ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

วัยรุ่น กับ การมีเพศสัมพันธ์ (ตอนจบ)

วัยรุ่น กับ การมีเพศสัมพันธ์ (ตอนที่ 1)

ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ความต้องการทางเพศในวัยรุ่นนั้นมีมาก ทั้งนี้เป็นธรรมชาติของคนที่เป็นไปตามวัย โดยเฉพาะในวัยรุ่นชายจะเห็นได้อย่างชัดเจน จะเป็นช่วงที่มีความต้องการทางเพศสูงสุดระหว่างแถวๆ อายุประมาณ 16-17 ปีเลยทีเดียว วัยรุ่นหญิงก็มีความต้องการเช่นกัน เช่น ถ้าดูภาพยนตร์ อ่านหนังสือที่พรรณนาบทพลอดรักหรือการร่วมเพศหรือดูภาพโป๊ จะเกิดอารมณ์ทางเพศมากได้อย่างรวดเร็วรุนแรง วัยรุ่นที่มีความรู้จะสามารถปลดปล่อยอารมณ์หรือสนองความต้องการเหล่านี้ได้อย่างถูกวิธี เช่น การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง แต่ถ้าความต้องการไม่รุนแรงอาจทดแทนด้วยวิธีอื่นๆ เช่น เล่นกีฬา มีกิจกรรมอื่นๆ ได้ คนที่ไม่รู้อาจกลัวด้วยว่าการสำเร็จความใคร่จะเป็นอันตราย หรือคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์มานานว่าเป็นเรื่องปกติ ใช้ได้ทั้งหญิงชาย แม้คนที่เป็นสามีภรรยากันแล้ว บางครั้งคู่ของตนไม่สามารถตอบสนองทางเพศได้ตามต้องการก็ยังสามารถสำเร็จความใคร่ได้ทั้งสามีและภรรยา เช่น เวลาความต้องการไม่ตรงกัน หรือสามีป่วย ภรรยาป่วย เป็นต้น มีข้อท้วงนิดหน่อยเกี่ยวกับการสำเร็จความใคร่ คือ ขอเพียงอย่าหมกมุ่นและกระทำบ่อยจนร่างกายอ่อนเพลีย เช่น กระทำวันละหลายๆ ครั้ง หรือเป็นสิบๆ ครั้งต่อวัน

คำถามต่อไปคือถามว่าถ้ามีแฟนแล้ว ต่างคนต่างมีความต้องการทางเพศขึ้นมีเพศสัมพันธ์จริงๆ เลยไม่ดีกว่าหรือ เป็นที่ถกเถียงกันมากในเรื่องนี้ บ้างว่าไม่เห็นเป็นอะไรชาติตะวันตกเขาก็ทำกันมาก พ่อแม่ของเขาก็ยอมรับได้ เราจะเชยไหมถ้าไม่ทำ วัยรุ่นหญิงบางคนก็คิดว่าแฟนจะเลิก ถ้าไม่ยอมให้แฟนมีเพศสัมพันธ์ด้วยเมื่อเขาต้องการ คนอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะพ่อแม่คนไทยจะไม่เห็นด้วยกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน เพราะถือว่า เพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติก็จริงแต่ไม่ใช่อยากเมื่อใดก็เมื่อนั้น บอกว่าคนที่เจริญแล้วต้องมีวัฒนธรรมประเพณีด้วย เหมือนการกินการอยู่ ไม่ใช่มูมมาม ต้องมีมารยาทกาละเทศะด้วยเหมือนกับการขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะเป็นธรรมชาติก็จริง แต่ไม่ใช่ปวดเมื่อไหร่ก็ถ่ายออกมาเหมือนช้างม้าวัวควาย ต้องไปถ่ายในที่ที่จัดไว้อย่างเหมาะสม ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเถียงกันได้ตลอดไป มีเหตุผลด้วยกันของทั้ง 2 ฝ่าย

หมอขอเสนอแนะสำหรับวัยรุ่น ดังนี้ คือ ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ต้องยึดหลัก 2 ประการนี้

1.มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยและรับผิดชอบ คือทั้งวัยรุ่นหญิงและชายต้องไม่ติดโรคจากกันและกัน ถ้าเป็นวัยรุ่นหญิงจะต้องไม่ให้ตัวเองท้อง วัยรุ่นชายต้องไม่ทำให้แฟนท้อง เพราะต่างยังไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตเด็กที่จะเกิดมาใหม่ได้ ไม่เป็นการยุติธรรมเลยสำหรับลูกที่จะเกิดมา หรือถ้าพูดแบบไทยๆ น่าจะเป็นบาปที่มีลูกแล้วไม่สามารถเลี้ยงดูเขาและให้โอกาสที่ดีกับชีวิตของเขา ฉะนั้นต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่จะมีเพศสัมพันธ์หรือที่เรียกว่า “ถุงยางร้อยเปอร์เซ็นต์”

2.ต้องถามใจตัวเองก่อน ว่าจะเกิดความขัดแย้งไม่สบายใจเกิดขึ้นตามมาภายหลังหรือไม่ เช่น รู้อยู่ว่าพ่อแม่ไม่ยอมรับค่านิยมแบบนี้แน่ๆ และตัวเองที่จริงแล้วลึกๆ ก็ไม่ยอมรับ ถ้าทำไปแล้วต่อมาจะรู้สึกตัวเองด้อยคุณค่าลงหรือจะรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกใช้หรือไม่ โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงต้องคิดให้ดี เพราะโดยธรรมชาติอาจมีข้อเสียเปรียบทางสรีระร่างกายเมื่อเทียบกับวัยรุ่นชาย เพราะการมีเพศสัมพันธ์ใหม่ๆ ครั้งแรกๆ ฝ่ายหญิงส่วนใหญ่มักไม่มีความสุขจากเพศสัมพันธ์ อาจมีความเจ็บปวดด้วยซ้ำไปถ้าคู่ของตัวกระทำรุนแรงไม่อ่อนโยนหรือไม่เข้าใจธรรมชาติของเพศหญิง แต่วัยรุ่นชายส่วนใหญ่น่าจะไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงธรรมชาติของเพศหญิงเพราะตัวเองก็อายุน้อย ประสบการณ์ชีวิตยังน้อยเช่นกัน

ฉะนั้นวัยรุ่นชายจำนวนหนึ่งจึงอาจกระทำไปตามแรงกดดันต้องการทางเพศเท่านั้น อาจไม่ได้มาคำนึงถึง ฝ่ายหญิงว่าจะรู้สึกอย่างไรก็ได้ เพราะถ้าเจอวัยรุ่นชายประเภทนี้ วัยรุ่นหญิงก็กลายเป็นเพียงอุปกรณ์ทางเพศ เท่านั้น คือฝ่ายชายมาใช้ร่างกายฝ่ายหญิงปลดปล่อยความใคร่เท่านั้นเอง ผู้ใหญ่โบราณจึงพูดว่า “มีลูกสาวนั้นเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน ” เข้าใจว่าคงกลัวผู้ชาย มาปลดทุกข์แล้วก็ไปนั่นเอง ฉะนั้นวัยรุ่นชายเองขอให้เข้าใจและเห็นใจข้อเสียเปรียบของ ผู้หญิงด้วย ควรมีความเป็นสุภาพบุรุษกับเพศหญิงให้มาก ไม่ควรมุ่งจะมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนหญิงหรือแฟนตัวเองโดยไม่มีความจริงใจให้หรือไม่ได้มีความรักให้กับเธอ สุภาพบุรุษควรให้เกียรติผู้หญิงแบบผู้เจริญแล้ว

อีกข้อสังเกตหนึ่งพบคือวัยรุ่นหญิงที่มีความว้าเหว่ทางจิตใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเกิดจากขาดความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ หรืออยู่ห่างไกลพ่อแม่ความเหงา วัยรุ่นหญิงกลุ่มนี้บังเอิญมีแฟนมักต้องการความรักความอบอุ่นจากแฟนมาทดแทนดังนั้นจึงอาจยอมให้แฟนมีเพศสัมพันธ์ด้วยเพื่อแลกกับการที่แฟนให้ความใกล้ชิดและเอาใจซึ่งทำให้วัยรุ่นหญิงเข้าใจผิดว่านั่นแหละคือความรักที่ถาวรที่ตนโหยหาก็ได้

ในความเป็นจริงที่สำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่น่านำมาคิดตัดสินใจในการมีเพศสัมพันธ์คือ เรื่องความรัก เพศสัมพันธ์ควรจะเป็นการแสดงออกซึ่งความรู้สึกรักกันระหว่างหญิงชายที่พิเศษมากๆ วัยรุ่นคนใดที่คิดว่าเพศสัมพันธ์นั้นเป็นการแสดงออกที่พิเศษสุดสำหรับคนที่เขารักและคนที่รักเขา วัยรุ่นคนนั้นจะไม่มีเพศสัมพันธ์แบบสำส่อนไม่เลือกเพราะเขาจะต้องการถนอมการแสดงออกนี้ไว้สำหรับคนที่รักเขาและคนที่เขารักเท่านั้น

นอกจากนั้น เรื่องเพศสัมพันธ์ในตะวันตกที่เราพยายามไปเอาอย่างเขานั้น เขามีการเปลี่ยนทัศนคติไปแล้วตามลำดับคือ จากเดิมที่คนกลุ่มหนึ่งนิยมชมชอบ free sex คือมีเพศสัมพันธ์อย่างอิสระแต่ที่จริงคือมีเพศสัมพันธ์อย่างเลอะเทอะมากกว่าแม้ได้พยายามเรียกให้ฟังดูดี ต่อมา free sex มีปัญหามากจึงเปลี่ยนเป็น safe sez คือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยจากโรคและการตั้งท้อง แต่ก็พบว่ายังมีปัญหาอีก เพราะทำไม่ได้เสมอไป และรู้แล้วว่าผลได้ไม่คุ้มกับผลเสียต่างๆ ที่ตามมาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ปัจจุบันเขาเลยเปลี่ยนทัศนคติอีกว่าควรจะเป็น no sex คือการไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนเวลาอันควรและก่อนที่ตัวเองจะรับผิดชอบได้จะดีที่สุด ฉะนั้นวัยรุ่นไทยอยากจะตามตะวันตกก็ อย่าให้ล้าหลัง ควรจะตามให้ทันด้วยถึงการเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นการดีไม่น้อย

คิดว่าหมอได้ให้แนวทางเรื่องเพศสัมพันธ์สำหรับวัยรุ่นมาพอประมาณแล้ว หวังว่าจะเป็นประโยชน์และป้องกันปัญหาชีวิตจากเรื่องเพศสัมพันธ์ได้อย่างแน่นอนค่ะ

ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ ผู้เขียน

*******************************************

แหล่งข้อมูล: บทความพิเศษ จาก ศาสตราจารย์แพทย์หญิงนงพงา ลิ้มสุวรรณ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

11 กุมภาพันธ์ 2548

By ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

Views, 17361