ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

การดำรงคุณค่าของตัวเองเอาไว้หลังแต่งงาน

การดำรงคุณค่าของตัวเองเอาไว้หลังแต่งงาน

โดย ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

มีคนไม่น้อยหลังจากเข้าสู่ชีวิตคู่แล้วจะลืมความเป็นตัวตนของตัวเอง จะทุ่มเทชีวิตจิตใจทั้งหมดให้กับครอบครัว จะทำอะไรจะคิดอะไรไม่ได้นึกถึงตัวเองเลย นึกถึงแต่ครอบครัวเท่านั้น คล้ายกับทุกคนในครอบครัวต้องหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งฟังดูเผินๆ น่าจะเป็นสิ่งที่ดี คือคนในครอบครัวรักกันและสามัคคีกันอย่างยิ่ง เช่น ไปไหนไปด้วยกันหมดเสมอๆ มักไม่ให้คนอื่นเข้ามาร่วมด้วย คล้ายๆ เป็นครอบครัวที่ค่อนข้างปิด ปัญหาในครอบครัวจะไม่ให้ญาติพี่น้องหรือเพื่อนได้รู้ ชนิดที่เรียกว่า “ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า” จะไม่ปรึกษาใคร จะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่คบค้าผู้อื่น หรือไม่ไปมาหาสู่กับญาติพี่น้อง เพียงแต่ชีวิตคู่และชีวิตครอบครัวถูกแยกออกอย่างชัดเจนมากและพยายามจะอยู่กันอย่างใกล้ชิดจนเกินไป ทำให้สมาชิกของครอบครัวขาดความเป็นอิสระที่จะพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองได้มากเท่าที่ควร แต่ในที่นี้ จะพูดถึงสามีภรรยาเท่านั้นยังไม่รวมลูก ๆ ไม่ว่าจะเป็นสามีหรือภรรยาถ้าทุ่มเทให้ครอบครัวมากแค่ไหนลึกๆ ในใจแล้วมักจะคาดหวังผลตอบแทนมากไม่แพ้กัน ในทำนองฉันทุ่มเทให้ขนาดนี้ยังไม่เห็นความดีของฉันหรือไง หรือฉันเสียสละให้ครอบครัวขนาดนี้ครอบครัวต้องดีต่อฉันจึงจะถูก ฉันได้พยายามเป็นสามี (ภรรยา) ที่ดีเต็มที่อย่างนี้แล้วยังมาทำให้เสียใจอีก เป็นต้น

เป็นธรรมดาอยู่เองสำหรับคนที่คาดหวังยิ่งสูง คาดหวังยิ่งมากโอกาสจะไม่สมหวังจะยิ่งมากตามไปด้วย และเวลาผิดหวังจะช้ำใจมาก เสียใจมาก หรืออกหักมาก เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่เผื่อใจไว้เลยว่าสิ่งต่างๆ ในชีวิตอาจไม่เป็นไปตามที่หวัง อาจมีเรื่องที่คาดคิดไม่ถึงเกิดขึ้น อาจมีปัจจัยอื่นๆ หรือเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำของเราที่มาทำให้ชีวิตหักเหหรือผกผันอย่างแรุนแรงได้ เช่น สามีหรือภรรยาหรือลุกป่วยด้วยโรคร้ายแรง หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือไปเกิดความลุ่มหลงบางสิ่งบางอย่างเข้าไปอย่างไม่น่าเป็นไปได้ เช่น ไปติดการพนัน ไปคลั่งไคล้งมงายกับลัทธิความเชื่อบางอย่างหรอืไปติดหญิงหรือชายอื่นราวกับโดนเสน่ห์มนต์ขลังจนถอนตัวไม่ขึ้นชนิดเรียกว่า ดวงตามืดบอดไปเลย หรือเกิดปัญหาตกงาน ธุรกิจล่มสลาย เป็นต้น

ดังนั้นชีวิตคนจึงมีความไม่แน่นอนอยู่ระดับหนึ่งเสมอ ทุกคนจึงต้องเผื่อใจไว้ตลอดเวลาว่าเราจะไม่ทอดทิ้งตัวเองไปไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ไม่หยุดการมีชีวิตของตัวเอง ต้องรักษาความสามารถที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองไว้ และยังต้องพัฒนาความสามารถของเราให้สามารถปกป้องเลี้ยงดูลูกของเราได้ด้วย ถ้ามีลูกที่ต้องพึ่งพาเราต่อไก เนื่องจากเราต้องรับผิดชอบต่อลูกที่เราเป็นคนตัดสินใจให้เขาเกิดมา

จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เคยพบบ่อยๆ ในคนไทย มักจะเป็นฝ่ายภรรยาที่หลังจากแต่งงานจะทุ่มเทให้สามีและลูกมาก บางครั้งก็ด้วยการสนับสนุนของสามีที่ให้ภรรยาออกจากงานมาดูแลสามี ดูแลบ้านและลูกๆ โดยที่มีเจตนาที่ดีว่าจะได้ลูกคุณภาพ ได้ชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น ภรรยาเองก็ตั้งใจเต็มที่ วันหนึ่งไ ยุ่งวุ่นวายแต่การดูแลครอบครัว จนไม่คบเพื่อน ทิ้งญาติๆ หมด ไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง บางคนจะไม่มีเงินเก็บด้วยและเงินเดิมก่อนสมรสก็ไม่มี ชีวิตแม่ลูกจึงขึ้นกับพ่อคนเดียว แล้วอยู่มาวันหนึ่ง พ่อไปมีผู้หญิงคนใหม่ แม่ถึงกับป่วยด้วยโรคซึมเศร้า เพราะกระทบจิตใจอย่างรุนแรงนั่นเอง จนทำให้กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องไห้ หงุดหงิด ตีลูกรุนแรง แม่อาจคิดจะทำร้ายตัวเอง คิดทำร้ายลูก บางครั้งคิดทำร้ายสามีให้ตายด้วยความแค้นใจ บางครั้งคิดจะไปทำร้ายผู้หญิงที่มาแย่งสามีของตนด้วย

ผู้เขียนจึงอยากแนะนำว่าถ้าผู้หญิงไม่มีทรัพย์สมบัติมากพอจะเลี้ยงตัวเองและลูกได้ถ้าเกิดสามีเป็นอะไรไปแล้ว อย่าละทิ้งอาชีพของตัวเอง เพราะการจะกลับไปทำงานเมื่ออายุมากเป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงในสังคมไทยพอสมควร นอกจากนั้นผู้หญิงที่มีงานทำยังมีสังคมไทยพอสมควร นอกจากนั้นผู้หญิงที่มีงานทำยังมีสังคมนอกบ้านต่อไปด้วย ซึ่งทำให้ความเชื่อมกับโลกภายนอกไม่ถูกตัดขาดไป

อีกกรณีหนึ่งที่เคยพบคือภรรยาถูกสามีหลอกเอาทรัพย์สินส่วนตัวไปลงทุนทำธุรกิจจนหมดเพราะด้วยความไว้วางใจกัน แต่ในที่สุดภรรยาถูกบีบคั้นให้ออกจากบ้านสามีพร้อมลูก เพราะแม่สามีไม่ชอบสะใภ้ที่หมดทรัพย์สินแล้ว และต้องการให้ลูกชายไปแต่งงานกับ ผู้หญิงคนใหม่ที่มีเงินทองมากกว่า เรื่องแบบนี้มีรายงานในต่างประเทศที่สามีกับแม่สามีฆาตกรรมภรรยาทางอ้อม เช่น ทำไฟไหม้คลอกลูกสะใภ้ตาย เพื่อจะได้สะใภ้คนใหม่และเงินทองจากฝ่ายหญิงอีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้เพียงแต่หวังว่าเรื่องโหดร้ายและไร้คุณธรรมเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสังคมมนุษย์ของเราให้ต้องสังเวชใจกับผู้ได้ยินเรื่องราวแบบนี้

คราวนี้คู่สมรสจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้สามารถคงคุณค่าของตัวเองไว้และสามารถเจริญเติบโตพัฒนาชีวิตของตัวเองต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง เพราะในความเป็นจริงแล้วส่วนใหญ่ช่วงชีวิตหลังมีคู่จะยาวกว่าช่วงชีวิตหลังแต่งงานทั่วๆ ไป อีก 40-50 ปี ช่วงชีวิตนี้จึงมีความสำคัญมากดังที่ว่าวันแต่งงานคือวันเริ่มต้นชีวิต แต่ไม่ใช่ฉากสุดท้ายดังในนวนิยายหรือละครทั่วๆ ไป ที่ทำเหมือนจบแล้ว ก็แปลว่ามีความสุขตลอดไปชั่วกาลนาน

ข้อเสนอแนะวิธีดำรงคุณค่าของตนเองไว้หลังแต่งงาน

เนื่องจากทุกคนมีคุณค่าของความเป็นคนเท่าเทียมกัน ไม่มีชีวิตใครมีค่ามากกว่าใครทั้งสิ้น ไม่มีชีวิตใครถูก ไม่มีชีวิตใครแพงกว่ากัน แม้ในรัฐธรรมนูญไทยยังได้ระบุถึงศักดิ์ศรีของความเป็นคนไว้เท่าเทียมกันชัดเจนแล้ว จึงไม่ควรมีแนวคิดว่าเขาหรือเราต้องใช้ชีวิตแบบเสียสละ เพื่อรับใช้หรือทำให้อีกคนมีความสุขโดยที่ตัวเราไม่ได้มีความสุขด้วยเลยเป้นอันขาด

แนวทางที่ถูกต้องคือ คนสองคนมาใช้ชีวิตร่วมกันเพื่อช่วยเหลือกันให้ชีวิตง่ายขึ้น ช่วยส่งเสริมกันและกัน ให้ความรักต่อกันและอื่นๆ ไม่ควรมีคนหนึ่ง ได้ คนหนึ่ง เสีย เหมือนสำนวนไทยที่เคยได้ยินว่า “เขาได้เสียกันแล้ว” ซึ่งฟังเหมือนมีคนหนึ่งได้คนหนึ่งเสียหรือเปล่า อันที่จริงควรจะได้ด้วยกันทั้งคู่จึงจะดี เหมือนที่เรียกกันว่าเป็นหุ้นส่วนชีวิตกันน่าจะดีกว่า เมื่อแนวคิดเป็นอย่างนี้แล้วไม่ว่าหญิงหรือชายควรรู้สึกว่าตัวเองยังมีอิสระพอที่จะสามารถมีชีวิตของตัวเองหรือขัดแย้งจนอยู่ด้วยกันไม่ได้ เช่น คนหนึ่งต้องการอยู่เมืองไทย อีกคนต้องการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เป็นต้น แม้เรื่องสุดโต่งแบบนี้บางคู่ยังสามารถตกลงกันได้เหมือนกัน คืออยู่กันคนละประเทศแล้วใช้ชีวิตแบบไปๆ มาๆ ถ้าทั้งสองคนเต็มใจก็ใช้ได้เหมือนกัน

แต่ที่ถูกเขียนหมายถึงคือ ชีวิตคนเรามีหลายด้านชีวิตของเรามีหลายมิติ ไม่ได้มีเรื่องคู่ครองหรือครอบครัวเท่านั้น และที่สำคัญที่สุดคือตัวเรานั่นแหละ ที่เราต้องรักษาดูแลตัวเองให้ดี ใช้ชีวิตให้สมดุล จะได้มีความสบายใจ รู้สึกมีสุขภาพจิตดี รู้สึกตัวเองยังเป็นคนมีคุณค่าเหมือนเดิมอยู่ เพื่อให้ชีวิตเราไม่เสียสมดุล ไม่ลืมหรือละเลยเรื่องสำคัญๆ บางเรื่องไป

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะหนีไม่พ้นเรื่องพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับมนุษย์และทุกคนต้องการเช่น

      1. คู่ครอง

      2. ลูก/ญาติ

      3. อาชีพ การงาน

      4. เพื่อน

      5. สังคมภายนอก

      6. สุขภาพ/ออกกำลังกาย/บริหารจิต

      7. พักผ่อน

      8. บันเทิง/ งานอดิเรก

      9. การเรียนรู้

ตามประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่าคนในสังคมไทยที่ใช้ชีวิตอย่างไม่สมดุลจนเกิดเรื่องแล้ว จะรู้สึกผิดหวังและผิดพลาดมากก็คือหญิงไทยจำนวนหนึ่งจะใช้ชีวิตแบบไม่มีวงกลมแทนตัวเองเลยและวงกลมใหญ่ยังมีเพียงสองเรื่องคือสามีและลูกดังภาพต่อไปนี้

สามี ลูก

เนื่องจากไม่นึกถึงตัวเองเลย ชีวิตมีแต่สามีและลูก ทุ่มเทหมดตัวหมดใจแบบที่เรียกว่า ทุ่มทั้งตัวเททั้งใจ ยอมทิ้งทุกอย่างสละทุกอย่างในชีวิตไปหมดแล้ว ชีวิตก็คือสามีและลูก ถ้าเกิดต้องเสียสามีไปหรือเสียลูกไป เช่น สามีเสียชีวิต สามีไปมีภรรยาน้อย สามีขอหย่า ลูกป่วย ลูกตาย ลูกไปมีแฟน ลูกจะแต่งงาน จะเกิดความเสียใจที่รุนแรง หิดหวังรุนแรง ช้ำใจอย่างมากมาย จนชีวิตเกือบจะอยู่ไม่ได้ บางคนถึงกับอยู่ไม่ได้เลย โดยการทำลายชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายก็มีให้พบเห็นได้บ่อยๆ

แต่ถ้าชีวิตมีเรื่องอื่นๆ อีก 8-9เรื่อง แม้ต้องสูญเสียไปเรื่องหนึ่งจะยังเหลือสิ่งอื่นๆ ในชีวิต 7-8 เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเหลือตัวเองเป็นหลักไว้ย่อมอยู่ได้ ย่อมดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างแน่นอน ส่วนชายไทยบางคนที่ใช้ชีวิตไม่สมดุล มักจะใช้ชีวิตเพียงด้านเดียวเป็นหลัก คือ การทำงาน ฉะนั้นวงกลมของเขาจึงมีเรื่องเดียว

งาน

ดังนั้นชายไทยเหล่านี้พอเกษียณจากงานจะหมดเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับงานไปด้วย เพราะสังคมก็เป็นสังคมเกี่ยวกับงานเท่านั้น ชีวิตจึงว่างเปล่า ว้าเหว่ ไม่รู้จะทำอย่างไร ทำอะไรไม่เป็นนอกจากทำงานตามอาชีพ พออยู่บ้านจะค่อยๆ เฉาไปเรื่อยๆ จึงมักมีอายุสั้น เพราะเศร้าซึมหรือหงุดหงิด บางครั้งก็อาละวาดคนในบ้านที่อยู่ใกล้ตัวให้ไม่มีความสุขไปด้วย

ตัวอย่างที่เคยพบคือ มีภรรยาคนหนึ่งมีอาการเครียด เนื่องจากสามีเกษียณแล้วมาอยู่บ้าน แล้วบ่นว่าทุกอย่าง ทุกคนในบ้านเพราะตัวสามีเองหงุดหงิด จนทำให้ภรรยาเครียดมาก หมอต้องให้ยาช่วยระงับอาการ เพราะต้องอยู่กับสามี ไม่อย่างนั้นลูกคนใดคนหนึ่งต้องมาอยู่เป็นเพื่อนพ่อ แม่ก็สงสารลูกที่ต้องมาทนพ่อ แม่จึงอยู่เสียเอง อยู่มาวันหนึ่งภรรยามาพบแพทย์พร้อมบอกว่า ไม่ต้องทานยาของหมอแล้ว แพทย์ดีใจถามว่าหายแล้วหรือถึงเลิกยาได้แล้ว ภรรยาบอกว่าเพราะสามีเสียชีวิตแล้ว เลยไม่เครียดอีกเพราะต้นตอความเครียดหายไป

อีกกรณีหนึ่งลูกสาวมาปรึกษาจิตแพทย์ว่า คุณพ่อซึ่งเคยมีตำแหน่งใหญ่โตมากในชีวิตการทำงาน เวลานี้เกษียณอยู่บ้านเฉยๆ ดูท่าทางพ่อหงอยเหงามาก ส่วนใหญ่นั่งเฉยๆ ซึมเซาไม่ทำอะไร ลูกรู้สึกสงสารพ่อจึงมาปรึกษาแทนเพราะพ่อไม่ยอมมาพบแพทย์ด้วย บอกว่าไม่เป็นอะไร แพทย์จึงแนะนำให้ช่วยคุณพ่อหางานอดิเรกทำให้เพลิดเพลิน หากิจกรรมที่สนใจทำ ลูกบอกว่าพ่อเป็นคนทำอะไรไม่เป็นเลยเพราะตลอดชีวิตไม่เคยหยิบจับอะไร ยกเว้นคุณพ่อจะเช็ดทำความสะอาดรถเอง แต่บัดนี้ไม่ได้ไปทำงานจึงไม่จำเป็นต้องใช้รถด้วย เลยไม่เหลืออะไรให้ทำ จึงหงอยเหงาและเฉาลงเรื่อยๆ จิตใจที่หดหู่ไม่สดชื่นมีส่วนทำให้สุขภาพทั่วไปถดถอยลง จึงทำให้อายุสั้นลงได้หลังเกษียณ ดังนั้นการปรับตัวหลังเกษียณเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญเหมือนกัน แต่การใช้ชีวิตที่ถูกต้องสมดุลตั้งแต่แรกน่าจะดีกว่าและยังทำให้ชีวิตหลังเกษียณยังสมดุลต่อไปด้วย

*******************************************

ข้อมูลจาก ติวเข้ม เต็มรัก ชีวิตคู่ หน้า 113-122

13 ธันวาคม 2547

By ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

Views, 3878