีได้ ซึ่งจะทำให้ตัวเราเองมีความสุขและคนอยู่ใกล้เรามีความสุขด้วย คือสุขด้วยกันทุกคน คำพูดที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราเห็นความดีของเขา เช่น

      “ ฉันเป็นคนโชคดีจริงๆ ที่ได้มาแต่งงานกับคนดี คนน่ารักอย่างคุณ ”

      “ ชีวิตฉันไม่รู้จะเป็นอย่างไรนะ ถ้าไม่มีคุณเป็นคู่คิดและให้กำลังใจ “

      “ คุณเป็นแม่และภรรยาที่ดีจริงๆ ผมไม่ต้องห่วงบ้านเลย ทำให้ผมทำงานได้เต็มที่ ต้องขอบคุณคุณมากที่ช่วยดูแลผมดูแลบ้านและลูกเป็นย่างดี “

      “ คุณเป็นพ่อและสามีที่ดีที่สุดเลย เราแม่ลุกโชคดีมากและรู้สึกชอบคุณจริงๆ “

      “ เราโชคดีนะลูก ที่คุณพ่อเป็นคนน่ารัก รักครอบครัว เป็นผู้นำที่ดีมากๆ “

สามีหรือภรรยาเมื่อได้รับความชื่นชมจากคู่ของตนจะทำให้รู้สึกตัวเองเป็นคนที่มีคุณค่า จะเกิดกำลังใจและมีความสุข หัวใจจะชุ่มฉ่ำเหมือนต้นไม้ที่ได้ความชุ่มฉ่ำจากน้ำเลยทีเดียว .. มธุรสวาจาที่มาจากใจ ย่อมเป็นที่ต้องการเสมอ

ลูกคือโซ่ทองหรือโซ่ตรวน

มีคนจำนวนมากชอบพูดว่าลูกคือโซ่ทองคล้องใจของพ่อกับแม่ให้อยู่ด้วยกัน คงหมายถึงว่ามีลูกด้วยกันแล้วทั้งพ่อและแม่จะหันมารักกันเพื่อลูก ที่ผ่านมาพบว่าไม่จริงเลยถ้าพ่อแม่มีความทุกข์ที่ต้องอยู่ด้วยกัน ไม่รักกันแล้ว แต่มาฝืนใจอยู่เพื่อลูกจะอยู่กันไปอย่างแกนๆ แบบมีชีวิตแต่ไม่มีชีวา ลูกจะพลอยเป็นอย่างนั้นไปด้วย บ่อยครั้งกลับมีผลร้ายต่อลูกมากกว่าการหย่าร้างเสียอีก ถ้าพ่อแม่ด่าทอกัน ทะเลาะเบาะแว้ง ทำร้ายทุบตีกันบ่อยๆ ให้ลูกเห็น ลุกจะอยู่ในภาวะเครียดเรื้อรังด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรคิดเอาลูกมาผูกคู่ครองไว้ เพราะนอกจากจะผูกไม่อยู่ คือเป็นโซ่ทองไม่ได้แล้วยังอาจกลับเป็นโซ่ตรวนด้วย เช่น พ่อทิ้งครอบครัวไปมีภรรยาใหม่ ทำให้แม่ต้องรับภาระเลี้ยงลูกคนเดียว ยิ่งลูกมากคนเท่าไหร่โซ่ตรวนยิ่งหนักอึ้งเท่านั้น บางครั้งแม่ทนไม่ได้ถึงกับฆ่าตัวเองและลูกๆ ประชดชีวิต ดังเห็นเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์

สิ่งเดียวที่จะผูกพันชีวิตคู่ คือ ผูกใจ เท่านั้น ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ วิธีนี้ได้ความสุขด้วยกันทั้งคู่และยั่งยืนแน่ๆ ลูกๆ จะพลอยมีความสุขตามไปอีกด้วย

สิ่งที่แย่ที่สุดอาจเกิดขึ้นกับคนเรา คือ การสูญเสียความเคารพนับถือและคุณค่าของตนเอง

*******************************************

ข้อมูลจาก ติวเข้ม เต็มรัก ชีวิตคู่ หน้า 96-112

9 ธันวาคม 2547

By ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

Views, 4832