ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

สู่....ชีวิตไร้พิษสุรา

สู่....ชีวิตไร้พิษสุรา

โดย น.พ.ทรงเกียรติ ปิยะกะ

อาจารย์พิเศษ หลักสูตรมหาบัณฑิตสาขาวิทยาการเสพติดบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

บทนำ

หลังจากมหันภัยยาบ้าได้ผ่านพ้นไป ปัญหาการดื่มเหล้าก็เข้ามาแทนที่ และเริ่มขยายตัวในชุมชนไทย เหล้าหรือเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ ถือเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ แต่ก็นับเป็นสารที่เสพติดได้ เหล้าในมือผู้ดื่มที่ผิดปกติจะมีพิษมีภัยไม่น้อยกว่ายาบ้าทีเดียว

เราปราบยาบ้าได้ แต่เราปราบเหล้าไม่ได้ เพราะเหล้าเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และยังมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและทางการเมืองอย่างเหลือล้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเรื่องนี้แต่เนิ่นๆ ก่อนที่ไฟจะลามทุ่ง แพร่ขยายกลายเป็นภาวะวิกฤติของสังคม การแก้ไขมีทั้งการป้องกัน และการบำบัดรักษาผู้ดื่มเหล้าที่ผิดปกติ

แนวทางการปฏิบัติในหนังสือคู่มือ "สู่...ชีวิตไร้พิษสุรา คู่มือการบำบัดผู้ดื่มผิดปกติ" ตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวทาง "จิราสา" ที่เกิดมาจากคำว่า "จิระ" มารวมกับ "อาสา" เพื่อสื่อความหมายของการเสียสละช่วยเหลือกันและกันอย่างต่อเนื่อง จีรังยั่งยืน และก็ตั้งอยู่ในความเชื่อในทรัพยากรทางจริยธรรมของสังคมไทย คือการชอบทำบุญหรือช่วยเหลือกัน นั่นเอง

ความรู้พื้นฐาน

1. เหล้าหรือเครื่องดื่มทุกชนิดที่ผสมแอลกอฮอล์มีคู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์มาเป็นเวลาช้านาน จนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็นสำหรับสังคม

2. แม้ว่าเหล้าจะเป็นสารเสพติดที่มีพิษภัยไม่น้อย มนุษย์ก็ไม่ได้ขยาดกลัว จนถึงกับต้องห้ามผลิต ห้ามดื่ม และต้องปราบปรามเหมือนกับสารเสพติดตัวอื่น ทั้งนี้เพราะผู้คนส่วนใหญ่สามารถกำหนดวิธีการดื่มของตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดผลร้าย และในบางกรณี อาจได้ผลประโยชน์จากเหล้าด้วยซ้ำไป

3. แต่ก็มีผู้คนจำนวนหนึ่ง ที่ไม่สามารถดื่มเหล้าอย่างเป็นปกติได้ ซึ่งอาจจำแนกได้ดังนี้

3.1 แพ้เหล้า คือดื่มปริมาณปกติหรือดื่มปริมาณน้อย แต่กลับมีอาการเมาอาละวาด ควบคุมตนเองไม่ได้

3.2 ดื่มแบบมีปัญหา คือดื่มจนมีปัญหาทางกาย ทางใจ ทางครอบครัวหรือทางสังคม เกิดขึ้น แต่จะหยุดดื่มได้เพียงชั่วคราว และจะหันกลับไปดื่มอีก

3.3 ดื่มแบบเสพติด คือควบคุมการดื่มของตนเองไม่ได้ ดื่มเกือบแทบตลอดเวลา เพราะร่างกายจะทนไม่ได้ถ้าไม่ได้ดื่ม

4. สังคมคาดหวังให้ผู้ดื่มเหล้ารับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเองคือ จะไม่ตำหนิหรือลงโทษ ถ้าดื่มได้อย่างปกติ ในบางกรณีอาจมองการดื่มเหล้าเป็นเรื่องบ่งบอกฐานะ เป็นที่น่าชื่นชมด้วยซ้ำไป แต่สังคมจะมีมาตรการลงโทษ ถ้าผู้ดื่มดื่มแบบผิดปกติควบคุมตนเองไม่ได้ ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสังคม

5. ความเสียหายที่เกิดจากผู้ดื่มเหล้าที่ผิดปกติมีมากมาย เช่น

          - ทำลายสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ ป่วยเป็นโรคร้ายแรงและเรื้อรัง ดูแลตนเองไม่ได้ ตกเป็นภาระของสังคมที่จะต้องรักษา

          - ทำลายความสัมพันธ์ ทำให้ครอบครัวเสียหาย เด็กที่เติบโตจากพ่อแม่ที่ติดเหล้ามักมีปัญหาในด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ ตกเป็นภาระของสังคมอีก ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ทั้งนี้เพราะเหล้าทำให้ผู้ดื่มตั้งสติไม่อยู่ เกิดก้าวร้าว ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายตนเอง ไม่สามารถระมัดระวังในการขับขี่ยานยนต์ เกิดอุบัติเหตุ เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม

6. ผู้ดื่มเหล้าผิดปกติต่อสังคมไทย มักไม่ขอรับการบำบัดรักษาเพื่อหยุดดื่ม มีบางกรณีเท่านั้น ที่อาจจะจั้งใจหยุดได้ในช่วงวันสำคัญทางศาสนา โดยปกติจะมาขอรับการรักษาโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการดื่มเหล้า ซึ่งมักจะป่วยหนัก และดูแลตนเองไม่ได้ ในบางรายถูกนำส่งโรงพยาบาล เพราะได้รับบาดเจ็บ ตัวผู้ดื่มเองไม่มีทางเลือก และไม่เคยคิดที่จะมาขอรับการบำบัดให้เลิกดื่มเหล้า

7. การบำบัดผู้ดื่มเหล้าที่ผิดปกติ จะเป็นผลดีได้ ก็ต่อเมื่อได้คำนึงถึงความนึกคิด ความเชื่อถือ ประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรม จะต้องทำการบำบัดในวิถีทางที่สอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้

8. จะนำการบำบัดจากสังคมอื่น มาใช้โดยถือว่าเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ได้ เพราะแนวความคิดไม่เหมือนกัน แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

9. การบำบัดที่เหมาะสมจึงได้แก่ การรักษาทางกายตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทันสมัย ผสมกับการรักาษทางจิตและสังคมสามารถนำไปปฏิบัติได้ในบริบทของท้องถิ่น ชุมชน และสังคมไทย

10. มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องพยายามจำแนกผู้ดื่มผิดปกติออกจากผู้ที่สามารถดื่มเหล้าอย่างเป็นปกติ บ่อยครั้งที่การจำแนกทำได้ยาก เพราะกว่าที่ผู้ดื่มจะมีอาการของการดื่มแบบผิดปกตินั้น อาจใช้เป็นเวลาเป็นแรมปี ผู้บำบัดจึงต้องมีความรู้ ความสามารถและทักษะเป็นอย่างสูงในการประเมินผู้ดื่มที่ผิดปกติ

11. เนื่องจากผู้ดื่มที่ผิดปกติ มักมีอาการแทรกซ้อนทางกายสูง จึงจำเป็นต้องมีแพทย์ พยาบาล ที่มีความรู้ความสามารถในการรักษาโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ การรักษาที่มีประสิทธิภาพจะนำไปสู่การบำบัดเพื่อให้เลิกเหล้าได้ในที่สุด

12. การฟื้นฟูความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นจากการดื่มผิดปกติที่ได้ผลนั้น จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลและความช่วยเหลือจากชุมชน การมีส่วนร่วมจากชุมชนจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง จะขาดเสียไม่ได้

น.พ.ทรงเกียรติ ปิยะกะ อาจารย์พิเศษ (อาสาสมัคร) หลักสูตรมหาบัณฑิตสาขาวิทยาการเสพติด บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

Director of Psychiatry, Saint Anthony Hospital, Chicago, USA.

เจ้าของรางวัล จิตแพทย์ตัวอย่าง ปี ค.ศ. 1995

*******************************************

แหล่งข้อมูล: จาก หนังสือ สู่...ชีวิตไร้พิษสุรา คู่มือบำบัดผู้ดื่มผิดปกติ หน้า 15-17

16 กุมภาพันธ์ 2548

By น.พ.ทรงเกียรติ ปิยะกะ อาจารย์พิเศษ หลักสูตรมหาบัณฑิตสาขาวิทยาการเสพติดบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

Views, 6977