ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

บาดแผล(ใจ)ที่ไร้เลือด

บาดแผล(ใจ)ที่ไร้เลือด

โดย. กิติกร มีทรัพย์ : บทความพิเศษ จาก มติชน สุดสัปดาห์ ปีที่ 25, ฉบับที่ 1271 วันที่ 24 ธันวาคม 2547 หน้า 29.

สงครามในอิรักวันนี้ มองผ่านมุมประสาทสงคราม คือ อาการเจ็บป่วยด้วย อาการจิตประสาท ของกองกำลังด้านสหรัฐอเมริกาชุกชุมขึ้นอย่างมาก ต้องถือว่าสหรัฐกำลังเผชิญกับเวียดนามแห่งที่สอง อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยากมาก ยิ่งหลังจากการปราบหักต่อกองกำลังรักชาติอิรักที่ต่อต้านอย่างเข้มแข็งที่เมืองใหญ่สามเมือง คือ ฟัลลูจาห์ รามาดี และ อัลอานมา ภาพสงครามเวียดนามแห่งที่สองก็ยิ่งชัด

ทหารหาญสหรัฐเจ็บป่วยด้วยอาการจิตประสาทมากขึ้นจนต้องจัด หน่วยสุขภาพจิต (Mental Health Unit) เข้าไปช่วยบำบัดเยียวยาฟื้นฟูจิตใจทหารเหล่านั้น ใกล้ๆ แนวหน้าเลยทีเดียว หน่วยสุขภาพจิตดังกล่าวประกอบด้วย จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักอาชีวบำบัด ศาสนาจารย์ พยาบาล และนักสังคมสงเคราะห์

ทหารที่เจ็บป่วยด้วยอาการจิตประสาทเหล่านั้น มีความเครียด ความกลัวสุดสุด จากสงครามที่รู้ได้โดยยากว่าศัตรูอยู่ที่ใด อาการนี้เรียกกันว่า สเตรสส์ อินเจอรี่ (stress injury) อาจแปลคร่าวๆ ได้ว่า ความเครียดจากบาดแผลแห่งสงคราม เป็นบาดแผลใจมิใช่บาดแผลทางกาย ไม่เห็นร่องรอยและไม่เห็นเลือดไหล พันตรีเดวิด แรบบ์ แห่งหน่วยรบ 785 บอกว่า เป็น บาดแผลที่ไร้โลหิต (the wounds that don't bleed)

สงครามอิรัก-สหรัฐ ในรอบ 20 เดือนที่ผ่านมา ทหารสหรัฐเสียชีวิตไปแล้ว 1,200 คน บาดเจ็บทางกายไม่น้อยกว่า 8,400 คน และในจำนวนนี้จากการสำรวจล่าสุด มีผู้มีบาดแปลใจสเตรสส์ อินเจอรรี่ 1 ใน 5 ซึ่งตกประมาณ 1,280 คน และขอให้แน่ใจได้เลยว่า จะมีทหารเจ็บป่วยทางใจได้ทุกวัน เพราะทหารสหรัฐตกอยู่ในท่ามกลางการโจมตีได้ทุกทิศทุกทาง จากศัตรูที่มองไม่เห็น อาจเป็นชาวบ้านหน้าตาซื่อๆ จากวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่ผันตัวเองให้เป็นอันตรายได้ตลอดเวลา รถยนต์ กระป๋องน้ำมัน ซากสัตว์ แม้กับซากศพมนุษย์ก็อาจกลายเป็นระเบิดถล่มได้ ทหารต้องระวังซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง-ล่าง-บน จนเกร็งและพร้อมตลอดเวลาไม่มีหยุดพักผ่อน เผลออาจตายได้ ! หากไม่อาจหยุด สเตรสส์ อินเจอรี่ ได้โดยชะงัด มันจะแพร่ระบาดเร็วตลอดกองทัพสหรัฐ อะไรจะเกิดตามมา คงเดาได้ไม่ยาก !

ฟิล ซาบริสกี้ จากนิตยสารไทม์ (ฉบับ 29 พฤศจิกายน 2004) ได้ยกตัวอย่างการเจ็บป่วยด้วย สเตรสส์ อินเจอรี่ ของ สิบเอกจัสติน ฮาร์ดิ้ง สังกัดส่วนหน้าที่ 2 นาวิกโยธิน หน่วยที่ 5 ตั้งฐานทัพอยู่ที่เมืองรามาดี ซึ่งจะมีทหารป่วยทางใจแบบนี้อยู่ไม่ใช่น้อย

สงครามในอิรัก ซาบริสกี้ บอกว่าเหมือน เฮอร์คิวลิส ตัดหัว ไฮดร้า คือ ฆ่าไม่ตายง่ายๆ เมื่อตัดหัวหนึ่งออกไป ตอที่เหลือก็จะแตกเป็นทวีคูณเรื่อยไป ไม่มีหมด ไม่มีตาย มีแต่จะมากขึ้น ถ้าใช้แต่กำลังอาวุธไม่ใช้ความแยบยลอย่างอื่น ไม่มีทางชนะได้เลย (ไฮดร้าเป็นสัตว์ร้ายคล้ายงู มีหลายหัว ปรากฏในเทพปกรณัมของกรีก เฮอร์คิวลิสจอมพลังอาสาปราบ เมื่อเขาตัดหัวไฮดราหัวหนึ่งขาด ก็จะให้น้องชายรีบเอาคบไฟนาบและเผาในทันที หัวใหม่เกิดไม่ได้ ไฮดร้าก็ตายในที่สุด) ฆ่านักรบรักชาติอิรักตายคนหนึ่ง ก็จะเกิดนักรบรักชาติคนอื่นๆ ขึ้นมาแทนเป็นเท่าหนึ่งหรือหลายเท่า ในสงครามเวียดนาม เวียดกงคนหนึ่งตายก็จะเกิดเวียดกงคนใหม่อีกมาก

สิบเอกฮาร์ดิ้ง เมื่อจบการลาดตระเวนในวันหนึ่งก็ยกกองกลับฐาน ระหว่างทางถูกซุ่มโจมตีอย่างรุนแรง ในเวลาสั้นมาก หน่วยลาดตระเวนก็ยับยิน และเพื่อนทหารก็ตายไปต่อหน้าต่อตา ตัวเขารอดได้หวุดหวิดด้วยอารมณ์สั่นสะท้านหวั่นไหวถึงกับหมดสติไปเลย จากนั้นก็กลายเป็นคนหลับยาก ใจก็คิดแต่ภาพถูกถล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อออกลาดตระเวนอีกครั้ง อาการเครียดก็เกิดขึ้นโดยพลัน เขาเกิดความหวาดกลัวอย่างท่วมท้นหัวใจ หน่วยลาดตระเวนวันต่อกันก็พบแต่เหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวน เป็นแบบ บุกโจมตีแล้วหนี สู้แล้วก็เข้าที่ซ่อน เป็นเช่นนี้วันแล้ววันเล่า เกิดความเครียดเรื้อรัง อารมณ์เสียง่าย กวัดไกว หวาดกลัว ระแวง หงุดหงิด เศร้าโศก สับสน คิดฆ่าตัวตายและโกรธเคืองใครๆ เขาไปหมด ทั้งสามารถฆ่าใครๆ ที่คิดว่าเป็นศัตรูได้เสมอ อาการของสิบเอกฮาร์ดิ้ง คือ สเตรสส์ อินเจอรี่ เต็มร้อย ! เป็นบาดแผลใจที่ไร้โลหิต ! ชนิดสมบูรณ์

แท้จริง สเตรสส์ อินเจอรี่ เป็นปัญหาทางใจของทหารในสงครามที่รู้จักกันมาช้านานตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว ครั้งนั้นเรียกว่า เชลล์ ช็อค (shell shock) ผู้ป่วยหมดสติ หรือมีอาการงง สับสน ทางจิต ดุจเดียวกับสมองถูกฝังด้วยสะเก็ดระเบิดเป็นบาดแผลช้ำบวม ประมาณนั้น

ผู้คิดคำนี้คือ พันเอกเฟรเดอริค มอตต์ (Frederick Mott) พยาธิแพทย์ชาวอังกฤษ

ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกว่า การช็อคในจิตใจ (psychological shock) หรือ บาดแผลใจอันเกิดจากการรบ (traumatic reaction to combat) และบางทีก็เรียกสั้นๆ ว่า อาการเครียดจากการรบ (combat stress) หรือ โรคเปลี้ยจากการออกรบ (operation fatique) และที่เรียกกันติดปากทั่วไปก็คือ ประสาทสงคราม (war neurosis)

ส่วนในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม เรียกว่า หมดแรงรบ (combat exhausion) ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตาม สาเหตุหรือต้นตอของมันคือ สงคราม และสงครามเท่านั้น ประมาณว่าในกองรบของทหารสหรัฐมีทหารที่มีอาการ สเตรสส์ อินเจอรี่ อยู่ร้อยละ 10 ของกองรบทั้งหมด

นักจิตวิทยาประมวลสาเหตุของ สเตรสส์ อินเจอรี่ ในเชิงรายละเอียดว่ามีอย่างน้อยที่สุด 7 ประการ

      1. ความกลัว และวิตกกังวลของทหารหาญเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงน่ากลัวของสงคราม ประกอบกับบุคลิกภาพของทหารด้วยว่ามีความทนต่อภาพการบาดเจ็บล้มตายไปต่อหน้าต่อตาของเพื่อนทหารได้เพียงใด

      สำหรับในอิรัก ตามที่สิบเอกฮาร์ดิ้งเล่า มีความรุนแรงชวนให้วิตกกังวลค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการพลีชีพขับรถชน หรือ คาร์ บอมบ์ (car bomb)

      2. ความไม่เป็นมิตรและการคาดเดาได้ยากว่าอะไรจะเกิดขึ้น สงครามในอิรัก ทหารอเมริกัน และชาวอิรักต่างเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน อีกทั้งไม่รู้เลยว่าศัตรูจะมาจากไหน จากอะไร และเมื่อไรจะเกิด ชาวบ้านหน้าตาซื่อๆ ธรรมดาอาจเป็นนักฆ่าทันทีถ้าเผลอ รถยนต์ กระป๋องน้ำมันและซากสัตว์ ข้าศึกใช้เป็นอาวุธลับที่ก่ออันตรายได้เสมอ

      3. ความจำเป็นต้องฆ่าเพราะถือว่าชาวอิรักเป็นศัตรู และอาจฆ่าเพราะความระแวง ฆ่าเพราะคนเหล่านั้นเสมือนสิ่งสกปรก พยายามสร้างความรู้สึกว่าฆ่าสัตว์หรือปีศาจ (เป็นกลไกทางจิตแบบหาเหตุผลเข้าข้างตน) ไม่ใช่ฆ่าคน ทำให้ฆ่าง่ายขึ้น ดังกรณีทรมานอย่างโหดเหี้ยมที่เรือนจำทหารใน อาบู เกลบ ฆ่าล้างหมู่บ้านที่ ไมลาย ในเวียดนาม เป็นต้น ขณะทำการฆ่าหรือทรมาน ผู้กระทำน่าจะมีอารมณ์ ฟุ้งจัด (mania) หรือ ระแวงจัด บางคนบอกว่าการฆ่าเป็นว่าเล่นแบบนี้ เป็น สงครามไร้ความรู้สึก (Numbed Warfare)

      4. การอยู่แนวหน้านานเกินไป ทหารกองรบที่อยู่แนวหน้านานจะเกิดการเบื่อหน่ายคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว กลัวว่าโชคดีที่อยู่รอดปลอดภัยจะสูญหายและจะถูกโจมตี ความรู้สึกวิตกหวาดหวั่นจะตามมา ความเชื่อมั่นและการตัดสินใจดีๆ จะหายไป ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารแนวหน้าเครียดมากเพราะการสับเปลี่ยนมีน้อย ทหารส่วนใหญ่อยู่นานเกินไป ทหารอเมริกันแนวหน้าในอิรักเปลี่ยนเร็วมาก ภายใน 6-12 เดือน กระนั้นก็ดี เตรสส์ อินเจอรี่ ก็ยังเยอะอยู่

      5. พื้นฐานเดิมๆ ของทหาร ทหารที่มีภูมิหลังสบายมาแต่เยาว์วัย ได้รับการปกป้องประคับประคองเกินไป หรือครอบครัวนักบวช มีแนวโน้มจะเครียดได้ง่าย

      6. ขวัญกำลังใจของกลุ่มหรือหน่วยต่อสู้ (Esprit de corps) ถ้ากลุ่มหรือหมู่มั่นคง เด็ดเดี่ยว เหนียวแน่น ไม่กลัวตาย ห่วงใยเอื้ออาทรกัน สเตรสส์ อินเจอรี่ ก็ไม่อาจจู่โจมได้ง่ายๆ

      7. หัวหน้าคุณภาพ การศึกษาวิจัยพบว่า ภาพลักษณ์ของหัวหน้าสำคัญมาก หากเป็นภาพพ่อที่อบอุ่นหรือพี่ชายที่เข้มแข็ง ทหารย่อมกล้าแข็งและไม่รู้สึกเดียวดายใดๆ

ทั้ง 7 ประการ คือ เหตุอันสัมพันธ์กับ เตรสส์ อินเจอรี่ ในสมรภูมิต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าสมรภูมิรบเล็กหรือใหญ่ และแน่ๆ ในสมรภูมิรบของหน่วยรบของสหรัฐในอิรักขณะนี้ ชวนให้ติดตามว่าสหรัฐจะแก้เกมครั้งนี้อย่างไร

บางทีกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายที่นั่นอยู่แนวหน้านานเกินไป อาจเซ็งและเบื่อทำงานรูทีนไปวันๆ อันมีแนวโน้มไปสู่ เตรสส์ อินเจอรี่ ก็ได้ การปรับเปลี่ยนทดแทนแนวหน้าก็น่าจะดี ไม่เพียงดีต่อข้าราชการหรือพนักงานของรัฐเท่านั้น ชาวบ้านในพื้นที่ก็ดีด้วย

*******************************************

28 ธันวาคม 2547

By กิติกร มีทรัพย์ : บทความพิเศษ จาก มติชน สุดสัปดาห์

Views, 6618