ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

การช่วยเหลือทางใจหลังธรณีพิบัติภัยสุนามิ

การช่วยเหลือทางจิตใจหลังเหตุธรณีพิบัติภัยสุนามิ กรณีภาคใต้ 6 จังหวัดของประเทศไทย

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

เมื่อตอนสายของวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกทะเลอันดามันของไทย 6 จังหวัดภาคใต้ประกอบไปด้วย ภูเก็ต พังงา สตูล ระนอง กระบี่ และตรัง ประสบกับภัยธรรมชาติอย่างรุนแรงและเฉียบพลันไม่ทันตั้งตัวที่เรียกว่า "ธรนีพิบัติภัย สุนามิ" เป็นเหตุให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก (เพราะอยู่ในช่วงฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่) ต้องประสบเหตุบาดเจ็บ เสียชีวิต และยังสูญหายเป็นจำนวนมาก รวมทั้งต้องสูญเสียทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย และอุปกรณ์การทำมาอาเลี้ยงชีพ อย่างไม่อาจประมาณค่าได้

"กรมสุขภาพจิตขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และร่วมไว้อาลัยแก่ผู้สูญเสียชีวิต ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ มา ณ.ที่นี้ ด้วยค่ะ"

ส่วนผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องประสบกับภาวะสูญเสียทรัพย์สิน และญาติพี่น้อง และอาจจะต้องประสบกับปัญหาทางจิตใจ กรมสุขภาพจิตจึงขอนำเสนอบทความเพื่อการดูแลจิตใจเบื้องต้นมาดังนี้คือ................

ภัยพิบัติรุนแรงสุนามิ สร้างความเสียหายรุนแรงแบบที่บ้านเราไม่เคยเจอมาก่อน นี่เป็นสิ่งที่เราต้องทบทวน เรียนรู้ในด้านต่างๆ เพื่อที่จะช่วยเหลือกันให้ได้ดีที่สุด

หลังประสบกับมหันตภัยรุนแรงเช่นนี้ แต่ละคนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะบุคลิกพื้นฐาน ความรุนแรงของเหตุการณ์ การสูญเสียคนในครอบครัว และการช่วยเหลือจากคนรอบข้าง อย่างไรก็ตามในระยะแรกของการประสบกับภัยพิบัติที่รุนแรงเช่นนี้ ส่วนใหญ่จะมีปฏิกิริยาคล้ายๆ กัน ซึ่งโดยทั่วไปจะถือกันว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปตามปกติของคนเรา ซึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้นในเวลาช้าเร็วต่างกัน โดยรวมจะกลับสู่สภาพจิตใจที่เป็นปกติภายใน 6 เดือนถึงปีครึ่ง

ปฏิกิริยาตอบสนองที่พบได้ตามปกติของคนเรา ได้แก่

-> อารมณ์ ช็อค ผวากลัว เศร้า โกรธ หงุดหงิด มึนชาไม่รับรู้อะไร เหมือนตกอยู่ในความฝัน

->ความคิด สับสน ไม่เชื่อ คิดฟุ้งซ่าน สมาธิความจำแย่ลง ตัดสินใจอะไรไม่ได้ รู้สึกผิดโทษตนเอง

->ร่างกาย อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ตื่นตัวตลอด สะดุ้งตกใจง่าย ปวดหัว ปวดท้อง ไม่อยากกินอะไร

->ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น : แยกตัว ขัดแย้งโต้เถียง การเรียนการงานแย่ลง

ที่ควรทราบคือ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของจิตใจคนเรา อย่าไปคิดว่าจะดีเร็วภายในอาทิตย์สองอาทิตย์ โดยทั่วไป ต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าที่พอจะเริ่มทำใจได้บ้าง

ในบางคนอาจพบปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงมาก ได้แก่ หวาดผวาตลอด ร้องไห้ไม่หยุด พูดจาสับสน ซึมเศร้ามาก อยากตาย อยู่ในโลกของตัวเองไม่รับรู้อะไร อยู่เฉยที่ทำอะไรเลย ประสาทหลอน หวาดระแวงมาก มักจะเกิดกับผู้ที่มีการสูญเสียมาก ประสบกับเหตุที่รุนแรงมาก มีจิตใจอ่อนแอ สุขภาพจิตเดิมไม่ค่อยดี หรือมีปัญหาทางจิตเวชมาก่อน ถ้ามีลักษณะเช่นนี้ ญาติหรือคนใกล้เคียงควรรีบพาไปปรึกษาแพทย์ เพราะจำเป็นต้องให้ยาเพื่อลดความเครียดให้ได้พักผ่อน

ประเด็นสำคัญในการช่วยเหลือในระยะนี้ ได้แก่ มีคนใกล้ชิดคอยดูแลให้กำลังใจในผู้มีปัญหาทางจิตใจมาก ส่งเสริมให้แต่ละคนกลับไปทำหน้าที่ตามเดิมเช่นไปโรงเรียนไปทำงาน พ่อแม่และครูให้การปลอบโยนปรึกษาแก่นักเรียน มีหน่วยงานให้การช่วยเหลือเขาในเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจน ลดขั้นตอน ความยุ่งยากต่างๆ ในการติดต่อขอความช่วยเหลือ

ผู้ที่จะช่วยเขาฟื้นฟูจิตใจได้ดีที่สุดคือบุคลที่เขารู้สึกนับถือ ผูกพัน การได้ระบายความรู้สึกต่างๆ ออกมา ทั้งความรู้สึกเศร้าโศก เสียใจ ความรู้สึกผิด ความโกรธ จะทำให้จิตใจค่อยๆ ผ่อนคลายลง ค่อยๆ กลับคืนสู่ชีวิตจริงที่ต้องดำเนินไป อย่าปิดกั้น รีบปลอบใจโดยที่เขายังไม่ทันได้เล่าเรื่องหรือบอกอารมณ์ความรู้สึกของเขา ไม่ต้องกลัวว่าไม่รู้จะแนะนำอะไร เพราะแค่รับฟัง ถามไถ่ให้เขาได้แสดงออกก็ช่วยได้มากแล้ว

ผู้ที่ให้การช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติก็ต้องดูแลตนเองเช่นกัน ต้องมีการนอนหลับ มีช่วงพักที่พอเพียง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำในแต่ละด้านจะต้องมีการพักผ่อน กินข้าว พูดคุยสนทนากับคนในครอบครัว เพื่อที่จะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การทุ่มอุทิศช่วยเหลืออย่างสุดตัวโดยไม่พักผ่อนอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาด หรืออ่อนล้า หงุดหงิด ผิดหวังที่คนอื่นไม่ทำเต็มที่ หากมีการสัมภาษณ์ทางสื่อถ้าเป็นไปได้ ให้มีคนที่ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะแทน เพื่อที่ตนเองจะได้ให้ความสนใจกับภาระกิจได้อย่างเต็มที่ ในบางครั้งในสถาณการณ์ที่กดดันเขาอาจให้สัมภาษณ์หรือกล่าวอะไรออกไปจากอารมณ์ความรู้สึกที่มีในตอนนั้นหรือจากความอ่อนเพลีย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกผิดในตอนหลังว่าไม่น่าจะพูดอย่างนั้น

การเสนอข่าวของสื่อมวลชนมีผลต่อการฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชน ควรเลี่ยงการนำเสนอภาพผู้ประสบภัย หรือเหตุการณ์แบบซ้ำๆ บ่อยๆ

ประเด็นในการนำเสนอในขณะนี้ควรเปลี่ยนจากการลงรายละเอียดว่าใครประสบเหตุการณ์อะไร สูญเสียอะไรไปบ้าง ไปสู่ประเด็นในแง่ของการฟื้นฟูช่วยเหลือทั้งทางด้านที่อยู่อาศัย อาชีพ ความเป็นอยู่ มีการสัมภาษณ์ผู้ที่มีการปรับตัวที่ดี สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อชี้แนะแนวทางในการปรับตัวในด้านต่างๆ เหล่านี้เพื่อฟื้นฟูเสริมสร้างพลังใจต่อไป

<< ในสถานการณ์เช่นนี้น้ำใจที่คนเรามีต่อกันจะเป็นการเยียวยาที่ดีที่สุด >>

แหล่งข้อมูล: ด้วยความอนุเคราะห์ข้อมูลสำหรับการเผยแพร่ครั้งนี้จาก www.ramamental.com

*******************************************

สุนามิ กับการดูแลเด็กที่ประสบธรณีพิบัติภัยสุนามิ..ตามระดับอายุของเด็ก

โดย แพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต

ข่าวเรื่องคลื่นยักษ์สึนามิถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ ของประเทศไทยยังคงเป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศ ระหว่างที่ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด สิ่งที่เห็นคือผู้ประสบภัยไม่เลือกเพศ เชื้อชาติและอายุ เห็นภาพผลกระทบในเด็กตั้งแต่แรกเกิด เด็กที่ประสบภัยต้องการการช่วยเหลือสภาวะทางจิตใจเพื่อให้สามารถกลับมาเติบโตและยังคงความสดใสตามวัยของเขา

ข้อแนะนำในเบื้องต้น

เด็กต้องการเวลามากขึ้น และต้องการการพูดคุยกับใครสักคน หากเป็นพ่อแม่คนใกล้ชิดจะดีที่สุด หาทางให้เด็กได้พบกับคนคุ้นเคยเร็วที่สุด สิ่งที่ผู้ดูแลควรทำคือรับฟัง ให้เด็กเล่าสิ่งที่เขาประสบ เพื่อจะทราบว่าเขารับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ในขณะที่รับฟังควรสังเกตการแสดงออก เพื่อดูว่าเด็กมีความตึงเครียดมากขนาดไหน อาการตึงเครียดแสดงออกผ่านหน้าตา ท่าทาง การนิ่งมองที่จุดเดิม เหม่อลอย สะดุ้ง ไม่มีสมาธิ อาการทางร่างกายอย่างอาการปวดท้อง อาจเป็นผลมาจากความกดดันทางจิตใจ

หากสามารถนำเด็กกลับบ้าน ที่ที่คุ้นเคยได้เร็วจะดีสำหรับเด็ก ผู้ดูแลที่สามารถทำกิจกรรมที่เด็กชอบกับเด็กจะช่วยได้มาก ควรคุยสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กตามความเป็นจริงเท่าที่เด็กสามารถรับรู้ได้ ไม่ควรทำให้เด็กรู้สึกว่าผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ พยายามทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเล็กน้อย เหมือนไม่มีอะไร ตอบคำถามในสิ่งที่เด็กสงสัย หากเป็นเรื่องที่อาจกระทบทางอารมณ์ ยังคงต้องช่วยให้เด็กรับรู้ตามความเป็นจริง ดีกว่าการโกหกหลอกลวง แต่ต้องช่วยให้เด็กมั่นใจว่าเขาปลอดภัย มีผู้ที่จะอยู่และดูแลเขา

การดูแลเด็กที่ประสบภัยตามระดับอายุของเด็ก

เด็กแรกเกิดถึง 3 ขวบ

การแสดงออกจะเป็นด้านพฤติกรรม เนื่องจากยังไม่สามารถใช้ภาษาได้ดี เด็กจะมีปัญเรื่องการดูดนม การรับประทาน การนอน ร้องงอแง เกาะติดหรือแยกตัว มีอาการถดถอย ไม่ยอมทำอะไรด้วยตนเอง เป็นช่วงเวลาที่ต้องเอาใจใส่ดูแลใกล้ชิดเรื่องความเป็นอยู่ การพักผ่อน การโอบกอด และการเล่น หากผู้ดูแลเด็กประสบภัยด้วย ต้องมีคนช่วยให้จัดการกับความกดดันของตนเอง เพื่อไปทำหน้าที่ดูแลเด็ก

เด็กเล็ก 3-5 ขวบ

เด็กมีอาการแสดงออกคล้ายกับในเด็กแรกเกิดถึงสามขวบ แต่มีความสามารถทางภาษา ควรพูดคุย รับฟังสิ่งที่เด็กต้องการจะเล่า ดูแลให้เด็กเข้าสู่กิจวัตรประจำวัน อดทนต่อการถดถอยของเด็ก ความสามารถในการขับถ่าย ฝึกฝนให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองอย่างที่เคยทำได้

เด็กโต 6-12 ปี

สิ่งที่ควรสังเกตจากเด็กคือเด็กคิดอย่างไร เด็กวัยนี้อาจรู้สึกผิด รู้สึกว่าตนเองไม่ได้ทำอย่างที่ควรจะทำ เป็นผลให้เกิดความรุนแรงขึ้น เช่น เป็นเพราะเขามัวแต่เล่น ทำให้พ่อแม่ที่ออกมาตามต้องเสียชีวิต นอกจากการพูดคุยเพื่อช่วยเหลือด้านจิตใจ สามารถใช้งานศิลปะในการระบายความรู้สึกในบางช่วงต้องช่วยให้เด็กแยกส่วนที่เขาคิดแบบจินตนาการกับความจริงเด็กต้องการการยืนยันให้มั่นใจว่าความรุนแรงผ่านไป

เด็กวัยรุ่น

ปฏิกิริยาคล้ายผู้ใหญ่ มีความกดดัน ความกลัว รู้สึกผิด รู้สึกเหมือนแปลกแยกกับเหตุการณ์เพื่อปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กอาจมีลักษณะซึม เงียบ เหม่อลอย หรือกระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย ฝันร้ายถึงเหตุการณ์ หากประสบภัยร่วมกันครอบครัวสามารถแลกเปลี่ยนพูดคุย เพื่อช่วยเหลือทางจิตใจซึ่งกันและกัน สนับสนุนการทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว ระมัดระวัง ความรู้สึกของเด็กที่มองตนเองว่าแย่ในเวลาเผชิญเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่เขาควรแก้ไขได้เองแต่ความสามารถตรงนี้ของเด็กอาจลดลง

เด็กแต่ละคนใช้เวลาในการผ่านช่วงเวลากระทบกระเทือนทางใจไม่เท่ากัน โดยทั่วไปไม่เกิน 3 เดือน หากเด็กยังคงมีลักษณะแยกตัว ไม่สามารถทำกิจกรรมอย่างที่เคยทำ หวาดกลัว เกาะติดคนอื่น มีปัญหาทางอารมณ์กับคนรอบข้าง แสดงว่าผลกระทบรุนแรง เด็กต้องการการช่วยเหลือด้านจิตใจจากแพทย์

พ่อแม่ผู้ทำหน้าที่ดูแลเด็กต้องไม่ลืมที่จะดูแลจิตใจตนเอง พ่อแม่มักกังวลไปล่วงหน้ากลัวว่าลูกจะมีปัญหาในอนาคต ทำให้มีปฏิกิริยามากเกินไป ปกป้องมากจนเด็กไม่สามารถผ่านเหตุการณ์ด้วยตนเอง หรือพ่อแม่หดหู่ใจจนไม่สามารถดูแลจิตใจลูกได้ ภาวะทางจิตใจของพ่อแม่จะช่วยให้ลูกมั่นใจว่าครอบครัวสามารถควบคุมสถานการณ์กลับมาได้แล้ว ที่สำคัญอีกประการหนึ่งการดูแลเด็กไม่ให้รับรู้ข่าวสารจากสื่อมากเกินไป โดยเฉพาะในเด็กเล็ก การเห็นภาพซ้ำๆ จะทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัว วาดภาพความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามไม่สามารถปิดกั้นเด็กจากข้อมูลข่าวสารได้ ควรจะดูร่วมกัน ให้คำอธิบาย หากเด็กมีปฏิกิริยาท่าทางอารมณ์ขณะชมภาพ ต้องสัมผัสให้ความรู้สึกปลอดภัยกับเด็กทันที ในเรื่องสื่อรวมทั้งเด็กที่ไม่ได้ประสบภัย พ่อแม่ควรพูดคุย อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นให้ลูกฟัง อย่ามัวแต่ติดตามข่าวอย่างเคร่งเครียดจนลืมไปว่าลูกรับข้อมูลข่าวสารที่มากเกินไปสำหรับวัยของเขา

*******************************************

30 ธันวาคม 2547

By รศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

Views, 4203