ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ขัดแย้งเรื่องเลี้ยงลูก(ตอนที่ 1)

ขัดแย้งเรื่องเลี้ยงลูก(ตอนที่ 1)

โดย ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
ข้อมูลจาก ติวเข้ม เต็มรัก ชีวิตคู่ หน้า 185-194

สำหรับชีวิตคู่เรื่องการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องธรรมดา ในสมัยก่อนเกือบทุกคู่ต้องการมีลูกด้วยกันแทบทั้งสิ้น อาจเพราะด้วยธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากสืบเผ่าพันธุ์และยังมีเหตุผลทางสังคมอีกสำหรับสังคมที่ไม่พัฒนาเต็มที่ หรือสังคมที่ไม่มีระบบประกันสังคม ที่จะสามารถทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่หลังเกษียณสามารถมีเงินทองดูแลชีวิตตัวเองยามชรา สังคมที่ไม่มีหลักประกันเรื่องนี้ จึงมักหวังพึ่งพาลูกหลานให้ดูแลตนเมื่อแก่เหมือนที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ ว่าไม่มีลูก ไม่ได้แต่งงาน แก่ตัวจะลำบาก เพราะไม่มีคนจะดูแล คนทั่วไปจึงต้องการจะมีลูกหลานไว้พึ่งพาด้วย ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่ใช่หลักประกันที่ดีเสมอไป ดังที่ทุกคนเคยเห็นภาพของบิดามารดาที่ถูกลูกหลานทอดทิ้งมากมาย คนสมัยหลังๆ หรือในสังคมที่พัฒนามากๆ บางครั้งคนเลือกการมีชีวิตแต่งงานอยู่กันเป็นคู่แต่ไม่เลือกที่จะมีลูกมากขึ้น เพราะการเลี้ยงลูกหนึ่งคนให้เติบโตนับเป็นภาระหนักมากและยาวนานเป็นสิบๆ ปี แต่ถึงอย่างไรก็ตามครอบครัวส่วนใหญ่ยังเลือกการมีลูกอย่างน้อย 1-2 คน เพราะคงอยากมีวงจรชีวิตที่สมบูรณ์และมีโอกาสที่จะได้ประสบการณ์ของการเป็นพ่อแม่

ปัญหาระหว่างสามีและภรรยาที่อาจเกิดขึ้นหลังการมีลูกด้วยกันทีได้หลายๆ อย่าง เช่น

      1. ปัญหาพ่อไม่ช่วยแม่เลี้ยงลูกมากเท่าที่ควร

      2. ขัดแย้งเรื่องวิธีเลี้ยงลูก

      3. ปัญหาแม่สนใจแต่ลูก ไม่สนใจพ่อเลยหลังมีลูก

      4. ปัญหาญาติเข้ามาก้าวก่ายด้วยการเลี้ยงลูก

      1. ปัญหาพ่อไม่ช่วยแม่เลี้ยงลูกมากเท่าที่ควร

ปัญหานี้ทำให้แม่เหน็ดเหนื่อยมาก โดยเฉพาะแม่ที่ไม่มีญาติช่วย เพราะแยกมาอยู่เป็นครอบครัวเดี่ยวๆ และถ้าแม่ก็ไม่สามารถจ้างคนมาช่วย อาจด้วยฐานะทางการเงินไม่ดีพอ หรือเพราะพ่อเห็นว่าตัวเองทำงานนอกบ้านคอยไปหาเงินมาดูแลครอบครัวก็เหนื่อยมากพอแล้ว ส่วนแม่ทำหน้าที่เดียวคือเป็นแม่บ้านเท่านั้น จึงเห็นว่าเรื่องงานในบ้านและงานเลี้ยงลูกเป็นเรื่องของแม่

พ่อเหล่านี้คงลืมพิจารณาว่าการทำงานนอกบ้านนั้นทำงานชั่วโมงจำกัด เช่น 8-10 ชั่งโมงต่อวันก็จบ ส่วนงานบ้านจะยาวนานกว่านั้น นอกจากนั้นวันเสาร์วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์แม่จะไม่ได้หยุดส่วนพ่อได้หยุด ยิ่งเป็นงานเลี้ยงลูกด้วยแล้วหนักมาก เพราะต้องทำ 24 ชั่วโมง ต่อวันเลยทีเดียว โดยเฉพาะช่วงลูกอายุต่ำกว่า 5-6 ปี เพราะลูกยังช่วยตัวเองไม่ได้ แม่ต้องดูแลทุกอย่างให้

ฉะนั้น พ่อจึงควรเห็นใจแม่ ควรอย่างยิ่งที่จะช่วยแม่ทั้งงานบ้านและงานเลี้ยงลูก และยังควรหาโอกาสให้แม่มีเวลาหยุดพักด้วย เพื่อสุขภาพจิตที่ดีของแม่ ถ้าสามารถทำได้ควรอย่างยิ่ง ที่จะให้แม่มีผู้ช่วยจะเป็นการดีมากๆ ทั้งสำหรับแม่และพ่อ ถ้าไม่เป็นอย่างที่ว่านี้แม่เหนื่อยมากเข้าจะรู้สึกขุ่นเคืองพ่อ ความไม่พอใจจะสะสมมากขึ้น จนเป็นปัญหาต่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ในภายหลัง

มีงานวิจัยพบว่าถ้าพ่อช่วยเลี้ยงลูกจะช่วยให้ลูกฉลาดขึ้น เช่น ลูกจะมีการเรียนรู้ มีการปรับตัว และมีทักษะทางสังคมดีกว่าเด็กที่พ่อไม่ได้เลี้ยงดู พ่อจึงควรอย่างยิ่งที่จะช่วยเลี้ยงลูก ลูกจะได้ฉลาด มีอีคิว (EQ) สูง

      2. ขัดแย้งเรื่องวิธีเลี้ยงลูก

      1. พ่อต้องการให้แม่ออกจากงานมาเลี้ยงลูกอย่างเดียว แต่แม่ยังต้องการรักษาอาชีพของตนเองไว้ต่อไป

      2. แม่ต้องการให้ญาติมาช่วยเลี้ยงลูก แต่พ่อไม่อยากให้ญาติทั้งสองฝ่ายเข้ามาอยู่ในบ้าน อยากมีครอบครัวเป็นส่วนตัว

      3. แม่อยากให้ลูกอยู่ในสถานรับเลี้ยงดูเด็กที่ไว้ใจได้ในช่วงเวลากลางวันที่แม่ต้องไปทำงานนอกบ้าน แต่พ่ออยากให้มีพี่เลี้ยงมาดูลูกที่บ้านจะดีกว่า เพราะกลัวลูกไปติดโรคมาจากเด็กอื่นในสถานเลี้ยงดูเด็ก ส่วนแม่ไม่ไว้ใจว่าลับหลังแล้วพี่เลี้ยงคนเดียวจะดูแลลูกดี เพราะไม่มีสายตาของบุคคลที่สามเลย และยังวิตกกังวลว่าพี่เลี้ยงอาจลักพาลูกหนีหายไปเหมือนที่เคยเป็นข่าวด้วย

      4. พ่อต้องการให้ลูกไปโรงเรียนอนุบาลที่ดีมากๆ ที่ราคาแพงลิบลิ่วชนิดที่เรียกว่าเกินฐานะ ส่วนแม่คิดว่าอนุบาลใกล้บ้านจะดีกว่าและควรสงวนเงินทองไว้ในเรื่องที่สำคัญกว่าในอนาคต

      5. พ่อเห็นว่าแม่ตามใจลูกมากเกินไป ช่วยเหลือลูกมากเกินไป จนทำให้ลูกอ่อนแอ เช่น ลูกอยู่อนุบาลแล้วยังต้องป้อนข้าวอยู่ ทั้งๆ ที่เวลาอยู่โรงเรียนลูกกินอาหารเองได้ไม่แพ้เด็กวัยเดียวกัน

      6. แม่เห็นว่าพ่อตามใจลูกมากไป โดยพยายามซื้อของให้ลูกมา แม่กลัวลูกจะเคยตัวแงะมีนิสัยไปทางวัตถุนิยม ซึ่งเวลาลูกขออะไรจากแม่ไม่ได้แล้วขอพ่อจะได้ทุกครั้ง ทำให้ลูกไม่เชื่อฟังแม่ ซ้ำยังไปรักพ่อมากกว่าแม่ พ่อแม่จึงทะเลาะกันเรื่องนี้ได้บ่อยๆ

      7. พ่อหรือแม่ตำหนิอีกฝ่ายหนึ่งต่อหน้าลูกบ่อยๆ ทำให้อีกฝ่ายโกรธมาก เพราะทำให้ลูกไม่เคารพเชื่อฟัง และทำให้อบรมสั่งสอนลูกไม่ได้ เช่น ลูกร้องไห้โยเยพ่ออาจจะอารมณ์เสียแล้วว่าแม่ว่า “เลี้ยงลูกไม่เป็นหรือไง ทำไมลูกจึงร้องไห้บ่อยๆ แบบนี้ เลี้ยงลูกคนเดียวแท้ๆ แม่ฉันเลี้ยงลูกตั้ง 5-6 คน ไม่เห็นมีปัญหาเหมือนคุณเลย” คือพ่อนอกจาจะไม่ช่วยแม่แก้ปัญหาแล้วยังตำหนิติเตียน ย่อมทำให้แม่โกรธได้มากๆ และจำไม่รู้ลืม

      8. พ่อแม่ขัดแย้งกันในวิธีลงโทษลูกเมื่อลูกทำผิด เช่น เมื่อลูกสาวทำผิดซ้ำๆ และก้าวร้าวมากๆ ตักเตือนแล้วหลายๆ ครั้ง ไม่เป็นผล แม่ตัดสินใจต้องลงโทษด้วยการตี พอแม่ตีลูกพ่อไม่ยอมให้ตี เพราะพ่อรักลูกสาวมาก ซ้ำยังบอกว่าถ้าแม่ตีลูกพ่อจะตีแม่บ้าง ทำให้ลูกสาวได้ใจมากจึงยิ่งดื้อก้าวร้าวมากขึ้นทุกวัน แม่จึงโกรธเคืองพ่อมาก เพราะเวลาลูกสาวทำฤทธิ์พ่อไม่ได้อยู่ช่วยจัดการเลย

      9. พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน ทำให้พ่อแม่มีปัญหาต่อกัน ที่พบบ่อยครั้งคือพ่อจะรักลูกสาวมากกว่าลูกชาย ส่วนแม่จะรักลูกชายมากกว่าลูกสาว ทำให้บ้านนี้แบ่งออกเป็นสองค่ายอย่างชัดเจน บางครั้งก็เกิดจากความสงสารและพยายามชดเชยให้ลูกคนที่ได้รับความรักน้อย เช่น แม่รักลูกสาวมากจนออกนอกหน้า พ่อสงสารลูกชายจึงหันมาใกล้ชิดและรักลูกชายมากกว่าลูกสาว พ่อแม่ต่างไม่พอใจในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างคนต่างว่าอีกคนไม่มีใจที่ยุติธรรมและมีความลำเอียง

      10. แม่ไม่ต้องการให้ลูกวัยรุ่นเที่ยวกลางคืน ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ใช้เงินมากๆ แต่พ่อบอกไม่เป็นไร สมัยพ่อเป็นหนุ่มทำมากกว่าลูก ยังไม่เห็นเป็นอะไร ทำให้แม่โกรธพ่อที่ให้ท้ายลูกอย่างผิดๆ เพราะลูกอาจกลับตัวไม่ได้อย่างพ่อ

      11. พ่อไม่พอใจแม่เพราะชอบสนับสนุนให้ลูกสาวฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ทำตัวเป็นสาวไฮโซ ต้องรับส่งด้วยรถหรูราคาแพงใช้ของมียี่ห้อทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า แม่ยอมให้ลูกสะสมกระเป๋าราคาเป็นหลายหมื่นบาทต่อใบ ทั้งๆ ที่ยังเป็นนักเรียนนักศึกษาอยู่ หาเงินเองยังไม่ได้สักบาทเดียว เพียงเพื่อไม่ให้ลูกน้อยหน้าเพื่อนที่มีกระเป๋าราคาแพงใช้อวดกันไปมา พ่อเห็นว่าเป็นค่านิยมที่ผิดไม่ควรส่งเสริม และควรห้ามปรามด้วยซ้ำไป แต่แม่เห็นว่าไม่เสียหายอะไร

จบตอนที่ 1 พบกับ ขัดแย้งเรื่องลูกต่อ ตอนที่ 2 ในบทความตอนต่อไปได้เร็วๆนี้

*******************************************

ข้อมูลจาก: ข้อมูลจาก ติวเข้ม เต็มรัก

22 December 2547

By ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ คณะแพทย์ศาสตร์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

Views, 3788